มังกรหลากสี

ฝ่ายวิชาการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน
Source: 
vijaichina
Date: 
03/05/2017

วันนี้ขอนำเสนอข้อมูลบทวิเคราะห์เกี่ยวกับผลงานวิจัยเรื่อง “มังกรหลากสี : การขยายอิทธิพลเหนือดินแดนและพันธกิจเผยแผ่อารยธรรมในอุษาคเนย์” ที่ดำเนินการโดยทีมวิจัยนานาชาติ  ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย นำทีมโดย ศาสตราจารย์ ดร.ยศ สันตสมบัติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ โดยศูนย์ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๗ โดยจะนำเสนอสาระสำคัญดังนี้

      ตอนที่ ๑ ว่าด้วยปัญหาที่ท้าทายใหม่ๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

๑. ผลงานการวิจัยเรื่องนี้ ให้ความสนใจกับปัญหาที่ท้าทายใหม่ๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับลุ่มน้ำโขง โดยมุ่งเน้นประเด็นการลงทุน การค้า ความช่วยเหลือต่างประเทศ จีนอพยพรุ่นใหม่ และผลกระทบของประเด็นเหล่านี้ในลุ่มน้ำโขง ซึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการเป็นกัลยาณมิตรกับจีนของประเทศลุ่มน้ำโขงบนพื้นฐานสภาวะพึ่งพิงจีน โดยได้รับการสถาปนาขึ้นภายใต้เงื่อนไขสำคัญ ๓ ประการ ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น คือ

๑.๑ การขยายตัวทางการค้า การลงทุน และความช่วยเหลือต่างประเทศ

๑.๒ การขยายอิทธิพลเหนือดินแดนผ่านสัมปทานที่ดินและโครงการขนาดใหญ่

๑.๓ การแพร่กระจายของวัฒนธรรมเศรษฐกิจจีนที่มาพร้อมกับการหลั่งไหลของคนจีนอพยพรุ่นใหม่สู่ลุ่มน้ำโขง

๒. ข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่

          ๒.๑ นโยบายต่างประเทศของจีนมีความสัมพันธ์กับอุดมการณ์ชาตินิยม โดยรัฐบาลจีนทุ่มเทพลังงานและทรัพยากรจำนวนมาก ในการสนับสนุนการเรียนภาษาและวัฒนธรรมจีน การรื้อฟื้นและตีความปรัชญาจีน สนับสนุนการทำงานของสมาคมจีนในประเทศต่างๆ รวมทั้งการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ สารคดี โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อหลอมรวมความแตกต่างหลากหลายและการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นจีนใหม่

๒.๒ จีนสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในลุ่มน้ำโขง โดยผ่านช่องทางด้านการค้า การลงทุนและโครงการความช่วยเหลือ ทำให้ประเทศในลุ่มน้ำโขงต้องพึ่งพิงจีนมากขึ้น (แม้จะอยู่ในลักษณะเสียเปรียบก็ตาม) และต้องเข้าร่วมเป็นกัลยาณมิตรทางการเมืองกับจีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

๒.๓ ความสัมพันธ์ในลักษณะพึ่งพิงดังกล่าว ทำให้วิสาหกิจและธุรกิจเอกชนของจีนสบช่องในการลงทุน และการขยายอิทธิพลเหนือดินแดน ผ่านการขอสัมปทานขนาดใหญ่ (เช่น การลงทุนด้านพลังงาน สวนเกษตร และเหมืองแร่ ฯลฯ) รวมทั้งการจัดสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (ซึ่งอาจนำไปสู่การเช่าซื้ออำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศอื่น)

๒.๔ การลงทุนในระดับต่างๆ ของจีนดังกล่าว มาพร้อมกับการหลั่งไหลของชาวจีนหลากหลายกลุ่มเข้ามาในลุ่มน้ำโขง ทำให้การตักตวงทรัพยากรและการแข่งขันทางเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ เริ่มตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวจีนอพยพมากขึ้น

๒.๕ วัฒนธรรมเศรษฐกิจจีนแผ่ขยายอิทธิพลจากการครอบงำการค้าชายแดนในลุ่มน้ำโขง เบียดขับผู้ค้าท้องถิ่นท่ามกลางเครือข่ายการสร้างเมืองชายแดนในเวียดนาม ลาว เมียนมา และกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ไทย

๒.๖ ท่ามกลางการพึ่งพิงจีนและความเหลื่อมล้ำเชิงอำนาจ ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างจีนกับลุ่มน้ำโขงและอาเซียนยังพัฒนาขึ้นอย่างแนบแน่นด้วยกลไกระดับทวิภาคีและพหุภาคี ความสำเร็จดังกล่าวนั้นตั้งอยู่บนยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นปึกแผ่นแห่งประชาคมอาเซียน ไปพร้อมกับการเสริมบทบาทของมหาอำนาจผู้รับผิดชอบให้ดำเนินต่อไปด้วยสันติวิธี ควบคู่กับการบูรณาการมหาอำนาจใหม่เข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมภูมิภาค เพื่อสร้างหลักประกันของโอกาสสำหรับผลประโยชน์อันชอบธรรมร่วมกัน

๓. ข้อสังเกต ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาจีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ขณะเดียวกันจีนได้ขยายการลงทุนและการค้าไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งอุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ทำให้พบเห็นการเคลื่อนย้ายของพ่อค้าแม่ค้าและแรงงานอพยพชาวจีนเข้ามาในอุษาคเนย์เป็นจำนวนมาก โครงการวิจัยนี้ได้พยายามที่จะทำความเข้าใจกับวาทกรรมการพัฒนาของจีน โดยเน้นประเด็นเกี่ยวกับบทบาทของจีนในการเสริมสร้างความเจริญและ “อารยธรรม” ในอุษาคเนย์ โดยเฉพาะในเมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย

บทสรุป งานวิจัยเรื่องนี้ ได้นำเสนอบทวิเคราะห์ผลกระทบว่าด้วยการเรืองอำนาจของจีนต่อลุ่มน้ำโขงในแง่มุมต่าง ๆ ซึ่งเป็นประเด็นร่วมสมัยที่สำคัญอย่างยิ่ง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในช่วง ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ทำให้จีนกลายเป็นผู้เล่นสำคัญบนเวทีโลกและเวทีภูมิภาค จีนกับลุ่มน้ำโขงมีความสัมพันธ์เชิงเศรษฐกิจอย่างแนบแน่น สัมพันธภาพระหว่างจีนกับลุ่มน้ำโขงมีความซับซ้อนและคาบเกี่ยวพัวพันกับประเด็นทางการเมืองและสังคมวัฒนธรรมอื่น ๆ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมาพร้อมกับปัญหาสภาพแวดล้อมการแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานและวัตถุดิบในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อีกทั้งการพัฒนากองทัพสู่ความทันสมัย ล้วนแล้วแต่สร้างประเด็นปัญหาท้าทายใหม่ ๆ ให้แก่ประเทศเล็ก ๆ ในลุ่มน้ำโขง ซึ่งจะได้นำเสนอในตอนต่อไป

 

ตอนที่ ๒ ว่าด้วยแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

๑. ภายหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ.๒๔๙๒ (ค.ศ.๑๙๔๙) มีโครงการขยายอาณานิคมของจีน “Chinese Colonial Project” (Hansen, M. H. 2005 Frontier People: Han Settlers in Minority Areas of China. Vancouver: University of British Columbia Press.) โดยรัฐบาลจีนสนับสนุนให้ชาวฮั่นอพยพโยกย้ายไปตั้งรกรากทำมาหากินและพัฒนาพื้นที่ชายขอบของประเทศ ซึ่งเป็นดินแดนที่กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เคยครอบครองมาแต่เดิม การสร้างถนนและระบบคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างมณฑลและเมืองต่างๆ ตามชายขอบของประเทศจีน จนทำให้กลุ่มชาติพันธุ์เจ้าของพื้นที่เดิมกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในบ้านของตนเอง (งานที่สนับสนุนแนวคิดเกี่ยวกับ การเคลื่อนย้ายทุนและผู้อพยพชาวจีนไปสู่ประเทศอื่นๆ คือ การขยายดินแดนและอำนาจอิทธิพลทางการค้าและการเมืองของจีน เช่น Navarro P. 2008. The Coming China Wars. New Jersey: FT Press.)

๒. แนวคิดเรื่อง “ภูมิภาคนิยม” (regionalism) เป็นรูปแบบของการจัดระเบียบโลกในระบบทุนนิยมยุคหลัง ในขณะที่ ไอวา ออง (Ong, A. 2004 ‘The Chinese Axis: Zoning Technologies and Variegated Sovereignty’ Journal of East Asian Studies 4 : pp 69 – 96.) ได้กล่าวถึง “กัลยาณมิตรจีน” (Chinese Axis) ว่าหมายถึง เครือข่ายของจีนแผ่นดินใหญ่ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน สิงคโปร์ และ ชุมชนจีนในอุษาคเนย์ ฯลฯ ที่เป็นการก่อรูปของภูมิภาคนิยมที่วางอยู่บนองค์กรและปฏิบัติการที่มีรูปแบบจำเพาะ เช่น การใช้เทคโนโลยีการจัดพื้นที่ (Zoning Technologies) เพื่อหลอมรวมหน่วยทางการเมืองเอกเทศต่างๆ ให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกัลยาณมิตรจีน ด้วยการใช้ความพยายามในการขยายเงินลงทุนจากต่างชาติและสร้างให้เกิด “อธิปไตยหลากสี” (Variegated Sovereignty) ซึ่งหมายถึง พื้นที่แต่ละแห่ง แต่ละโซนมีนโยบายการค้า การลงทุน ระบบอุตสาหกรรม การจัดเก็บภาษี และการจัดสถานะความเป็นพลเมืองที่แตกต่างหลากหลายกันออกไป ด้วยเหตุนี้เอง กัลยาณมิตรจีนจึงเป็นแนวคิดและยุทธวิธีที่รัฐจีนใช้เศรษฐกิจเป็นตัวผลักดันการรวมตัวทางการเมือง (เช่น ใช้เสิ่นเจิ้นเป็นส่วนขยายของธุรกิจอุตสาหกรรมจากฮ่องกง รวมทั้งเป็นพื้นที่กักกันแรงงานอพยพและคนยากจนที่ไม่อาจแบกภาระการอยู่ในฮ่องกงได้ นอกจากนี้ยังใช้ฮ่องกงเป็นจักรกลด้านธุรกรรมการเงิน อุตสาหกรรมส่งออก การคมนาคม โรงแรมและการท่องเที่ยวในการขยายตัวของมหานครชายฝั่งทะเลจากฮ่องกงไปจนจรดเซี่ยงไฮ้ ในทำเนองเดียวกันกับการใช้เมืองเซี๊ยะเหมิน รองรับการลงทุนจากนักธุรกิจชาวไต้หวัน ในการลงทุนประเภทเครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเหล็ก และสิ่งทอ นอกจากนี้ มีเมืองเปิดตามแนวชายฝั่ง นิคมอุตสาหกรรม และเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในรูปแบบอื่นๆ ถูกสร้างเป็น “พื้นที่ยกเว้น” เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงธุรกิจและสร้างงานในการรองรับแรงงานอพยพจำนวนมหาศาล จึงอาจกล่าวได้ว่า จีนกำลังใช้ระบบเศรษฐกิจและธุรกิจที่ยืดหยุ่นมีประสิทธิภาพในการนำประชาคมโลกไปสู่ความทันสมัยและทุนนิยมแบบใหม่ หรือที่เรียกว่า “flexible capitalism ทุนนิยมยืดหยุ่น”)

๓. แนวคิด “ระบบเครือข่ายความสัมพันธ์” โดยใช้นักธุรกิจชาวจีนเป็นกลไกที่สำคัญ (จากงานวิจัยของ Tong, C. 1991. ‘Centripetal Authority, Differentiated Networks : The Social Organization of Chinese Firms in Singapore.’ in G. Hamilton, ed. Business Networks and Economic Development in East and Southeast Asia. Center of Asian Studies, University of Hong Kong. และงานของ Mackie, J. 1993. ‘Changing Patterns of Chinese Big Business in Southeast Asias’ In R. McVey, ed., Southeast Asian Capitalists. Ithaca, New York: Southeast Asia Program, Cornell University.) ซึ่งมีงานวิจัยสนับสนุนว่า ความสำเร็จดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเกี่ยวกับจริยศาสตร์ขงจื่อ เช่น งานวิจัยของ Kotkin, J. 1992. Tribes: How race, Religion and Identity Determine Success in the New Global Economy. New York: Random House.

๔. แนวคิด “แผ่นดินจีนคือ ศูนย์กลางของโลก หรือ Middle Kingdom” ที่แวดล้อมไปด้วย อนารยชนที่รายรอบจีน เช่น งานของ Stuart-Fox, M. 2003. A Short History of China and Southeast Asia: Tribute, Trade and Influence. New York: Allen & Unwin. และ Reid, A. 2009. ‘Introduction-Negotiating Asymmetry: Parents, Brothers, Friends and Enemies,’ in Reid, A and Zheng Y., eds. Negotiating Asymmetry: China’s Place in Asia. Singapore: NUS Press. เป็นต้น ซึ่งแนวคิดว่าด้วยการจำแนกช่วงชั้นของสังคมที่ลดหลั่นลงมาจากจักรพรรดิ มีมาจากราชวงศ์โจว ช่วงศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๓ ก่อนคริสตกาล ที่โค่นล้มราชวงศ์เช็ง และรับเอาแนวคิดนี้มาใช้ โดยจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โจว เรียกตนเองว่า “โอรสแห่งสวรรค์” (Tian Zi) และต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่นที่ครองอำนาจต่อจากราชวงศ์จิ๋น ได้นำระบบแนวคิดแบบราชวงศ์จิ๋นที่เน้นการปกครองโดยกฎหมายรวมเข้ากับลัทธิขงจื่อ ทำให้องค์พระประมุขเป็นจุดสูงสุดของปิรามิดแห่งอำนาจ นอกจากนี้ยังนำแนวคิดของลัทธิเต๋า ซึ่งบ่งบอกวิถีแห่งธรรมชาติ ความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งธรรมชาติ เช่น หยิน-หยาง ความมืด-สว่าง เย็น-ร้อน ฯลฯ ที่จะก่อให้เกิดพลังแห่งความสมดุล

         บทสรุป ข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวคิดที่พบเห็นได้จากภายหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ในปี พ.ศ.๒๔๙๒ (ค.ศ.๑๙๔๙) คือ การเคลื่อนย้ายทุนและผู้อพยพชาวจีนไปสู่ประเทศอื่นๆ อันเป็นการขยายดินแดนและอำนาจอิทธิพลทางการค้าและการเมืองของจีน ซึ่งไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่อง “ภูมิภาคนิยม” อันเป็นรูปแบบของการจัดระเบียบโลกในระบบทุนนิยมยุคหลัง รวมทั้ง แนวคิด “ระบบเครือข่ายความสัมพันธ์” และแนวคิด “แผ่นดินจีนคือ ศูนย์กลางของโลก” อันเป็นการโยงใยไปสู่แนวคิดระบบบรรณาการ โดยเฉพาะการสร้างอุดมการณ์ชาตินิยมของจีน ซึ่งจะได้กล่าวในตอนต่อไป

 

ตอนที่ ๓ ว่าด้วยแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะแนวคิดระบบบรรณาการ ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

๑. แนวคิด “ระบบบรรณาการ” เป็นการบ่งชี้ถึงสัมพันธภาพระหว่างชาวจีนกับอนารยชนในอุษาคเนย์ โดยที่มิได้เกิดจากการเรียกร้องของจีน แต่เกิดจากความต้องการของคณะทูตจากอุษาคเนย์ เพื่อสนองตอบต่อผลประโยชน์และสร้างความชอบธรรมของชนชั้นปกครองในอุษาคเนย์ ขณะที่จีนจะตอบแทนด้วยของขวัญที่มีมูลค่ามากกว่าเครื่องบรรณาการ เพื่อแสดงถึงบารมีและความยิ่งใหญ่ของ โอรสแห่งสวรรค์ (ดูงานวิจัยของ Wu, X.A. 2009. ‘China Meets Southeast Asia : A Long-term Historical Review’ in Ho, K.L. ed., Connecting and Distancing : Southeast Asia and China. Singapore : ISEAS.)

๑.๑ นับจากยุคของเติ้ง เสี่ยวผิง เป็นต้นมา จีนยุคใหม่ดำเนินนโยบายต่างประเทศบนพื้นฐานของปฏิบัติการนิยม (pragmatism) ที่มุ่งสร้างกัลยาณมิตรในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก ส่งผลให้จีนประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจและจีนจะหวนคืนสู่สภานะของการเป็นศูนย์กลางของแผ่นดิน (งานวิจัยของ Wang, G. 2009. ‘Family and Friends: China in Changing Asia’ in Reid, A. and Zheng Y., eds. Negotiating Asymmetry : China’s Place in Asia. Singapore: NUS Press.) แต่จีนไม่อาจแสดงความเป็นชาตินิยมในลักษณะของการสร้างจักรวรรดิหรือการขยายดินแดนได้ และจีนเริ่มหันมาใช้อำนาจละมุน (soft power) ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๙๐ เช่น การเพิ่มขึ้นของความช่วยเหลือต่างประเทศจากจีน จนเกิดผลกระทบต่อมาตรฐานของระบอบธรรมาภิบาลในประเทศต่างๆ ทั้งในแอฟริกา เอเชียและลาตินอเมริกา (งานวิจัยของ Walker, C. and S. Cook. 2010. ‘The Dark Side of China Aid’. The New York Times, 24 March 2010.)

๑.๒ การเรืองอำนาจของจีน โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก หลังปี พ.ศ.๒๕๔๔ (ค.ศ.๒๐๐๑) จีนใช้อำนาจละมุน (Nye, J.S. 2004. Soft Power : The Means to Success in World Politics. New York: Public Affairs.) และยุทธศาสตร์สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยการลงทุนทางเศรษฐกิจในการแทรกตัวเข้ามาแข่งขันอิทธิพลกับสหรัฐฯ ดังที่ มาซาโกะ อิเคกามิ นักรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสตอคโฮล์ม (Ikegami, M. 2009. ‘China’s Grand Strategy of ‘Peaceful Rise’: A Prelude to a New Cold War?’ in Hsiao, H.M. and C. Lin, eds. Rise of China : Beijing’s Strategies and Implications for the Asia – Pacific. New York: Routledge.) ได้วิเคราะห์ว่า รัฐบาลจีนเน้นการพัฒนาในระดับพหุภาคี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี โดยมีเป้าหมายที่จะเข้ามาแทนที่บทบาทของสหภาพโซเวียตเดิมในฐานะคู่คานอำนาจของสหรัฐฯ บนเวทีโลก และมีแนวคิดการบริหารจัดการร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับจีน (US-China Co-management) เป็นกรอบในการแทรกแซงกิจการต่างประเทศบนเวทีโลก แต่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศของจีนที่เน้นความพยายามในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม

๒. โครงการพัฒนาที่มีความสอดรับกับแนวคิด “ระบบบรรณาการ” ทำให้จีนเข้าไปมีบทบาทและอิทธิพลโดยตรงต่อทิศทางการพัฒนาประเทศเหล่านั้น ในเบญจลักษณะ ประกอบด้วย

๒.๑ การขยายตัวบนพื้นฐานของการแสวงหาความมั่นคงทางพลังงานและทรัพยากร

๒.๒ การสร้างความมั่นคงทางอาหารเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน

๒.๓ การขยายตลาดเพื่อรองรับสินค้าภาคอุตสาหกรรมจากจีน

๒.๔ การสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรจีนเพื่อขยับฐานะและภาพลักษณ์ของจีนในฐานะเป็นมหาอำนาจผู้รับผิดชอบ (Foot, R. 2009. ‘China’s Policies Toward the Asia-Pacific Region : Changing Perception of Self and Changing Others’ Perceptions of China?’ in Hsiao, H.M. and C. Lin, eds. Rise of China : Beijing’s Strategies and Implications for the Asia-Pacific. New York: Routledge.)

๒.๕ การเผยแผ่อารยธรรมจีนออกไปทั่วโลก

         บทสรุป แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะแนวคิดระบบบรรณาการ ได้นำไปสู่การกำหนดทิศทางในการดำเนินแนวนโยบายด้านการต่างประเทศของจีน ในลักษณะที่เป็นแนวคิด “เสน่ห์เชิงรุก (charm offensive)” โดยมีวัตถุประสงค์แสดงท่าทีให้ประเทศต่างๆ เข้าใจว่าจีนมิใช่ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอุษาคเนย์ หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะได้นำเสนอในตอนต่อไป

 

ตอนที่ ๔ ว่าด้วยแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะแนวคิด “เสน่ห์เชิงรุก (charm offensive)” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

๑. แนวคิด “เสน่ห์เชิงรุก (charm offensive)” โดยมีวัตถุประสงค์แสดงท่าทีให้ประเทศต่างๆ เข้าใจว่าจีนมิใช่ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอุษาคเนย์ (Kurlantzick, J. 2006. ‘China’s Charm Offensive in Southeast Asia,’ Current History, September 2006., pp. 270-276.) โดยจีนใช้นโยบายเสน่ห์เชิงรุกเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน ค.ศ.๑๙๕๕ (พ.ศ.๒๔๙๘) ในการประชุมเอเชีย-อาฟริกา ที่เมืองบันดุง อินโดนีเซีย ซึ่งคณะผู้แทนของจีนนำโดยโจว เอินไหล ได้แสดงความริเริ่มของจีน ๒ ประการคือ

๑.๑ ประการแรก คือ การนำเสนอหลัก ๕ ประการของการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (Five Principles of Peaceful Coexistence) ประกอบด้วย ๑) การเคารพในการดำรงอยู่ร่วมกันโดยสันติ ๒) เคารพอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น ๓) ไม่แสดงความก้าวร้าว ๔) ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และ ๕) เคารพหลักการแห่งผลประโยชน์ร่วมร่วมของทั้งสองฝ่าย (Richardson, S. 2010. China, Cambodia and Five Principles of Peaceful Coexistence. New York: Columbia University Press.)

๑.๒ ประการที่สอง คือ ข้อเสนอในการเจรจากับรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในอุษาคเนย์ว่าด้วยปัญหาคนสองสัญชาติของจีนโพ้นทะเล โดยโจว เอินไหล ยอมรับหลักการของสัญชาติตามถิ่นเกิด เป็นนโยบายหลอมรวม (assimilation) ลูกจีนให้จงรักภักดีต่อถิ่นเกิด (Skinner, G. W. 1957. Chinese Society in Thailand. Ithaca, N.Y.: Cornell University Press.) ทำให้จีนดำเนินความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐบนความเท่าเทียมกัน และจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างจีน-อาเซียนในช่วง ๔๐ ปีหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์จีน คือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจของ เติ้ง เสี่ยวผิง ในปี ค.ศ.๑๙๗๘ (พ.ศ.๒๕๒๑) และหยุดใช้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นแก่นแกนของนโยบายต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนเริ่มไว้วางใจจีนมากขึ้น ประกอบกับจีนประเมินแล้วเห็นว่าการยึดมั่นในอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวทำให้จีนล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบทเรียนจากการทำสงครามสั่งสอนเวียดนามในปี ค.ศ.๑๙๗๙ (พ.ศ.๒๕๒๒) ทำให้เติ้ง เสี่ยวผิง ต้องกำหนดแนวคิดสี่ทันสมัย (เกษตรกรรม อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และการทหาร)

๒. อาจแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอุษาคเนย์ได้ ๒ ช่วง ได้แก่

          ๒.๑ ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๙๐ - ๒๐๐๐ (พ.ศ.๒๕๓๓ – ๒๕๔๓) เกิดเหตุการณ์สำคัญจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และวิกฤติการเงินในเอเชีย ปี ๑๙๙๗ (พ.ศ.๒๕๔๐) โดยจีนใช้นโยบายการเรืองอำนาจขึ้นอย่างสันติ เพื่อลดความหวาดระแวงของอาเซียนที่เลือกใช้การเกี่ยวพัน (engagement) และการไม่ผูกมัดหรือเชิงการป้องกัน (hedging) กับจีน ในขณะที่ผู้นำรุ่น ๓ (เจียง เจ๋อหมิน) ดำเนินเป้าหมายสำคัญ ๔ ประการ คือ ๑) ความอยู่รอดของระบอบคอมมิวนิสต์ ๒) การปกป้องอธิปไตยของชาติจากขบวนการแยกดินแดนและภัยจากภายนอก ๓) การสร้างเสถียรภาพให้กับพื้นที่รอบนอก และ ๔) การพัฒนาเศรษฐกิจสู่ความทันสมัย ซึ่งจีนเห็นว่า กลไกพหุภาคีน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ ได้ โดยในปี ค.ศ.๑๙๙๖ (พ.ศ.๒๕๓๙) ในการประชุมอาเซียน จีนได้นำเสนอ “แนวคิดความมั่นคงใหม่ (New Security Concept)” ที่มีองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ ๑) จีนเสนอให้ประชาชาติอาเซียนละทิ้งสำนึกแห่งสงครามเย็น (cold war mentality) และยุติการเป็นกัลยาณมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ ๒) จีนเสนอว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐควรได้รับการแก้ไขโดยสันติวิธีปราศจากการใช้กำลัง และ ๓) ความมั่นคงในภูมิภาคควรดำเนินการผ่านการเจรจาพหุภาคีและบูรณาการทางเศรษฐกิจร่วมกัน (เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชีย ทำให้จีนสบโอกาสที่สำคัญ จนเกิดเป็นอาเซียน+๓ คือ อาเซียน ๑๐ ประเทศกับจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) (ดูใน Thayer, C. A. 2008. ‘The Structure of Vietnam-China Relations, 1991-2008.’ Paper for the 3th International Conference on Vietnamese Studies. Hanoi, Vietnam.)

          ๒.๒ ช่วงปี ค.ศ.๒๐๐๐ – ๒๐๑๓ (พ.ศ.๒๕๔๓ – ๒๕๕๖) จีนให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอันดับแรกเพราะทำให้จีนเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และให้ความสำคัญกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอันดับสอง โดยกำหนดนโยบายเชื่อมโยงจีนตอนใต้ คือ ยูนนานและกวางสีเข้ากับเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขง (พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย) โดยจีนเริ่มขยายอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาในอุษาคเนย์ ๔ ด้าน คือ ๑) การสร้างภาพลักษณ์และอิทธิพล ๒) การขยายตัวด้านการค้า การลงทุนและบูรณาการทางเศรษฐกิจ ๓) การสร้างความม่นคงและเสถียรภาพของพื้นที่รอบนอก และ ๔) การควบคุมอาณาเขตของจีน รวมทั้งการขยายดินแดนและอิทธิพลเหนือกัลยาณมิตรจีน และพื้นที่พิพาทในพื้นที่ทะเลจีนใต้ (ในขณะที่สหรัฐฯ ติดพันกับสงครามต่อต้านการก่อการร้าย) ซึ่งผู้นำรุ่นสี่ (หู จิ่นเทา) ได้รณรงค์ทางการทูตเชิงรุกอย่างมีเสน่ห์ (Kurlantzick, J. 2007. Charm Offensive: How China’s soft Power Is Transforming the World. New Haven: Yale University Press.) โดยจีนมุ่งประสงค์ให้ประเทศในเอเชียรับข่าวสารสำคัญ ๒ ประการคือ ๑) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเป็นเสมือนคลื่นที่ยกระดับเรือทุกลำในสายน้ำและช่วยสร้างให้เกิดความมั่งคั่งและสันติสุขในภูมิภาค และ ๒) จีนคือมหาอำนาจผู้มีคุณธรรม ไม่คุกคามความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ของเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ปรึกษาของผู้นำจีนคือ เจิง ปี่เจี้ยน (Zheng Bijian) นำเสนอแนวคิดการเรืองอำนาจอย่างสันติ โดยจีนไม่มุ่งขยายดินแดน (territorial expansion) หรือสถาปนาตนเองเป็นอำนาจนำ (hegemony) และผู้นำจีน (หู จิ่นเทา) ก็เปลี่ยนจากคำว่า เรืองอำนาจ (rise) มาเป็น “การพัฒนาอย่างสมานฉันท์ (harmonious development)” ในนโยบายหลักของจีนในการประชุมพรรคฯ เมื่อปี ค.ศ.๒๐๐๗ (พ.ศ.๒๕๕๐) โดยจีนใช้กลไกทวิภาคีในการเจรจากับประเทศลุ่มน้ำโขงเป็นหลักแต่ก็ใช้กลไกพหุภาคีมาเสริมเพื่อบูรณาการทางเศรษฐกิจกับกลุ่มอาเซียน (ดูใน Shambaugh, D. ed., 2005. Power Shift : China and Asia’s New Dynamics. Berkley: University of California Press. และ Pesek, W. 2007. ‘The Price of Blowing off Asia’, International Herald Tribune, 2 August 2007. และ Mydans, S. 2007. ‘China “Soft Power” Winning Allies in Asia,’ International Herald Tribune, 11 July 2007.) ทำให้อุษาคเนย์เอนเอียงเข้าไปหาจีนในฐานะศูนย์กลางอำนาจ โดยใช้อำนาจละมุน (soft power) ซึ่งมาจาก โจเซฟ เอส นาย (Nye, J. S. 2004. Soft Power: The Means to Success in World Politics. New York: Public Affairs.) ที่เสนอว่า สภาวะความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา มิได้วางอยู่บนอำนาจแข็งกร้าวทางด้านเศรษฐกิจและการทหารเท่านั้น แต่ยังวางอยู่บนความน่าดึงดูดใจของคุณค่าบรรทัดฐานและอุดมคติแบบอเมริกัน ซึ่งแนวคิดนี้ถูกต่อยอดโดยนักสื่อมวลชนที่ชื่อ โจชัว เคอร์แลนท์ซิค (Kurlantzick 2007 อ้างแล้วก่อนหน้านี้ หน้า ๖-๗) นิยามความหมายที่กว้างขวางกว่าว่า เป็นอำนาจที่รวมทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือจากมิติทางการทหารและความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย การทูต แรงกดดันผ่านความช่วยเหลือต่างประเทศ และการเข้าร่วมองค์กรพหุภาคี เป็นต้น

บทสรุป แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะแนวคิดเสน่ห์เชิงรุก (charm offensive) นั้น โดยมีวัตถุประสงค์แสดงท่าทีให้ประเทศต่างๆ เข้าใจว่าจีนมิใช่ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอุษาคเนย์นั้น ได้นำไปสู่การสร้างแนวคิดทุนนิยมจีนภายใต้วัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ และเกี่ยวพันกับอุดมการณ์ชาตินิยมจีน ซึ่งจะได้นำเสนอในตอนต่อไป

 

ตอนที่ ๔ ว่าด้วยแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะแนวคิด “เสน่ห์เชิงรุก (charm offensive)” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

๑. แนวคิด “เสน่ห์เชิงรุก (charm offensive)” โดยมีวัตถุประสงค์แสดงท่าทีให้ประเทศต่างๆ เข้าใจว่าจีนมิใช่ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอุษาคเนย์ (Kurlantzick, J. 2006. ‘China’s Charm Offensive in Southeast Asia,’ Current History, September 2006., pp. 270-276.) โดยจีนใช้นโยบายเสน่ห์เชิงรุกเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน ค.ศ.๑๙๕๕ (พ.ศ.๒๔๙๘) ในการประชุมเอเชีย-อาฟริกา ที่เมืองบันดุง อินโดนีเซีย ซึ่งคณะผู้แทนของจีนนำโดยโจว เอินไหล ได้แสดงความริเริ่มของจีน ๒ ประการคือ

๑.๑ ประการแรก คือ การนำเสนอหลัก ๕ ประการของการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (Five Principles of Peaceful Coexistence) ประกอบด้วย ๑) การเคารพในการดำรงอยู่ร่วมกันโดยสันติ ๒) เคารพอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น ๓) ไม่แสดงความก้าวร้าว ๔) ไม่ก้าวก่ายแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และ ๕) เคารพหลักการแห่งผลประโยชน์ร่วมร่วมของทั้งสองฝ่าย (Richardson, S. 2010. China, Cambodia and Five Principles of Peaceful Coexistence. New York: Columbia University Press.)

๑.๒ ประการที่สอง คือ ข้อเสนอในการเจรจากับรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในอุษาคเนย์ว่าด้วยปัญหาคนสองสัญชาติของจีนโพ้นทะเล โดยโจว เอินไหล ยอมรับหลักการของสัญชาติตามถิ่นเกิด เป็นนโยบายหลอมรวม (assimilation) ลูกจีนให้จงรักภักดีต่อถิ่นเกิด (Skinner, G. W. 1957. Chinese Society in Thailand. Ithaca, N.Y.: Cornell University Press.) ทำให้จีนดำเนินความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐบนความเท่าเทียมกัน และจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างจีน-อาเซียนในช่วง ๔๐ ปีหลังการปฏิวัติคอมมิวนิสต์จีน คือ การปฏิรูประบบเศรษฐกิจของ เติ้ง เสี่ยวผิง ในปี ค.ศ.๑๙๗๘ (พ.ศ.๒๕๒๑) และหยุดใช้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นแก่นแกนของนโยบายต่างประเทศ ซึ่งช่วยให้ประเทศในกลุ่มอาเซียนเริ่มไว้วางใจจีนมากขึ้น ประกอบกับจีนประเมินแล้วเห็นว่าการยึดมั่นในอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวทำให้จีนล้าหลังกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะบทเรียนจากการทำสงครามสั่งสอนเวียดนามในปี ค.ศ.๑๙๗๙ (พ.ศ.๒๕๒๒) ทำให้เติ้ง เสี่ยวผิง ต้องกำหนดแนวคิดสี่ทันสมัย (เกษตรกรรม อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และการทหาร)

๒. อาจแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอุษาคเนย์ได้ ๒ ช่วง ได้แก่

          ๒.๑ ช่วงปี ค.ศ. ๑๙๙๐ - ๒๐๐๐ (พ.ศ.๒๕๓๓ – ๒๕๔๓) เกิดเหตุการณ์สำคัญจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และวิกฤติการเงินในเอเชีย ปี ๑๙๙๗ (พ.ศ.๒๕๔๐) โดยจีนใช้นโยบายการเรืองอำนาจขึ้นอย่างสันติ เพื่อลดความหวาดระแวงของอาเซียนที่เลือกใช้การเกี่ยวพัน (engagement) และการไม่ผูกมัดหรือเชิงการป้องกัน (hedging) กับจีน ในขณะที่ผู้นำรุ่น ๓ (เจียง เจ๋อหมิน) ดำเนินเป้าหมายสำคัญ ๔ ประการ คือ ๑) ความอยู่รอดของระบอบคอมมิวนิสต์ ๒) การปกป้องอธิปไตยของชาติจากขบวนการแยกดินแดนและภัยจากภายนอก ๓) การสร้างเสถียรภาพให้กับพื้นที่รอบนอก และ ๔) การพัฒนาเศรษฐกิจสู่ความทันสมัย ซึ่งจีนเห็นว่า กลไกพหุภาคีน่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศต่างๆ ได้ โดยในปี ค.ศ.๑๙๙๖ (พ.ศ.๒๕๓๙) ในการประชุมอาเซียน จีนได้นำเสนอ “แนวคิดความมั่นคงใหม่ (New Security Concept)” ที่มีองค์ประกอบ ๓ ประการ คือ ๑) จีนเสนอให้ประชาชาติอาเซียนละทิ้งสำนึกแห่งสงครามเย็น (cold war mentality) และยุติการเป็นกัลยาณมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ ๒) จีนเสนอว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐควรได้รับการแก้ไขโดยสันติวิธีปราศจากการใช้กำลัง และ ๓) ความมั่นคงในภูมิภาคควรดำเนินการผ่านการเจรจาพหุภาคีและบูรณาการทางเศรษฐกิจร่วมกัน (เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชีย ทำให้จีนสบโอกาสที่สำคัญ จนเกิดเป็นอาเซียน+๓ คือ อาเซียน ๑๐ ประเทศกับจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) (ดูใน Thayer, C. A. 2008. ‘The Structure of Vietnam-China Relations, 1991-2008.’ Paper for the 3th International Conference on Vietnamese Studies. Hanoi, Vietnam.)

          ๒.๒ ช่วงปี ค.ศ.๒๐๐๐ – ๒๐๑๓ (พ.ศ.๒๕๔๓ – ๒๕๕๖) จีนให้ความสำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอันดับแรกเพราะทำให้จีนเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และให้ความสำคัญกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอันดับสอง โดยกำหนดนโยบายเชื่อมโยงจีนตอนใต้ คือ ยูนนานและกวางสีเข้ากับเพื่อนบ้านในลุ่มน้ำโขง (พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย) โดยจีนเริ่มขยายอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาในอุษาคเนย์ ๔ ด้าน คือ ๑) การสร้างภาพลักษณ์และอิทธิพล ๒) การขยายตัวด้านการค้า การลงทุนและบูรณาการทางเศรษฐกิจ ๓) การสร้างความม่นคงและเสถียรภาพของพื้นที่รอบนอก และ ๔) การควบคุมอาณาเขตของจีน รวมทั้งการขยายดินแดนและอิทธิพลเหนือกัลยาณมิตรจีน และพื้นที่พิพาทในพื้นที่ทะเลจีนใต้ (ในขณะที่สหรัฐฯ ติดพันกับสงครามต่อต้านการก่อการร้าย) ซึ่งผู้นำรุ่นสี่ (หู จิ่นเทา) ได้รณรงค์ทางการทูตเชิงรุกอย่างมีเสน่ห์ (Kurlantzick, J. 2007. Charm Offensive: How China’s soft Power Is Transforming the World. New Haven: Yale University Press.) โดยจีนมุ่งประสงค์ให้ประเทศในเอเชียรับข่าวสารสำคัญ ๒ ประการคือ ๑) การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเป็นเสมือนคลื่นที่ยกระดับเรือทุกลำในสายน้ำและช่วยสร้างให้เกิดความมั่งคั่งและสันติสุขในภูมิภาค และ ๒) จีนคือมหาอำนาจผู้มีคุณธรรม ไม่คุกคามความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ของเพื่อนบ้าน ซึ่งที่ปรึกษาของผู้นำจีนคือ เจิง ปี่เจี้ยน (Zheng Bijian) นำเสนอแนวคิดการเรืองอำนาจอย่างสันติ โดยจีนไม่มุ่งขยายดินแดน (territorial expansion) หรือสถาปนาตนเองเป็นอำนาจนำ (hegemony) และผู้นำจีน (หู จิ่นเทา) ก็เปลี่ยนจากคำว่า เรืองอำนาจ (rise) มาเป็น “การพัฒนาอย่างสมานฉันท์ (harmonious development)” ในนโยบายหลักของจีนในการประชุมพรรคฯ เมื่อปี ค.ศ.๒๐๐๗ (พ.ศ.๒๕๕๐) โดยจีนใช้กลไกทวิภาคีในการเจรจากับประเทศลุ่มน้ำโขงเป็นหลักแต่ก็ใช้กลไกพหุภาคีมาเสริมเพื่อบูรณาการทางเศรษฐกิจกับกลุ่มอาเซียน (ดูใน Shambaugh, D. ed., 2005. Power Shift : China and Asia’s New Dynamics. Berkley: University of California Press. และ Pesek, W. 2007. ‘The Price of Blowing off Asia’, International Herald Tribune, 2 August 2007. และ Mydans, S. 2007. ‘China “Soft Power” Winning Allies in Asia,’ International Herald Tribune, 11 July 2007.) ทำให้อุษาคเนย์เอนเอียงเข้าไปหาจีนในฐานะศูนย์กลางอำนาจ โดยใช้อำนาจละมุน (soft power) ซึ่งมาจาก โจเซฟ เอส นาย (Nye, J. S. 2004. Soft Power: The Means to Success in World Politics. New York: Public Affairs.) ที่เสนอว่า สภาวะความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา มิได้วางอยู่บนอำนาจแข็งกร้าวทางด้านเศรษฐกิจและการทหารเท่านั้น แต่ยังวางอยู่บนความน่าดึงดูดใจของคุณค่าบรรทัดฐานและอุดมคติแบบอเมริกัน ซึ่งแนวคิดนี้ถูกต่อยอดโดยนักสื่อมวลชนที่ชื่อ โจชัว เคอร์แลนท์ซิค (Kurlantzick 2007 อ้างแล้วก่อนหน้านี้ หน้า ๖-๗) นิยามความหมายที่กว้างขวางกว่าว่า เป็นอำนาจที่รวมทุกอย่างที่อยู่นอกเหนือจากมิติทางการทหารและความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย การทูต แรงกดดันผ่านความช่วยเหลือต่างประเทศ และการเข้าร่วมองค์กรพหุภาคี เป็นต้น

บทสรุป แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะแนวคิดเสน่ห์เชิงรุก (charm offensive) นั้น โดยมีวัตถุประสงค์แสดงท่าทีให้ประเทศต่างๆ เข้าใจว่าจีนมิใช่ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอุษาคเนย์นั้น ได้นำไปสู่การสร้างแนวคิดทุนนิยมจีนภายใต้วัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ และเกี่ยวพันกับอุดมการณ์ชาตินิยมจีน ซึ่งจะได้นำเสนอในตอนต่อไป

 

ตอนที่ ๕ ว่าด้วยแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะแนวคิดทุนนิยมจีนภายใต้วัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ และอุดมการณ์ชาตินิยมจีน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

๑. แนวคิดทุนนิยมจีนภายใต้วัฒนธรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่ง กอร์ดอน เรดดิ้ง นำเสนอ (Redding, S. G. 1990. The Spirit of Chinese Capitalism. Berlin: De Gruyter.) ว่า ทุนนิยมจีนเป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะจำเพาะ ๕ ประการคือ    

         ๑.๑ เป็นรูปแบบขององค์กรทางเศรษฐกิจที่พัฒนาขึ้นและทำงานอยู่นอกจีนแผ่นดินใหญ่ในด้าน “ธุรกิจครอบครัว” หรือ “ระบบเครือข่ายความสัมพันธ์” โดยเฉพาะเครือข่าย ๓ ระดับ ได้แก่ (๑) ระบบอุปถัมภ์ระหว่างธุรกิจจีนกับราชสำนัก/ทหาร/ข้าราชการ เพื่อเป็นเกราะคุ้มภัย (๒) เครือข่ายความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ (๓) ระบบเครือข่ายความสัมพันธ์ของครอบครัวและเครือญาติ

         ๑.๒ เป็นทุนนิยมที่ไม่ได้พัฒนาขึ้นในพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ขยายตัวไปตามเส้นทางการค้าและเครือข่ายการค้า

๑.๓ ทุนนิยมจีนมีพื้นฐานแนวคิดหรือจิตวิญญาณที่เชื่อมต่อกับแนวคิดเดิมจนเกิดเป็นแบบแผนของเครือข่ายหรือธรรมเนียมปฏิบัติผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว

๑.๔ ทุนนิยมจีนเป็นระบบที่วางอยู่บนพื้นฐานของผู้ประกอบการ มิใช่ตัวโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะชาวจีนโพ้นทะเลที่มีกระบวนการและวัฒนธรรมของตนเอง โดยไม่อิงแอบกับโครงสร้างทางสังคมและการเมืองของประเทศใดประเทศหนึ่ง

๑.๕ ทุนนิยมจีนมีความยืดหยุ่นปรับตัวตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป (Yeung, Henry Wai-chung. 2004. Chinese Capitalism in a Global Era : Towards Hybrid Capitalism. London: Routledge.)

๒. อุดมการณ์ชาตินิยมจีน ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์เป็นจักรกลในการผดุงความจำเริญทางเศรษฐกิจเพื่อแสดงถึงประสิทธิภาพของทุนนิยมจีน และการขับเคลื่อนไปสู่สถานะมหาอำนาจ (อันประกอบด้วย ๑) การสร้างรัฐที่เข้มแข็งและสังคมที่มั่งคั่งร่ำรวย ๒) การกอบกู้เกียรติภูมิแห่งการเป็นศูนย์กลางของแผ่นดินและลบรอยความอับอายจากการถูกยึดครองโดยจักรวรรดินอยมตะวันตกและญี่ปุ่น และ ๓) การพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย) ได้กลายเป็นเงื่อนไขปัจจัยสร้างเสริมวาระแห่งชาติสำคัญ ๕ ด้าน คือ (๑) การสร้างความมั่นคงทางพลังงานและวัตถุดิบเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมส่งออก (๒) การเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร (๓) การขยายตลาดใหม่ๆ ทั่วทุกภูมิภาคเพื่อรองรับสินค้าจีน (๔) การขยายเครือข่ายกัลยาณมิตรจีนบนพื้นฐานของการลงทุนและความช่วยเหลือต่างประเทศ    ผ่านอำนาจละมุนและเสน่ห์เชิงรุก และ (๕) ส่งเสริมการอพยพออกนอกประเทศของชาวจีนพร้อมกับการ    เผยแผ่อารยธรรมจีนสู่ทุกซอกทุกมุมของโลก  

          ๒.๑ แผนการสร้างชาติของจีน มีงานวิจัยหลายชิ้นกล่าวถึงชาวจีนโพ้นทะเลและภารดรภาพแห่งพี่น้องชาวจีน ซึ่งเป็นพื้นฐานของแนวคิด “ภูมิภาคจีน” (Greater China) (Ong, A. and Nonini, D. 1997. Ungrounded Empires: The Cultural Politics of Modern Chinese Transnationalism.    New York: Routledge. และ Wang, G. 2000. The Chinese Overseas: From Earthbound China to the Quest for Autonomy. Cambridge: Harvard University Press.) การเรืองอำนาจของจีนแสดงให้เห็นถึงการทำงานคู่ขนานกันระหว่างขบวนการสร้างชาติกับโครงการข้ามชาติ (ในรูปของการลงทุน) ซึ่งหนุนเสริมซึ่งกันและกัน

          ๒.๒ แนวคิดโองการสวรรค์ หรือ เทียนเซี่ย โดยหวัง กังวู (Wang, G. 2006. Tianxia and Empire: External Chinese Perspectives, Inaugural Tsai Lecture. Cambridge: Harvard University (May 4).) กล่าวถึงแนวคิด เทียนเซี่ยกับจักรวรรดิ (Tianxia and Empire) และเจ้า ติงหยาง จากสถาบันสังคมศาสตร์จีน ได้พิมพ์หนังสือเรื่อง”ระบบเทียนเซี่ย : ปรัชญาแห่งสถาบันโลก (Zhao Tingyang. 2005. Tianxia Tixi: Shijie Zhidu Zhexue Daolun (The Tianxia System: An Introduction to the Philosophy of the World Institution). Nanjing: Jiangsu Jiaoyu Chubanshe. และ เจ้า ติงหยาง ยังเสนอแนวคิดเทียนเซี่ยว่าด้วยสรรพสิ่งใต้โองการสวรรค์ ใน Zhao Tingyang. 2006. ‘Rethinking Empire from a Chinese Concept Wall-Under-Haven” (Tianxia)’, Social Identities: Journal for the Study of Race, Nation and Culture,12: 1: 29-44. และ Zhao Tingyang. 2009. Huai Shijie Yanji: Zuowei Diyi Zhexue de Zhengzhi Zhexue (Investigations of the Bad World: Political Philosophy as the First Philosophy) Beijing: People’s University Press. ซึ่งเทียนเซี่ย มีองค์ประกอบ ๔ ประการ ได้แก่ ๑) หมายถึงระบบโลก (ที่มีความหมายซ้อนกัน ๓ ส่วนคือ (๑) ผืนพิภพทั้งมวลใต้ฟากฟ้า/โองการสวรรค์ (๒) ทางเลือกร่วมกันจากการตัดสินใจของประชากรทั้งหมดของโลกเป็นข้อตกลงร่วมที่มาจากใจของประชาชน และ (๓) ระบบการเมืองที่ประกอบด้วยสถาบันโลกที่ทำหน้าที่จัดระเบียบสากล) ๒) หลักการสำคัญของระบอบเทียนเซี่ยคือ การไม่จำกัดสิทธิของสิ่งใดหรือผู้ใด เป็นการเน้นความเสมอภาค ๓) เน้นความสำคัญของสถาบันโลกในฐานะองค์กรสูงสุดในการปกครองและจัดระเบียบโลก และ ๔) ระบอบเทียนเซี่ย จินตนาการระบบโลกที่มีความสมานฉันท์ร่วมมือกันโดยปราศจากอำนาจนำ (hegemony) (ซึ่งเส้นทางสู่สมานฉันท์อยู่บนแนวคิด ๒ ประการคือ ยุทธศาสตร์แห่งการเลียนแบบร่วมกันเป็นพื้นฐานของการก่อรูปสถาบัน และการปรับปรุงตนเองเพื่อประโยชน์ร่วม ทั้งนี้ เนื่องจากแนวคิดเทียนเซี่ยเกี่ยวกับสถาบันโลกสามารถทำให้ (๑) ผลประโยชน์ของส่วนรวมมีความสำคัญมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน (๒) ก่อรูปโครงสร้างการสมานฉันท์ และ (๓) สร้างระบบคุณค่าร่วมโดยหลอมรวมวัฒนธรรมทั้งหมดเพื่อปรับเปลี่ยนศัตรูไปสู่มิตร แบ่งปันผลประโยชน์และสร้างสันติสุขให้แก่โลก) เพื่ออธิบายตัวแบบว่าด้วยการจัดระเบียบโลกตามแนวคิดจีนซึ่งมีลักษณะสากล และกล่าวถึงความสำเร็จของจีนทั้งในการผลิตทางเศรษฐกิจและในการผลิตความรู้ด้วย เพื่อให้ให้เกิดการคิดใหม่ต่อการเป็นมหาอำนาจทางปัญญา อันจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างของประเทศจีน ในทำนองเดียวกันนั้น อัตลักษณ์ของจีนโพ้นทะเลในฐานะ “หัวเฉียว (นักเดินทางผู้รักชาติ)” ก็ได้รับการผลิตขึ้นใหม่ในช่วงต้นทศวรรษที่ ๑๙๙๐ (พ.ศ.๒๕๓๓) ด้วยเงื่อนไข ๒ ประการ คือ ๑) นโยบายเปิดกว้างทางเศรษฐกิจยินยอมให้ผู้อพยพรุ่นใหม่เดินทางออกนอกประเทศ และ ๒) รัฐบาลจีนเชิญชวนให้จีนโพ้นทะเลทั่วโลกโดยเฉพาะจากอุษาคเนย์ กลับไปลงทุนในแผ่นดินแม่ และเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางเศรษฐกิจแห่ง “ภูมิภาคจีน” (Shambaugh, D. (Dec 1993). "Introduction: The Emergence of 'Greater China'". The China Quarterly (136, Special Issue: Greater China): 653 - 659. และ Callahan, W. A. 2002. Diaspora, Cosmopolitanism and Nationalism: Overseas Chinese and Neo-nationalism in China and Thailand. Hong Kong: City University of Hong Kong, Southeast Asia Research Center, Working Paper Series No. 35.)      

บทสรุป อาจกล่าวได้ว่า จีนกำลังก้าวขึ้นเป็นอำนาจนำใหม่ (แม้ผู้นำจีนได้กล่าวปฏิเสธเรื่องนี้ว่า จีนไม่ปรารถนาที่จะเป็นอำนาจนำ หรือแสวงหาอิทธิพลเพื่อครอบงำโลก แต่จีนจะเป็นมหาอำนาจที่รับผิดชอบต่อประชาคมโลก) และจะมีบทบาทอิทธิพลเพิ่มขึ้นในการท้าทายการจัดระเบียบโลกแบบเดิมที่เคยมีมหาอำนาจตะวันตกเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจีนใช้ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศแบบทวิภาคีร่วมกับการเข้าเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรพหุภาคีเพื่อเสริมอำนาจนำในลักษณะ “พหุอำนาจ (multipolarity)” เช่น การเสริมสร้างกลุ่มบริคส์ (BRICS) ที่ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และอาฟริกาใต้ (โดยประธานาธิบดีหู จิ่นเทา นำเสนอในปี ค.ศ.๒๐๑๒ หรือ พ.ศ.๒๕๕๕ ก่อนก้าวลงจากตำแหน่ง) แนวคิดดังกล่าวได้เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะแนวคิดแนวคิดการเรืองอำนาจของจีน (Rise) และการเรืองอำนาจโดยสันติ (Peaceful Rise) ซึ่งจะได้นำเสนอในตอนต่อไป

 

ตอนที่ ๖ ว่าด้วยแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะแนวคิดการเรืองอำนาจของจีน (Rise) และการเรืองอำนาจโดยสันติ (Peaceful Rise) รวมทั้ง แนวคิดโลกสมานฉันท์ (Harmonious World) ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

๑. แนวคิดการเรืองอำนาจของจีน (Rise) และการเรืองอำนาจโดยสันติ (Peaceful Rise) ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วต่อเนื่องกันเป็นเวลากว่า ๓ ทศวรรษ และการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบการค้าบนเวทีโลก โดยผู้นำจีนรุ่น ๓ ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน เห็นว่า การนำจีนสู่ความมั่งคั่งจำต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่สงบ สันติ เอื้อต่อการพัฒนาการค้าและการขยายการผลิต (Li, Xin and Worm, V. 2010. ‘Building China’s Soft Power for a Peaceful Rise’ Journal of China Political Science 16: 69-89.) แนวคิดดังกล่าวก็ได้รับการสานต่อโดยประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ผู้นำรุ่น ๔ (ซึ่งก่อนหน้านั้น หยาน ซู่ตง ได้เสนอแนวคิดเรื่องการเรืองอำนาจในหนังสือชื่อ International Environment of China’s Rise. เมื่อปี ๑๙๙๘ หรือ พ.ศ.๒๕๔๑ แต่ประธานาธิบดีเจียงฯ ปฏิเสธแนวคิดนี้และสั่งห้ามใช้คำว่าเรืองอำนาจ (rise) ต่อมาภายหลังการประชุมสภาแห่งชาติครั้งที่ ๑๖ แนวคิดเรื่องเรืองอำนาจโดยสันติวิธี (Peaceful Rise) ได้รับการเสนอโดยเจิง ปี่เจี้ยน ที่ได้บรรยายที่กรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๐๐๒ หรือ พ.ศ.๒๕๔๕)

๒. แนวคิดการเรืองอำนาจโดยสันติ ประกอบด้วย ๑) วัฒนธรรมจีนให้คุณค่าต่อพลังทางศีลธรรมแทนการใช้กำลังทหาร (มุ่งเน้นการเจรจาต่อรอง) ๒) วาระแห่งชาติของจีนเน้นการพัฒนาประเทศสู่ความมั่งคั่งและความกินดีอยู่ดีของประชาชน (เน้นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและสร้างสันติสุขเพื่อผลประโยชน์ของจีน) ๓) ความเชื่อมโยงและพึ่งพาซึ่งกันและกันของระบบเศรษฐกิจโลกทำให้ความขัดแย้งและความตึงเครียดทางการเมืองการทหารเป็นต้นทุนที่แพงเกินกว่าจะรับได้ (เน้นความสมดุลในการจัดระเบียบโลก) และ ๔) จีนมีความมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจโลกและเทคโนโลยีเพื่อการนำประเทศไปสู่การเจริญเติบโต มากกว่าการมุ่งแข่งขันพัฒนากำลังทหารและผลประโยชน์ทางการเมืองกับอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ (Johnston, A. I. 2003. ‘Is China a Status Quo Power?’ International Security, 27(4): 5-56.) ซึ่งการเรืองอำนาจของจีนนั้น แดนนี่ รอย นักวิจัยอาวุโสแห่งศูนย์ศึกษาความมั่นคงในเอเชียแปซิฟิก เสนอว่า ยุทธศาสตร์ของรัฐขนาดเล็กในการรับมือกับอำนาจที่เหนือกว่า มี ๔ แบบ คือ (๑) การไม่ผูกมัดตนเอง (hedging) (๒) การพัวพัน (engagement) (๓) การถ่วงดุลอำนาจ (balancing) และ (๔) การเป็นกัลยาณมิตร (bandwagoning) (Roy, D. 2005. ‘Southeast Asia and China: Balancing or bandwagonning?’ Contemporary Southeast Asia 27(2): 305-322.)

๓. แนวคิดโลกสมานฉันท์ (Harmonious World) อันเป็นผลมาจากแนวคิดของเจ้า ติงหยาง โดยอดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ได้นำเสนอแผน ๔ ข้อว่าด้วยโลกสมานฉันท์ เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.๒๐๐๕ (พ.ศ.๒๕๔๘) ณ สำนักงานสหประชาชาติ ได้แก่ ๑) มีกลไกความมั่นคงใหม่ที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน มีความเสมอภาคกันและมีความร่วมมือกัน ๒) ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นศตวรรษแห่งการพัฒนาร่วมกัน ๓) ให้ความเคารพในเสรีภาพที่จะมีการกำหนดเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละสังคม และ ๔) ควรมีการปฏิรูปทั้งโครงสร้างและศักยภาพขององค์การสหประชาชาติให้มีประสิทธิภาพและทันต่อภัยคุกคามและสิ่งท้าทายใหม่ๆ นอกจากนั้น ยู่ เค่อผิง ที่ปรึกษาคนสนิทของ นายหู จิ่นเทา ได้เสนอว่า โลกสมานฉันท์เป็นการรื้อฟื้นจินตนาการจีนโบราณและควรนำเสนอเป็นนโยบายต่างประเทศของจีน (Yu, K. 2007. ‘We Must Work to Create a Harmonious World.’ China Daily, May 10, 2007.)

บทสรุป แนวคิดการเรืองอำนาจของจีน (Rise) และการเรืองอำนาจโดยสันติ (Peaceful Rise) รวมทั้ง แนวคิดโลกสมานฉันท์ (Harmonious World) ดังกล่าวได้เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะผู้นำจีนได้ตระหนักถึงความกังวลของประเทศในอุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ต่อการเรืองอำนาจของจีน ซึ่งจะได้นำเสนอในตอนต่อไปอันเป็นตอนจบ

 

ตอนที่ ๗ ว่าด้วยแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับข้อค้นพบและมุมมองในเชิงนโยบาย (เพิ่มเติม) โดยเฉพาะการที่ผู้นำจีนตระหนักถึงความกังวลของประเทศในอุษาคเนย์ต่อการเรืองอำนาจของจีน อันเป็นตอนจบของผลงานวิจัย ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

๑. ผู้นำจีนตระหนักถึงความกังวลของประเทศในอุษาคเนย์ต่อการเรืองอำนาจของจีน โดยจีนใช้ยุทธวิธีทางการทูตและการเจรจาในระดับทวิภาคีและพหุภาคีในการแก้ปัญหาข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ โดยเฉพาะการนำเสนอแนวคิดว่าด้วยความมั่นคงใหม่ (New Security Concept: NSC) ในที่ประชุมอาเซียน เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๗ (พ.ศ.๒๕๔๐) รวมทั้งแสดงบทบาทในการให้ความช่วยเหลือต่ออุษาคเนย์ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจในปี พ.ศ.๒๕๔๐ และแสดงเจตนารมย์ในการเข้าร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญาว่าด้วยความเป็นมิตรและความร่วมมือในอุษาคเนย์ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia (TAC) of 1976) เมื่อปี ค.ศ.๒๐๐๓ (พ.ศ.๒๕๔๖) ทำให้ผ่อนคลายความกังวลลงไปได้ในระดับหนึ่ง รวมทั้งใช้ soft power หรืออำนาจละมุน ใน ๖ ด้าน ได้แก่ วัฒนธรรม (สถาบันขงจื่อและ China Town) ระบบคุณค่าทางการเมือง (นโยบายการอยู่ร่วมอย่างสันติ) ตัวแบบทางเศรษฐกิจ (เขตเศรษฐกิจพิเศษ Special Economic Zones: SEZs และวิสาหกิจท้องถิ่น Township and Village Enterprices: TVEs) การเป็นสถาบันนานาชาติ (เช่น ร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก) ภาพลักษณ์ของประเทศ (การเป็นมหาอำนาจผู้รับผิดชอบ) และ แรงจูงใจจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า (การเป็นกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ใน BRICS) 

๒. ในขณะที่รัฐบาลต่างๆ ในอุษาคเนย์ใช้ยุทธวิธีหลัก ๒ ด้าน เพื่อการรับมือกับการขยายอิทธิพลของจีน คือ ๑) การหลีกเลี่ยงไม่ผูกมัดตนเอง (hedging) โดยการสานสายสัมพันธ์กับอำนาจภายนอก เช่น สหรัฐฯ ฯลฯ ๒) การพัวพัน (engagement) โดยดึงจีนเข้าร่วมในการเจรจาและเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ TAC และ อาเซียน+๓ ฯลฯ ซึ่งการพัวพันนี้ ได้ทำให้จีนประสบความสำเร็จในการขยายการลงทุนและการค้ากับอาเซียน โดยเฉพาะเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน (China-ASEAN Free Trade Area: CAFTA) อย่างเต็มรูปแบบ (มีนักวิชาการเช่น เอเวอลีน โก (Goh, E. 2008. ‘Great Powers and Hierarchical Order in Southeast Asia: Analyzing Regional Security Strategies’, International Security 32(3) Winter 200728: 113-157.) เรียกการพัวพันด้วยการดึงมหาอำนาจซึ่งเป็นคู่สัญญา/ภาคี เข้าสู่แนวทางพหุภาคีนิยมผ่านการเจรจาระดับภูมิภาค ว่าเป็น “การสร้างภาคี enmeshment”อันเป็นการสร้างความสมดุลเชิงอำนาจในเอเชีย-แปซิฟิก) โดยจีนได้นำเสนอยุทธศาสตร์ “หนึ่งแกนสองปีก (One Axis and Two Wings Strategy)” หนึ่งแกนคือระเบียงเศรษฐกิจหนานหนิง-สิงคโปร์ และอีกสองปีกคือ โครงการอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หรือ GMS และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้ ซึ่งการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายดังกล่าวของจีนอยู่บนพื้นฐานยุทธศาสตร์สำคัญ ๒ ประการคือ ๑) ยุทธศาสตร์การจัดจำแนกพื้นที่ซึ่งถูกนำมาใช้ในการดำเนินโครงการสัมปทานที่ดินขนาดใหญ่ ด้วยการเช่าซื้ออธิปไตยผ่านอำนาจละมุนในการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศและการลงทุนของจีน เพื่อจัดสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ๒) ยุทธศาสตร์การจัดพื้นที่ดำเนินควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์การสร้างความรู้ หรือเทคโนโลยีจัดการพื้นที่ และการพัฒนาหรือการเผยแผ่อารยธรรมจีนสู่อนารยประเทศ (โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนของลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมทั้งเมียนมา และ กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ไทย)

๓. รูปแบบที่จีนใช้ในการดำเนินนโยบายความสัมพันธ์กับลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา

         ๓.๑ ความสัมพันธ์จีน-ลาว โดยลาวเป็นเส้นทางการค้าเชื่อมต่อระหว่างจีนกับอุษาคเนย์ และเป็นผู้ให้สัมปทานที่ดินรายใหญ่แก่รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชนของจีน รวมทั้งเป็นเส้นทางอพยพของชาวจีนโพ้นดินแดนรุ่นใหม่จากจีนตอนใต้ (ลาววางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเป็น “แบตเตอรี่” และ “สวนอาหาร” ของอุษาคเนย์) ซึ่งจีนได้ขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมเศรษฐกิจจีนผ่านโครงการขนาดใหญ่ เช่นการสร้างเขื่อน ฯลฯ และการควบคุมภาคการผลิตต่างๆ เช่น ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ อ้อย ฯลฯ ด้วยการใช้วัฒนธรรมและเครือข่ายความสัมพันธ์ (Guanxi) รวมทั้งการสร้างทุนทางสังคมบนเครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคล เครือญาติ บ้านเกิด แซ่สกุล สมาคมและหอการค้า ผสมผสานกับการสนับสนุนของรัฐบาลจีนโดยเฉพาะการใช้อำนาจละมุนกดดันรัฐบาลคู่ค้า เป็นต้น

๓.๒ ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชา โดยจีนมีบทบาทสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองกัมพูชามาตั้งแต่หลังประกาศเอกราช เมื่อปี ค.ศ.๑๙๕๓ (พ.ศ.๒๔๙๖) ซึ่งจีนให้การสนับสนุนกลุ่มเขมรแดง และเมื่อสมเด็จฮุนเซ็นขึ้นครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ความสัมพันธ์จีนกับกัมพูชายิ่งสนิทแนบแน่น โดยเฉพาะในช่วงปี ค.ศ.๑๙๙๗ (พ.ศ.๒๕๔๐) ที่กัมพูชาถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตกทำให้หันมาพึ่งพิงความช่วยเหลือจากจีน และนับตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๐๔ (พ.ศ.๒๕๔๗) จีนเป็นผู้ลงทุนระดับต้นๆ ของกัมพูชา เนื่องจากกัมพูชาเป็นแหล่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ แร่ธาตุและพื้นที่การเกษตร นอกจากนี้ในทางการเมือง กัมพูชาได้สนับสนุนนโยบายจีนเดียวอย่างเข้มแข็ง และจีนหวังใช้กัมพูชาเป็นปากกระบอกเสียงสำคัญของนโยบายจีนเดียวในอาเซียน 

๓.๓ ความสัมพันธ์จีน-เวียดนาม โดยเวียดนามมีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับจีน ซึ่งอาจพิจารณาความสัมพันธ์ในช่วง ๒ ทศวรรษที่ผ่านมา ได้ ๓ รูปแบบ ได้แก่ ๑) รูปแบบทวิภาคี โดยใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ในระดับพรรคคอมมิวนิสต์ และความร่วมมือด้านการค้าข้ามพรมแดน ๒) ความสัมพันธ์แบบพหุภาคี โดยจีนพยายามรับมือกับประเทศลุ่มน้ำโขง (ซึ่งจีนมีข้อเสนอต่อเวียดนามใน ๕ ประการ ได้แก่ (๑) พร้อมปรึกษาหารือระดับผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆ (๒) ขยายขอบเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับการค้าทวิภาคีมากขึ้น (๓) แลกเปลี่ยนนักศึกษาเพื่อสร้างความเข้าใจและความผูกพันในระยะยาว (๔) พัฒนาความร่วมมือในประเด็นเรื่องพรมแดน (๕) เสริมสร้างประสบการณ์ระหว่างพรรคและรัฐบาลของทั้งสองประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและผลักดันให้เกิดความร่วมมือในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจุดยืนร่วมกัน) และ ๓) สหสัมพันธ์ของความสัมพันธ์ทั้งสองรูปแบบในเวลาเดียวกัน

๓.๔ ความสัมพันธ์จีน-เมียนมา นับแต่พม่าประกาศเอกราชเมื่อปี ค.ศ.๑๙๔๘ (พ.ศ.๒๔๙๑) นโยบายต่างประเทศของเมียนมาให้ความสนใจต่อสัมพันธภาพกับจีน โดยเมียนมาเป็นเสมือนห่วงโซ่ข้อกลางเชื่อมโยงอุษาคเนย์กับเอเชียใต้ และเป็นหลักประกันความมั่นคงทางพลังงานของจีน ในขณะที่เมียนมาเริ่มใช้วลี “ความเป็นญาติพี่น้อง” กับจีน ในช่วงต้นทศวรรษที่ ๑๙๕๐ (พ.ศ.๒๔๙๓) เพื่อเป็นหลักการและแนวปฏิบัติในความสัมพันธ์ทวิภาคีกับจีน โดยเมียนมาเป็นประเทศนอกค่ายคอมมิวนิสต์ประเทศแรกที่ให้การรับรองรัฐบาลใหม่ของจีน และให้การรับรองนโยบายจีนเดียว (ขณะที่เมียนมาดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยยึดถือความเป็นกลาง) โดยเฉพาะในปี ค.ศ.๑๙๘๘ (พ.ศ.๒๕๓๑) ระบอบทหาร (ทัดมาดอ Tatmadaw) ภายใต้ชื่อ “สภาฟื้นฟูกฎหมายและความสงบเรียบร้อยแห่งรัฐ (SLORC)” มีความใกล้ชิดเป็นพิเศษกับจีน (ขณะนั้นเมียนมาถูกกดดันจากตะวันตก ทำให้ต้องพึ่งพิงจีนทั้งทางเศรษฐกิจและการทหาร) จึงอาจกล่าวได้ว่า เมียนมาสามารถรักษาสถานะความเป็นกลางในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสมอมา ในขณะที่สามารถเลือกใช้นโยบายต่างประเทศที่ยืดหยุ่นระหว่างการเป็นกัลยาณมิตร (banwagoning) กับ การถ่วงดุลอำนาจ (balancing) กับจีน โดยพัฒนาความสัมพันธ์กับญี่ปุ่น อินเดีย รัสเซีย และอาเซียน ไปพร้อมๆ กับการรักษาสายสัมพันธ์กับจีน  

๔. ความสัมพันธ์ไทย-จีน อาจแบ่งพัฒนาการของความสัมพันธ์ไทย-จีนสมัยใหม่ ออกเป็น ๕ ช่วง ได้แก่ ๑) ช่วงแรก ปี ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) ถึงการพลิกฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หลังการเยือนจีนอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีนิกสันในปี ค.ศ.๑๙๗๒ (พ.ศ.๒๕๑๕) ช่วงนี้รัฐบาลทหารของไทยดำเนินนโยบายนิยมสหรัฐฯ และต่อต้านคอมมิวนิสต์ ๒) ช่วงการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมือง โดยเฉพาะเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ ส่งผลให้ต้องมีการทบทวนวิธีคิดเกี่ยวกับความมั่นคง และมีการสถาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนใน ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๘ ๓) เป็นช่วงที่เกิดความตึงเครียดในภูมิภาคจากความขัดแย้งในอินโดจีน จนเวียดนามยอมถอนทหารออกจากกัมพูชาในปี ค.ศ.๑๙๘๙ (พ.ศ.๒๕๓๒) และ ๔) เป็นช่วงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ความช่วยเหลือจากจีนในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้จีนกลายเป็นมิตรแท้ยามยากและมหาอำนาจผู้รับผิดชอบในทัศนะของไทยและประชาคมอาเซียน ซึ่งนำไปสู่ความสัมพันธ์ช่วงที่ห้า ๕) ช่วงกระแสนิยมจีน ในขณะที่จีนกำลังรุกคืบเข้าสู่ตลาดชายแดนไทย ซึ่งจีนเล็งเห็นผลประโยชน์จากไทย ๒ ด้าน คือ ๑) ด้านแรก ไทยเป็นตลาดขนาดใหญ่ และเป็นเส้นทางเชื่อมต่อสู่มาเลเซียและสิงคโปร์ ๒) ด้านที่สอง ไทยเป็นกัลยาณมิตรทางการเมืองที่มีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือมากกว่ากัมพูชาและลาว เพื่อช่วยจีนแก้ปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ รวมทั้งไทยมีศักยภาพในการเป็นคนกลางเพื่อสร้างสรรค์ความร่วมมือระหว่างจีนกับอาเซียน และยกระดับสถานะของจีนในประชาคมโลก

บทสรุป งานวิจัยเรื่องนี้ ได้พบว่าตัวแบบการพัฒนาที่โดดเด่นของจีน ซึ่งมีลักษณะพิเศษ ๘ ประการ (อันเป็นผลมาจากเงื่อนไขปัจจัยสำคัญ ๔ ประการ ได้แก่ การมีประชากรจำนวนมหาศาล การมีอาณาเขตที่ใหญ่โต การมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และการมีวัฒนธรรมที่ร่ำรวย) ประกอบด้วย ๑) วิธีคิดหรือปรัชญาจีนที่เรียกว่า “การแสวงหาสัจธรรมจากความจริง” ๒) จีนให้ความสำคัญกับการทำมาหากินและความกินดีอยู่ดีของประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด ๓) เสถียรภาพเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการพัฒนาในฐานะรัฐอารยะ ซึ่งจีนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ๔) การปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากเป็นประเทศขนาดใหญ่และมีความซับซ้อน ๕) การจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนและการติดตามผล โดยใช้ประสบการณ์และการมีแนวคิดควบคู่ไปกับการปฏิรูปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ๖) เศรษฐกิจผสมผสาน โดยหลอมรวมพลังของมือที่มองไม่เห็นแห่งกลไกการตลาดเข้ากับมือที่มองเห็นแห่งกลไกรัฐ เพื่อแก้ไขความล้มเหลวของตลาด ๗) การเปิดกว้างสู่โลกภายนอก โดยเน้นคุณค่าของวัฒนธรรมการเรียนรู้จากผู้อื่น แต่จีนยังรักษาประเพณีของการหยิบยืมวัฒนธรรมอย่างเลือกสรรจากโลกภายนอก และ ๘) จีนมีรัฐเข้มแข็ง เป็นกลาง พร้อมจะเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับปัญหาแห่งยุคสมัย ซึ่งตามแนวคิดของจีน ธรรมชาติของรัฐและความชอบธรรม ต้องถูกนิยามโดยเนื้อหามิใช่รูปแบบ โดยเฉพาะการมีหรือไม่มีธรรมาภิบาล ซึ่งจีนเน้นเนื้อหามากกว่ารูปแบบและขั้นตอน โดยเชื่อว่าเนื้อหาที่ดีจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นเป็นรูปแบบและขั้นตอนที่ถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับเงื่อนไขที่แตกต่างกันไปของแต่ละประเทศ

ประมวลโดย :

พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล

 

Facebook Comments Box