โควิด-19 ระลอกใหม่ ... จีนจะเอาอยู่ไหม

26 January 2021
Source: 
blockdit
สุขสันต์วันครูครับ ... ดูเหมือนปีวัวจะเทียมเกวียนลากเอาโควิด-19 ระลอกใหม่มาเป็นของขวัญปีใหม่แก่หลายประเทศ ไม่เว้นแม้แต่จีนที่ก่อนหน้านี้ได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลกและองค์การอนามัยโลกว่าสามารถบริหารจัดการปัญหาการระบาดรอบแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่างกลายเป็นวัวพันหลัก
 
การระบาดระลอกใหม่ในจีนทำให้ผู้คนที่ติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ตื่นตระหนก บางท่านมีข้อสังเกตว่า จีนอาจปกปิดตัวเลข และทำท่าจะเอาไม่อยู่ รวมทั้งสงสัยว่าจีนมีมาตรการจัดการอย่างไร บ้างก็ถามเลยไปถึงว่าจีนฉีดวัคซีนไปถึงไหนกันแล้ว และกำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขและลำดับการฉีดไว้อย่างไร ...
 
ก่อนอื่นผมขอเรียนว่า ข้อสังเกตเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อมูลของรัฐบาลจีนไม่ใช่เรื่องใหม่ สื่อตะวันตกก็จับประเด็นนี้มาอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ผมเห็นว่ารัฐบาลจีนได้พยายามพัฒนาระบบฐานข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง และหลายครั้งก็ออกมายอมรับความคลาดเคลื่อนในตัวเลขสำคัญของประเทศ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็ได้แก่ ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2019
 
ความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับจุดทศนิยม ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการขาดเครื่องมือที่ทันสมัย และระบบที่ไม่ชัดเจนในระดับปฏิบัติของจีนในอดีต ทั้งนี้ จีนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจีนมิได้มีเจตนาให้ข้อมูลที่ผิดเพี้ยน พร้อมทบทวนและประกาศตัวเลขใหม่ต่อสาธารณชนในเวลาต่อมา
 
จีนในวันนี้มีระบบฐานข้อมูลที่ทันสมัยและเป็นปัจจุบันมากขึ้น แตกต่างจากในอดีตมาก จีนตระหนักดีว่ามีผู้คนทั่วโลกต่างจับตามองอยู่อย่างใกล้ชิด และหากโกหกเกี่ยวกับตัวเลข ก็มีภาระที่จะต้องแก้ไขโดยตลอดในระยะยาว จึงพัฒนาระบบฐานข้อมูลให้มีความโปร่งใสและเป็นมืออาชีพ ผมเชื่อมั่นว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของจีนก็เข้าข่ายเดียวกัน
 
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการจีนตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ทางตอนเหนือของจีน เช่น มณฑลเหอเป่ย (Hebei) ที่มีจำนวนประชากรราว 22 ล้านคน เพราะมีคนตรวจพบว่าติดเชื้อรวมกว่า 300 รายกระจายอยู่ในหลายเมือง อาทิ สือเจียจวง (Shijiazhuang) เมืองเอกของมณฑล สิงไท (Xingtai) หลางฝาง (Langfang) ปาโจว (Bazhou) และซานเหอ (Sanhe)
 
หากปัญหาการระบาดลุกลามในวงกว้าง เราก็อาจถือเอาเหอเป่ยเป็นศูนย์กลางของการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของจีนได้
 
ต่อมา ทางการก็ตรวจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมในมณฑลเหลียวหนิง (Liaoning) เฮยหลงเจียง (Heilongjiang) และซานซี (Shanxi) รวมทั้งกรุงปักกิ่ง (Beijing)
 
แม้ว่าแต่ละเมืองในพื้นที่เหล่านี้มีผู้ติดเชื้อในระดับหลักสิบเท่านั้น ซึ่งหากคิดสัดส่วนต่อจำนวนประชากรโดยรวมก็ถือว่าต่ำมาก แต่จากประสบการณ์กว่า 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนตระหนักดีถึงภัยอันร้ายแรงของไวรัสนี้
 
สภาพอากาศที่หนาวเย็นสุดขั้วในปีนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ต้นปี 2021 หลายพื้นที่ทางตอนเหนือของจีนต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวมากที่สุดในรอบหลายสิบปี อุณหภูมิในปักกิ่งลงต่ำกว่า -19 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับชื่อห้อยท้ายของไวรัสร้ายที่กำลังเผชิญอยู่เลย
 
ขนาดผมอยู่จีนมา 15 ปีก็ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ความหนาวเย็นยะเยือกในปักกิ่งเช่นนี้มาก่อน
 
นอกจากนี้ เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ก็ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กดดันให้ทีมงานเร่งควบคุมการแพร่กระจายโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นคนจีนจำนวนมากก็จะต้องฉลองปีใหม่จีนแบบหงอยๆ อีกครั้ง
 
หลังการตรวจพบดังกล่าว รัฐบาลท้องถิ่นก็จะเริ่มประกาศมาตรการคุมเข้มตามความรุนแรงของสถานการณ์ จะเห็นได้ว่า แม้ว่าการระบาดในปีที่ผ่านมาจะรุนแรงกว่านี้มาก จีนก็ไม่เคยออกมาตรการคุมเข้มหรือล็อกดาวน์ระดับประเทศแต่อย่างใด
 
รัฐบาลในพื้นที่เริ่มสั่งให้ทุกคนสวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง และทำความสะอาดมือบ่อยๆ อีกทั้งยังสั่งปิดการเรียนการสอน และล็อกดาวน์พื้นที่ที่เกี่ยวข้อง คล้ายกับที่เคยใช้กับอู่ฮั่น (Wuhan) เมื่อต้นปีก่อน โดยในครั้งแรกกำหนดระยะเวลาคุมเข้ม 7 วัน
 
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เดินหน้ารุกตรวจสอบการติดเชื้อของประชาชนในพื้นที่ และให้ประชาชนในพื้นที่ที่ไม่มีภารกิจสำคัญอยู่แต่ภายในบ้าน ถนนสายหลักหลายส่วนถูกปิดลงเพื่อลดการเดินทางเข้าออกพื้นที่
 
นอกจากนี้ ทางการยังประสานงานเพื่อจัดส่งบุคลากรทางการแพทย์จากนอกพื้นที่จำนวนหลายหมื่นคนเข้าไปเสริมในพื้นที่ขาดแคลน เช่น มณฑลเหอเป่ยได้รับการสนับสนุนทีมแพทย์และพยาบาลจากนครเทียนจิน (Tianjin)
 
บางพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวมาก เช่น เมืองซานเหอซึ่งอยู่ห่างจาก Beijing Capital International Airport สนามบินหลักของกรุงปักกิ่งเพียงแค่ 25 กิโลเมตร และแน่นอนว่าผู้คนจำนวนมากในสองพื้นที่เดินทางไปมาระหว่างกัน ก็ได้รับคำสั่งให้ทำงานที่บ้านในทันที
 
สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปทำงานในปักกิ่ง ก็ต้องมีเอกสารยืนยันการทำงานจากนายจ้าง และผลตรวจที่เป็นลบ จึงจะได้รับอนุญาต ส่งผลให้เส้นทางผ่านจุดตรวจก่อนเข้าปักกิ่งมีสภาพการจราจรที่แออัดคับคั่ง
 
ยิ่งพอมีผู้เสียชีวิตอันเนื่องจากโควิด-19 คนแรกในรอบ 8 เดือน และตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นมากสุดในรอบ 10 เดือนในเวลาต่อมา ทางการจีนก็ยกระดับการคุมเข้ม
มาถึงวันนี้ คำสั่งให้ทำงานที่บ้านก็กระจายครอบคลุมไปในวงกว้างในหลายมณฑล/มหานครที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปักกิ่ง เทียนจิน เหอเป่ย เหอหนาน ซานซี และซานตง ไม่เว้นแม้แต่เซี่ยงไฮ้ที่อยู่ต่ำลงมา พร้อมทั้งจัดตั้งจุดสกรีนคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับอาหารแช่แข็งนำเข้าก่อนเข้าเมือง และขยายระยะเวลาการล็อกดาวน์
 
สัปดาห์ที่ผ่านมา พื้นที่เหล่านี้ประกาศกฎเหล็กเพื่อป้องกันและควบคุมการเข้าออกของคนในพื้นที่ แต่อาจมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด
 
โดยสรุปก็คือ หากไม่มีเรื่องสำคัญเร่งด่วน ก็ห้ามมิให้คนเดินทางออกจากพื้นที่ ยกเว้นการเดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัวและเจ้าหน้าที่ที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น
ในขณะที่คนที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในจีนก็ถูกยกเลิกจนกว่าระดับความเสี่ยงในพื้นที่เหล่านั้นจะลดลงสู่ระดับต่ำ
 
สำหรับคนที่เดินทางมาจากพื้นที่ความเสี่ยงสูง ก็ให้ไปรายงานตัวกับผู้ใหญ่บ้านและผู้บริหารอพาร์ทเม้นต์ในพื้นที่และโรงแรมที่พักภายใน 12 ชั่วโมงนับแต่มาถึงพื้นที่ดังกล่าว
 
คนที่เดินทางเข้ามาในพื้นที่ต้องถูกกักตัว เช่น เซี่ยงไฮ้กำหนดให้กักตัว 14 วัน ขณะที่ปักกิ่งขยายเวลากักตัวจากเดิม 14 วันเป็น 21 วัน โดย 7 วันที่เพิ่มขึ้นเป็นช่วงเวลาของการเฝ้าระวัง ซึ่งอาจกระทำที่ศูนย์กักกันหรือสถานที่พักก็ได้
 
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้จุดเข้าออกเมือง อาทิ สนามบิน สถานีรถไฟ สถานีรถโดยสาร และท่าเรือ รวมถึงหมู่บ้าน คอมเพล็กซ์อพาร์ทเม้นต์ โรงเรียน และโรงแรม ยกระดับการตรวจวัดอุณหภูมิและเฮลธ์คิวอาร์โค้ด (Health QR Code) ในโทรศัพท์มือถือของผู้เดินทาง
 
คนเหล่านี้ยังต้องโดนทดสอบการติดเชื้อด้วย 2 วิธีการใหม่ และกำหนดให้มาตรการเหล่านี้ให้มีผลไปถึงสิ้นเดือนมีนาคม ศกนี้
 
ดูเหมือนการใช้ชีวิตของชาวจีนในพื้นที่เสี่ยงได้กลับสู่วิถีชีวิตเดิมดังเช่นช่วงล็อกดาวน์เมื่อต้นปีที่ผ่านมาอีกครั้ง การจัดทริปเดินทางไปเที่ยวภายในและต่างประเทศเข้าออกพื้นที่ความเสี่ยงสูงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ปีวัวจะเป็นปีที่สองติดต่อกันที่คนจีนจะไม่ได้ฉลองตรุษจีนอย่างที่ฝันไว้
 
ในเรื่องการฉีดวัคซีน จีนได้เริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ต้องเรียนก่อนว่า จีนเป็นประเทศใหญ่และมีจำนวนประชากรมาก ไม่สามารถได้รับการฉีดวัคซีนได้อย่างพร้อมเพียงกัน
 
ทั้งนี้ ในภาพรวม ทางการจีนได้จัดลำดับการฉีดกับกลุ่มเสี่ยงสูงก่อน อันได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ คนงานในชุมชน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ดับเพลิง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชนที่มีโอกาสสัมผัสกับผู้เดินทางและสินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอาหารแช่แข็งที่มักตรวจพบเชื้อที่แถมมา
 
นอกจากนี้ กลุ่มคนที่ดูแลคนชรา พนักงานทำความสะอาดในพื้นที่สาธารณะ เจ้าหน้าที่บริการสิ่งอำนวยความสะดวกของรัฐ พนักงานขนส่ง สัปเหร่อ และเจ้าหน้าที่ด้านไอทีและโทรคมนาคม
 
คนเหล่านี้ต้องมีอายุระหว่าง 18-59 ปี โดยจะได้รับการฉีดวัคซีน 2 เข็มห่างกัน 2 สัปดาห์ ซึ่งผมสันนิษฐานว่าเหตุที่ทางการจีนกำหนดช่วงอายุดังกล่าวก็อาจเป็นเพราะคนกลุ่มนี้จะได้รับผลข้างเคียงในระดับที่ต่ำกว่า
 
วัคซีนตัวแรกที่นำออกมาใช้กับสาธารณชนในจีนพัฒนาขึ้นโดย Beijing Biological Products Institute ที่อยู่ภายใต้ China National Biotec Group (CNBG) กิจการในเครือของชิโนฟาร์ม (Sinopharm) หนึ่งในผู้พัฒนาวัคซีนรายหลักของจีน
 
ในกรณีของเซี่ยงไฮ้ ทางการได้มีประกาศเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม ที่ผ่านมา กำหนดให้คนท้องถิ่นที่มีทะเบียนบ้านหรือมีถิ่นที่อยู่ถาวร และมีใบอนุญาตมีถิ่นที่อยู่ในเซี่ยงไฮ้ และต้องเดินทางไปทำงานหรือศึกษาต่อในต่างประเทศได้รับสิทธิ์ดังกล่าวภายในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ศกนี้
 
คนเซี่ยงไฮ้สามารถจองวัคซีนและคิวฉีดยาผ่านแอ๊พนัดหมอของจีนที่ชื่อ “เจี้ยนคังหยุน” (Jiankangyun) และเมื่อถึงคิวนัดหมายก็ให้นำหนังสือเดินทาง วีซ่าของประเทศที่จะเดินทาง ตั๋วเครื่องบิน บัตรประชาชน และทะเบียนบ้านหรือใบอนุญาตมีถิ่นที่อยู่ติดตัวไปสำแดงด้วย
 
อย่างไรก็ดี ชาวต่างชาติที่เข้าไปทำงานในเซี่ยงไฮ้ยังไม่ได้รับสิทธิ์นี้ ผมเลยต้องรอคิวฉีดที่เมืองไทยต่อไป
 
นอกเหนือจากข้อปฏิบัติดังกล่าว หลายหน่วยงานก็ยังให้คำแนะนำและกระตุ้นเตือนวิถีการใช้ชีวิตของผู้คนในช่วงนี้
 
ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการพาณิชย์เซี่ยงไฮ้ได้เตือนให้ประชาชนสวมหน้ากาก แสดงเฮลธ์โค้ด ตรวจอุณหภูมิ รักษาระยะห่างเวลาเข้าสถานที่ชุมชน ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และตลาดสด รวมทั้งยังกระตุ้นการใช้อีเพย์เม้นท์ และใส่ถุงมือเวลาเลือกอาหารแช่แข็งและสินค้าอื่นเมื่อไปจับจ่ายใช้สอย
 
การรับประทานอาหารนอกบ้านก็ควรให้เสร็จภายใน 2 ชั่วโมง ใช้ช้อนและตะเกียบกลางในการหยิบอาหารจากจานกลาง ขณะที่คนที่ไปเยี่ยมชมงานแสดงสินค้าและอื่นๆ ก็ควรลงทะเบียนออนไลน์ และสำรองที่ล่วงหน้า เป็นต้น
 
แล้วจีนเริ่มฉีดหรือยัง ตั้งเป้าไว้สักเท่าไหร่กัน ...
 
ทางการจีนได้เริ่มฉีดวัคซีนแก่กลุ่มเสี่ยงสูงนับแต่ต้นปี 2021 และตั้งเป้าหมายว่าจะฉีดวัคซีนแก่คนกลุ่มนี้ได้ถึง 50 ล้านโดสก่อนวันตรุษจีน
 
ในทางปฏิบัติ ทางการจีนได้จัดตั้งศูนย์บริการฉีดวัคซีนกระจายหลายแห่งในแต่ละเมือง อาทิ ปักกิ่งกว่า 200 จุด และเซี่ยงไฮ้ 17 แห่ง สนามบินหลักในแต่ละเมืองถูกกำหนดเป็นจุดจัดตั้งศูนย์บริการฉีดยาหน้าด่าน เช่น เซี่ยงไฮ้ใช้ Pudong International Airport สนามบินหลักในเขตผู่ตงเป็นหนึ่งในจุดบริการ
 
การฉีดวัคซีนให้แก่คนท้องถิ่นคืบหน้าไปมาก ยกตัวอย่างเช่น ณ กลางเดือนมกราคม คนเซี่ยงไฮ้ราว 1 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว โดยยังไม่มีผลข้างเคียงที่รุนแรงแต่ประการใด
 
จากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ และมาตรการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อดังกล่าว ผมจึงเชื่อมั่นว่า จีน “เอาอยู่” ได้อย่างแน่นอน สบมย ...
 
 
ที่มา https://www.blockdit.com/posts/60025bd5a1938f1445543ffa
Announcement: 
0

Facebook Comments Box