กรณีที่จีนได้จัดการประชุมระดับนานาชาติ เพื่อรับฟังความเห็นเรื่อง “การปฏิรูปและเปิดประเทศกับความร่วมมือและชัยชนะร่วมกัน”

14 December 2018
Source: 
Vijaichina

ขอนำเสนอข้อมูลและข่าวสารกรณีที่จีนได้จัดการประชุมระดับนานาชาติ เพื่อรับฟังความเห็นเรื่อง “การปฏิรูปและเปิดประเทศกับความร่วมมือและชัยชนะร่วมกัน” ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

 

 

๑. เมื่อวันที่ ๑๒ ธ.ค.๖๑ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนได้พบปะแขกผู้มีเกียรติต่างชาติที่เข้าร่วมหารือในการประชุมนานาชาติฉงตู ๒๐๑๘ (the 2018 Congdu International Forum) ที่มหาศาลาประชาคม กรุงปักกิ่ง โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้แนะนำผลสำเร็จการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีนในระยะเวลา ๔๐ ปีที่ผ่านมา และมาตรการสำคัญระดับสูงรอบใหม่ ซึ่งเน้นด้านการเปิดประเทศสู่ภายนอกเป็นกรณีพิเศษ โดยได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับโลก และรับฟังความเห็นของแขกผู้มีเกียรติที่เป็นผู้แทนจากต่างชาติ

 

๒. การประชุมนานาชาติฉงตู จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนกับสมาคมการแลกเปลี่ยนฉันมิตรระหว่างออสเตรเลียกับจีนเมื่อปี ค.ศ.๒๐๑๔ (พ.ศ.๒๕๕๗) โดยเชิญอดีตผู้นำประเทศต่างๆ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการที่มีชื่อเสียง และบุคลากรระดับหัวกะทิจากวงการธุรกิจเข้าร่วมอภิปรายหารือกัน โดยประเด็นของการประชุมนานาชาติฉงตู ๒๐๑๘ คือ “การปฏิรูปและเปิดประเทศกับความร่วมมือและชัยชนะร่วมกัน”

 

๓. ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ย.๖๑ รัฐบาลจีนได้จัดการประชุมคลังสมองประจำปี ๒๐๑๘ (พ.ศ.๒๕๖๑) โดยมีบุคลากรทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายเศรษฐกิจจากทั้งในจีนและต่างประเทศเข้าร่วมประชุมฯ ได้มีการอภิปรายกันอย่างคึกคักเกี่ยวกับประเด็น “จีนในการปฏิรูปและเปิดประเทศครบ ๔๐ ปี” เช่น นายหม่า เจี้ยนถัง รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคณะรัฐมนตรีจีน อภิปรายว่า

 

๓.๑ ในรอบ ๔๐ ปีที่ผ่านมา กำลังโดยรวมของประเทศจีนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่จีนเริ่มใช้นโยบายการปฏิรูปและเปิดประเทศ โดยเริ่มต้นจากชนบทและค่อยๆ ใช้ในตัวเมืองต่างๆ รวมทั้งเริ่มต้นจากการปฏิรูประบบเศรษฐกิจพัฒนาเป็นการปฏิรูปอย่างรอบด้าน ซึ่งการปฏิรูปและเปิดประเทศ ได้กลายเป็นนโยบายที่เปลี่ยนชะตากรรมของจีน ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนยกระดับสู่การมีกินมีใช้ และค่อยๆ ร่ำรวยขึ้น ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจก็มีการยกระดับที่สูงขึ้น ทำให้จีนกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการบริการเกิน ๕๐% และสถานภาพในระดับสากลก็ได้รับการยกระดับให้สูงขึ้น

 

๓.๒ หากเปรียบเทียบระดับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนเมื่อปี ๑๙๗๘ (พ.ศ.๒๕๒๑) ซึ่งจีนมี GDP เพียง ๑.๘% ของโลก และเป็นเพียง ๒๐% ของญี่ปุ่น หรือเป็นแค่ ๑ ใน ๑๖ ของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ปัจจุบันจีนกลายเป็นประเทศที่มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอันดับที่ ๒ ของโลก และเป็นประเทศอันดับแรกในด้านการค้าสินค้าและสำรองเงินตราต่างประเทศ โดยเมื่อปี ๒๐๑๗ (พ.ศ.๒๕๖๐) ที่ผ่านมา GDP ของจีน ได้ขยับขึ้นมาเป็น ๑๕.๒% ของโลก เป็น ๒.๕ เท่าของญี่ปุ่น และเป็น ๖๓.๑% ของสหรัฐฯ ส่วนยอดการนำเข้าส่งออกสินค้ามากถึง ๔.๑ ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่เงินตราสำรองต่างประเทศมากถึง ๓ ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ

 

 

บทสรุป รัฐบาลจีนได้เน้นย้ำอยู่เสมอว่า จะผลักดันการปฏิรูปและเปิดประเทศรอบใหม่ โดยในอนาคตควรจะมีการรวบรัดขั้นตอนการบริหารและปรับหน้าที่ของรัฐบาล เพื่อสร้างเงื่อนไขให้เหมาะแก่การจัดสรรทรัพยากรในตลาด และเปิดประเทศให้มากขึ้น เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ โดยบรรดา Think-tank และบุคคลในแวดวงการค้าทั้งในจีนและต่างประเทศ ต่างได้ระบุว่า การปฏิรูปและเปิดประเทศไม่เพียงแต่สร้างความเข้มแข็งให้กับจีนและทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างคุณูปการให้แก่การพัฒนาและได้สร้างความเจริญให้กับโลกอีกด้วย

 

ประมวลโดย พลตรี ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล
( ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://fleej.com/china/wang-qishan-said-that-china-will-continue-to-expand-its-openness-and-lead-economic-globalization-voice-of-america-chinese-voa/ และเว็บไซต์ http://thai.cri.cn/20181213/60068acd-d543-3fb0-dcd5-44b558e018b9.html รวมทั้งเว็บไซต์ http://thai.cri.cn/20181126/c25e9af7-38f9-8ab8-2393-fad3ac453ad8.html และเว็บไซต์ http://thai.cri.cn/20181203/152f8697-93ff-498e-755e-468314c2caaa.html )

Announcement: 
0

Facebook Comments Box