จีนพัฒนาคนอย่างไรจึงต่อสู้กับความท้าทายของโลกได้

27 January 2021
Source: 
ฐานเศรษฐกิจ

            มีผู้อ่านหลายท่านสงสัยว่า จีนสร้างและพัฒนาคนของเขาอย่างไรจึงทำให้จีนเติบใหญ่ในหลายด้านได้อย่างรวดเร็ว แถมยังสามารถเผชิญกับความท้าทายของโลกที่ถาโถมเข้ามาได้เป็นอย่างดี

 

ระบบการศึกษาพื้นฐานของจีน ... ใหญ่สุดใจ

            ระบบการศึกษาของจีนมีลักษณะโดยรวมที่คล้ายคลึงกับของไทย กล่าวคือ จีนมีกระทรวงศึกษาธิการและคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติทำหน้าที่ออกแบบและกำกับควบคุมระบบการศึกษาโดยรวม โดยมีหน่วยงานตัวแทนทำหน้าที่ช่วยกำกับและประเมินในแต่ละด้านในแต่ละภูมิภาค ทั้งนี้ นับแต่ปี 2529 รัฐบาลจีนได้กำหนดการศึกษาภาคบังคับไว้ที่ 9 ปี ว่าง่าย ๆ เด็กจีนต้องเรียนจนถึงระดับมัธยมฯ ต้นเป็นอย่างน้อย ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ รัฐบาลจีนประกาศว่าเด็กจีนสามารถเข้าถึงระดับการศึกษาภาคบังคับที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้ในสัดส่วนถึง 99% ของจำนวนเด็กจีนโดยรวม

 

            ปัจจุบัน ระบบการศึกษาของจีนนับว่าใหญ่ที่สุดในโลก ในด้านงบประมาณ จีนจัดสรรเม็ดเงินราว 4% ของจีดีพี หรือประมาณ 10% ของงบประมาณโดยรวมให้แก่ด้านการศึกษา โดยมีสถาบันการศึกษากว่า 500,000 แห่ง จำแนกเป็นระดับประถมศึกษาอยู่ราว 450,000 แห่ง และระดับมัธยมศึกษา 80,000 แห่ง ระดับอุดมศึกษาอีกราว 1,000 แห่ง รวมทั้งด้านอาชีวะที่เพิ่มทักษะฝีมือแรงงาน เกษตรกร และบุคลากรด้านการบริหารและเทคนิคอีกราว 8,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ นอกจากนี้ จีนยังมีการศึกษาผู้ใหญ่ในอีกหลากหลายรูปแบบและระดับ

 

ปัญหาและรากเหง้า ... ถูกแก้ตรงจุด

            ในอดีต จีนประสบปัญหาด้านการพัฒนาบุคลากรมากไม่แพ้ไทยเช่นกัน ในด้านหนึ่ง เนื่องจากสถาบันการศึกษาเกือบทั้งหมดเป็นของรัฐ และมีกฎระเบียบคุมเข้มมากมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา การขอเปิดหรือปรับปรุงหลักสูตรมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและต้องใช้เวลานาน ส่งผลให้สถาบันการศึกษาของจีนส่วนใหญ่ไม่สามารถผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดได้ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

 

            ความท้าทายสำคัญในอีกด้านหนึ่ง ได้แก่ สภาพปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจของจีนและของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนพยายามเดินหน้าปฏิรูปภาคเศรษฐกิจและสังคม และพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ โดยมุ่งเน้นด้านนวัตกรรม การออกแบบ และการสร้างตราสินค้าดังปรากฏผ่านหลายนโยบายและโครงการ อาทิ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” (One Belt One Road) Made in China 2025 และการพัฒนาชุมชนเมือง

            

            ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจและตลาดยังต้องเผชิญกับแรงกดดันใหม่ในเวลาเดียวกัน อาทิ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย เทคโนโลยี และอินเตอร์เน็ต ปัจจัยเหล่านี้มีนัยความสำคัญหรือความท้าทายทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะหลัง ด้วยเงื่อนไขและสภาพการณ์เหล่านี้จึงส่งผลให้ตลาดแรงงานจีนต้องการบุคลากรที่มีความสามารถใหม่

 

การแข่งขันที่เข้มข้น ... กดดันจนเก่ง

            สังคมจีนโดยรวมแฝงไว้ซึ่งแรงกดดันที่ค่อนข้างสูงอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ด้วยจำนวนนักเรียนที่มากในแต่ละปี ระบบการเรียน การสอน และการสอบจึงมีความเข้มข้นสูง นักเรียนจีนทำการบ้านกันจนค่ำมืด บ้างยังต้องไปเรียนพิเศษเฉพาะทางเพิ่มเติมอีก หากใครอยากสอบผ่านเพื่อเข้าสถาบันการศึกษาในระดับถัดไป ก็ต้องขยัน ทุ่มเท และจริงจังอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเข้าระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัย

 

            จีนมีนักเรียนที่สนใจสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยหลายเหตุผล อาทิ เมื่อราว 20 ปีก่อน กระทรวงศึกษาธิการได้เปิดโอกาสให้นักเรียนที่จบระดับอาชีวะสามารถสมัครสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังประสบความสำเร็จในการผลักดันให้นักเรียนศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามากขึ้น โดยสามารถเพิ่มสัดส่วนจาก 1.4% ของทั้งหมดในปี 2521 ที่จีนเปิดประเทศสู่โลกภายนอกครั้งใหม่ เป็นถึงกว่า 20% ของทั้งหมดในปี 2561 ทำให้วันนี้จีนมีผู้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่จีนเรียกกันว่า “เกาเข่า” (Gaokao) ถึงเกือบ 10 ล้านคนในแต่ละปี

 

            ด้วยการแข่งขันที่สุดเข้มข้นนี้เอง เราจึงอาจสัมผัสได้ถึงความเคร่งเครียดและความวิตกกังวลในช่วงเข้าฤดูสอบแข่งขัน ความรู้สึกดังกล่าวไม่ได้อยู่เฉพาะกับตัวนักเรียน แต่ยังเลยไปถึงพ่อแม่และญาติพี่น้อง เราเห็นพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากขอลาหยุดงาน หรือปิดร้านเพื่อให้มีเวลามากพอสำหรับการตระเตรียมและดูแลลูกหลานในการเข้าสู่สนามสอบ หลายรายถึงขนาดย้ายไปพักอาศัยใกล้ ๆ สถานที่สอบในช่วงก่อนและขณะสอบเอ็นทรานซ์กันเลยก็มี

 

            แรงกดดันยิ่งสูงมากขึ้นหากนักเรียนต้องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน อาทิ มหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) แห่งกรุงปักกิ่ง หรือมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น (Fudan University) มหาวิทยาลัยเจียวทง (Jiao Tong University) และสถาบันเต๋อต้าว (De Tao Institute) ในนครเซี่ยงไฮ้ และมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) ในเมืองหังโจว สถาบันการศึกษาเหล่านั้นต้องการคัดเอา “หัวกะทิ” ที่มีความพร้อม โดยกำหนดเงื่อนไขภาคบังคับเกี่ยวกับผลการศึกษาและคุณสมบัติอื่น เช่น ด้านภาษาต่างประเทศ ที่สูงกว่าปกติ

 

การปรับปรุงที่ไม่สิ้นสุด ... จริงจังและต่อเนื่อง

            ในระยะหลัง รัฐบาลจีนได้ปรับปรุงระบบ และปฏิรูปหลักสูตร รวมทั้งผ่อนคลายกฎระเบียบและเปิดเสรีด้านการศึกษาให้มีความยืดหยุ่น หลากหลาย และประสิทธิภาพในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาโดยลำดับ จนอาจกล่าวได้ว่า ระบบการศึกษาจีนในยุคหลังเต็มไปด้วยนวัตกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสังคมโลก เราจึงเห็นสถาบันการศึกษารูปแบบและหลักสูตรใหม่ ๆ ผุดขึ้นในจีนอย่างต่อเนื่อง

 

            สถาบันการศึกษาด้านธุรกิจหลายแห่งมีนวัตกรรมการเรียนการสอนที่น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชิญกูรูเฉพาะด้านชั้นนำของโลกมาเป็นอาจารย์และวิทยากรพิเศษ การผสมผสานภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเข้าด้วยกันเสมือนการปฏิบัติงานจริง และการกระตุ้นทางความคิดที่เป็นรูปธรรมเชิงพาณิชย์ โดยนักศึกษาจะต้องนำเสนอสินค้าต้นแบบและคุณสมบัติที่ออกแบบขึ้นแก่คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยอาจารย์ประจำวิชา นักออกแบบ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะคล้ายกับการพิชงาน (Pitch) กับกองทุนต่าง ๆ เลย และได้รับโอกาสในการเก็บเกี่ยวคำแนะนำเพื่อการปรับปรุงให้สอดรับแนวโน้มความต้องการต่อไป

 

            โดยวิธีการดังกล่าว ทำให้การทำโครงการของแต่ละวิชานำไปสู่การซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญาหรือการร่วมลงทุนทางธุรกิจเลยก็มี ซึ่งเท่ากับว่านักศึกษาบางคนที่มีความคิดในสินค้าต้นแบบที่สร้างสรรค์อาจกลายเป็น “เถ้าแก่น้อย” ตั้งแต่ยังไม่จบการศึกษาเสียด้วยซ้ำ

 

            นอกจากนี้ จีนยังได้เปิดให้สถาบันการศึกษาเอกชนและต่างชาติ รวมทั้งผู้สอนและตำราเรียน เข้ามามีส่วนร่วมในระบบการศึกษาและการฝึกอบรมเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ ส่งผลให้การศึกษาของจีนมีความเป็นสากลและคุณภาพที่สูงขึ้น จนทำให้ได้รับการยอมรับในวงกว้าง อันส่งผลให้ชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาศึกษาต่อในจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในช่วงหลายปีหลังนี้

 

            ปัจจุบัน จีนสามารถดึงดูดนักเรียนนักศึกษาของต่างชาติเข้ามาศึกษาต่อในจีนถึงราว 500,000 คนต่อปี และโรงเรียนอินเตอร์บางแห่งยังมาพร้อมกับคุณลักษณะของหลักสูตรการเรียนการสอนที่ดี ๆ ของโลก และเงินอุดหนุนจากภาครัฐ เพื่อมุ่งเป้าดึงดูดเด็กพรสวรรค์ที่เป็นจีนโพ้นทะเลและของต่างชาติให้มาศึกษาต่อในจีน ทำให้เด็กจีนได้เรียนลัดในเรื่องความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีมุมมองความคิดเห็น และบรรยากาศในชั้นเรียนที่มีคุณภาพและความหลากหลายยิ่งขึ้น

 

ต่อยอดด้วยไอทีและดิจิตัล ... สู่อนาคตของจีน

            ปัจจุบัน จีนกำหนดแนวทางการศึกษารูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้น 5 ด้านอันได้แก่ “STEAM” (Science-Technology-Engineering-Arts-Mathematic) ไปพร้อมกัน โดยประยุกต์ใช้กับทุกระดับการศึกษา จีนเล็งเห็นถึงผลประโยชน์และศักยภาพทางเศรษฐกิจในหลายด้าน และมองว่าหลายสิ่งล้วนเชื่อมโยงกัน ดั่งเช่นที่อัลเบิร์ต ไอสไตน์กล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” จีนจึงพยายามผสมผสานแต่ละด้านให้ลงตัวเพื่อไม่ให้แข็งกระด้างเกินไป

 

            ขณะที่ไทยเราเปิดให้นักเรียนเลือกสายการเรียนวิทย์-ศิลป์ในระดับมัธยมฯ ปลาย แต่จีนในวันนี้เริ่มคัดเด็กเรียนสายวิทย์ตั้งแต่ระดับอนุบาลกันแล้ว โดยในปี 2559 รัฐบาลจีนได้ต่อยอดโครงการสวนวิทยาศาสตร์ด้วยการนำร่องเปิดโรงเรียนอนุบาลวิทยาศาสตร์ “จื้อตี้” (Zhidi) ขึ้นที่กรุงปักกิ่งเป็นแห่งแรกในโลก

 

            จีนกำลังเดินหน้าไปสู่โลกดิจิตัลอย่างไม่หยุดยั้ง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จีนได้นำเอาระบบไอทีและดิจิตัลมาต่อยอดในการพัฒนาคนอย่างเป็นระบบและรูปธรรม จีนน่าจะเป็นชาติแรกในโลกที่บรรจุตำราเรียนและวิชาหุ่นยนต์ (Robot) และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในระดับประถมฯ ถึงอุดมศึกษา แถมเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่สัมผัสได้อีกด้วย เช่น นักเรียนระดับประถมฯ ได้ถอดและประกอบหุ่นยนต์ และสัมผัสกับอุปกรณ์แต่ส่วนจริง แม้กระทั่งการออกแบบชุดคำสั่งหุ่นยนต์ ทำให้เกิดความเข้าใจในอุปกรณ์และแต่ละชิ้นส่วนอย่างลึกซึ้ง และนำไปสู่การออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์รุ่นใหม่

 

            พอโตขึ้นหน่อย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนของจีนก็สนับสนุน “สนามทดลอง” ด้วยการสร้างเวทีในการจัดประกวดแข่งขันหุ่นยนต์ แผนธุรกิจของสตาร์ตอัพ และอื่น ๆ สารพัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้เด็กเหล่านี้พัฒนาทักษะความรู้นอกตำราเรียน และรู้สึกสนุกเพลิดเพลินไปกับการเรียนรู้โลกอย่างเป็นรูปธรรม

 

            เราเห็นสถาบันการศึกษาของจีนนำเอาระบบการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ปัญญาประดิษฐ์ และอื่น ๆ มาช่วยในการตรวจสอบการเข้าออกสถานศึกษาและห้องเรียน ติดตามพฤติกรรมของนักเรียนนักศึกษาในห้องเรียน เช่น พูดคุย นั่งหลับ ใช้โทรศัพท์มือถือ และมีรายงานสรุปให้อาจารย์ผู้สอนเพื่อใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นเตือนหรือตัดคะแนนความใส่ใจในการเรียน แม้กระทั่งอุปกรณ์การเรียนการสอนของจีนก็พัฒนาก้าวไกลไปมาก อาทิ กระดานดำดิจิตัลเพื่อการสอนเขียนแบบ และเครื่องพิมพ์สามมิติเพื่อการพัฒนาสินค้าต้นแบบBottom of Form

 

            จีนผลักดันให้สถาบันการศึกษาเดินหน้าจัดทำโครงการ “ค่ายฝึกอบรมทางวิทยาศาสตร์” (Science Training Camp) ระยะสั้นแบบ 1-2 สัปดาห์ โดยดึงเอาอาจารย์จากสถาบันการศึกษาและองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องชั้นนำของจีนมาร่วมมือกัน หลายหลักสูตรยังสอดแทรกหัวข้อการพัฒนาความสามารถด้านภาษาและคณิตศาสตร์ควบคู่กันไป

 

            นอกจากนี้ จีนยังให้ความสำคัญกับการฝึกงานและสั่งสมประสบการณ์ของนักเรียนนักศึกษาอย่างจริงจัง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมมีโอกาสแวะไปใช้บริการสนามบินนานาชาติที่เซินเจิ้น พอเดินไปที่ตู้เช็คอินอัตโนมัติของสายการบินหนึ่งก็สังเกตเห็นว่า นอกจากพนักงานต้อนรับสาวของสายการบินที่คุ้นตาแล้ว ก็มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งใส่เสื้อกั๊กสีแดงที่มายืนคอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ต้องการใช้บริการเช็คอินอัตโนมัติ เมื่อได้รับบัตรประชาชนจากผู้โดยสารแล้ว เด็กเหล่านี้ก็เสียบบัตรและกดแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่ว ไม่ถึงหนึ่งนาทีบอร์ดดิ้งพาสส์ก็ออกมาแล้ว  จากการสอบถามพบว่าเด็กเหล่านี้อายุ 10-14 ปีและมาฝึกงานในช่วงปิดเทอม

            มาถึงตรงนี้ หลายคนคงเห็นด้วยกับผมว่า โลกอนาคตเป็นของคนรุ่นใหม่ แต่ทำอย่างไรคนรุ่นเราจะร่วมแรงร่วมใจเร่งเตรียมคนแห่งอนาคตของไทยเพื่อเผชิญกับความท้าทายของโลกได้อย่างแท้จริง ...

Announcement: 
0

Facebook Comments Box