Tesla ช่วยให้จีนครองโลกยานยนต์ไฟฟ้า

27 January 2021
Source: 
ฐานเศรษฐกิจ

                          ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านต่างรับรู้ข่าวการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์และส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าชุดแรกของเทสล่า (Tesla) รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอเมริกันที่มหานครเซี่ยงไฮ้มาไม่มากก็น้อย วันนี้ผมจะพาไปเจาะลึกดูการฟันฝ่าปัญหาอุปสรรค การปรับกลยุทธ์ และการเตรียมความพร้อมสู่อนาคตของ Tesla ในแดนมังกรกัน ไปลองดูกันว่าการประกอบการของบริษัทคืบหน้าไปรวดเร็วมากน้อยขนาดไหน และทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร

 

พัฒนาการของ Tesla ในตลาดจีน ... เร็ว แรง

 

                          “จีนคืออนาคต” อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Tesla กล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของตลาดจีนต่ออนาคตของบริษัทฯ เราจึงเห็น Tesla ให้ความสนใจในการตลาดในจีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะแรก นายใหญ่ของ Tesla เริ่มต้นด้วยการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในสหรัฐฯ สู่ตลาดจีน

 

                          ด้วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่โดดเด่นของ Tesla ในจีน ทำให้การเปิดจอง Tesla รุ่นเอส ซีดาน (Model S Sedan) ในปีแรกได้รับกระแสตอบรับค่อนข้างดีแม้ว่าจะไม่สามารถประกาศราคาขายล่วงหน้าได้ เนื่องจากเป็นการนำเข้าล็อตแรกของบริษัท

 

                          ในเดือนเมษายน 2014 อีลอน มัสก์ก็เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อส่งมอบรถยนต์คันแรกที่ราคาสูงถึง 115,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3.7 ล้านบาทแก่ลูกค้าในจีนด้วยตนเอง

 

                          แต่ทุกอย่างก็ดูจะไม่เข้าที่เข้าทางนักสำหรับ Tesla เพราะในต้นปี 2015 บริษัทฯ ต้องประสบปัญหาด้านการตลาดมากมาย กอปรกับความไม่ชัดเจนในการประกอบการในจีนก็ทำให้บริษัทต้องสูญเสียผู้บริหารมือดีหลายคนให้กับบริษัทอื่นในเวลาต่อมา บริษัทฯ เริ่มรู้สึกว่าตนเองกำลังดำเนินแนวทางด้านรัฐสัมพันธ์และการตลาดผิดพลาด จึงปรับกลยุทธ์ในการเดินเกมส์ครั้งใหญ่

 

                          ท่ามกลางกระแสข่าวเชิงลบของ Tesla ในจีน ในฤดูใบไม้ผลินั้นเอง มัสก์พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงชุดใหญ่ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (Xi Jinping) เพื่อตอกย้ำจุดยืนของบริษัทฯ ต่อการขยายธุรกิจในจีน และเข้าร่วมงานแสดงสินค้า Motor Show ที่เซี่ยงไฮ้เป็นครั้งแรก

 

                          นอกจากข่าวการแสดงท่าทีต่อตลาดจีนในเชิงบวกทั้งสองดังกล่าวแล้ว บริษัทฯ ยังเพิ่มการนำเข้ารถยนต์รุ่นใหม่ ซึ่งสร้างกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้บริโภคชาวจีน ยอดขายรถยนต์ของบริษัทฯ ที่ก่อนหน้านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้วนั้น พุ่งทะยานในอัตราที่สูงกว่าเดิมขึ้นไปอีก โดยในปี 2016 นั่นเอง ยอดขายของ Tesla ในตลาดจีนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าของปีก่อน หรือทะลุหลัก 10,000 คันต่อปีเป็นครั้งแรก

 

                          อย่างไรก็ดี ผู้บริหารของบริษัทฯ ก็ตระหนักดีว่า ภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการเรียกเก็บอากรนำเข้าที่สูงถึง 25% ของราคา CIF ภาษีการบริโภค 10% และภาษีมูลค่าเพิ่ม 17% (เหลือ 13% ในปัจจุบัน) ของรัฐบาลจีน ทำให้ราคารถยนต์นำเข้าของ Tesla ในจีนสูงกว่าราคาในสหรัฐฯ ราว 50% ซึ่งนับเป็นอุปสรรคต่อการบุกตลาดจีนโดยรวมในวงกว้าง

 

                          ดังนั้น หากต้องการจะเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าของจีน บริษัทฯ จำเป็นต้องตั้งราคาขายที่ต่ำลง ผู้บริหารจึงเริ่มวางแผนปรับวิธีการเข้าสู่ตลาดจีนจากการส่งออกเป็นการเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในจีน และได้รับคำมั่นสัญญาจากมัสก์ว่าจะยอมเหนื่อยเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล เพื่อเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ดังกล่าว ทั้งระดับนโยบายและปฏิบัติการ

 

                          ต่อมาไม่นาน นายใหญ่ที่เปี่ยมด้วยสีสันท่านนี้ก็เดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ดังกล่าว โดยนำคณะผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ เข้าเยี่ยมคารวะท่านวัง หยาง (Wang Yang) รองนายกรัฐมนตรีจีน เพื่อแสดงความสนใจในการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในจีน

 

                          ในเดือนตุลาคม 2017 บริษัทฯ ได้เริ่มเปิดการเจรจากับรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ และสามารถบรรลุข้อตกลงในการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ในเดือนกรกฎาคม 2018

 

                          และใน 3 เดือนต่อมา บริษัทฯ ก็ได้รับใบอนุญาตให้ก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์บนพื้นที่ขนาดถึง 864,885 ตารางเมตร หรือกว่า 540 ไร่ในพื้นที่พิเศษหลินกั่ง (Lingang Special Area) ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนขยายของเขตเสรีทางการค้า (Free Trade Zone) ด้านซีกตะวันออกเฉียงใต้ของนครเซี่ยงไฮ้ ใกล้ท่าเรือหยางซาน (Yangshan Port) ซึ่งจะเอื้อประโยชน์ในการใช้โรงงานดังกล่าวเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะยาว

 

                          ในช่วงต้นปี 2019 มัสก์ก็เดินทางเข้าจีนอีกครั้งเพื่อร่วมพิธีลงเสาเอกงานก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของ Tesla นอกสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นโรงงานผลิตรถไฟฟ้าต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในจีน และเพียงไม่นานหลังจากนั้น ผู้คนในพื้นที่และที่ผ่านไปมาก็เริ่มตื่นตะลึงกับโรงงานผลิตรถยนต์ขนาดใหญ่ หรือ “Gigafactory” ที่ตั้งตระหง่านขึ้นในบริเวณดังกล่าว

 

                          ในปลายเดือนตุลาคม 2019 บริษัทฯ ก็เริ่มทดลองเดินสายการผลิตรถยนต์ล็อตแรก ว่าง่าย ๆ Tesla ใช้เวลาไม่ถึง 10 เดือนในการก่อสร้างโรงงานและผลิตรถไฟฟ้าชุดแรกออกมา เทียบกับ 18-24 เดือนในการก่อสร้างโรงงานขนาดเดียวกันในสหรัฐฯ

 

                          หลังจากนั้น Tesla ก็เดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1,400 คันต่อสัปดาห์ และ ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ก็เพิ่มเป็น 3,000 คันต่อสัปดาห์ พร้อมทั้งเริ่มผลิตแบตเตอรี่ของตนเองในจีน

 

                          ล่าสุด เมื่อต้นเดือนมกราคม 2020 อีลอน มัสก์ก็เดินทางไปเยือนเซี่ยงไฮ้ ซึ่งกำลังจะกลายเป็นเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของเขาอีกครั้ง เพื่อเป็นประธานงานเลี้ยงฉลองปีใหม่กับพนักงานในจีน และทำพิธีส่งมอบรถยนต์ชุดแรกให้แก่ลูกค้าพิเศษจำนวน 10 ราย ซึ่งบางท่านอาจได้ชมคลิปภาพงานและการเต้นที่เร้าใจของเขากันไปแล้ว

 

                          ผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์ของจีนได้ให้ข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า ความรุดหน้าในการเข้าสู่ตลาดและปักหลักปักฐานในจีนอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นจากส่วนผสมสำคัญหลายส่วน บางท่านกล่าวว่า “ความเร็วและประสิทธิภาพของจีนผสมผสานเข้ากับสไตล์ความเป็นผู้นำของมัสก์ได้เป็นอย่างดี” ความลงตัวนี้เองทำให้หลายสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ สามารถเกิดขึ้นได้จริง

 

สนนราคาของรถยนต์รุ่นแรก ... เย้ายวนใจ

 

                          เหตุผลสำคัญเบื้องหลังการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนก็คือ มาตรการส่งเสริมของภาครัฐ อาทิ มาตรการด้านภาษีแก่ผู้ผลิตภายในประเทศ ซึ่งนอกจากไม่ต้องเสียอากรนำเข้าที่สูงแล้ว รถยนต์ที่ผลิตในจีนยังได้รับประโยชน์จากต้นทุนการผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ในประเทศที่ต่ำกว่า และการได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากราคาที่ดินที่ถือครองที่สูงขึ้น

                          

                          ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็ยังให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภคที่ซื้อหารถยนต์ไฟฟ้า เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า จำนวนป้ายทะเบียนรถในเมืองใหญ่ของจีนถูกควบคุมโดยรัฐบาล การจะเป็นเจ้าของรถยนต์ในจีนจำเป็นต้องมีป้ายทะเบียนรถ บ่อยครั้งเรื่องเงินจึงไม่ใช่ปัญหาหลัก แต่ผู้ต้องการเป็นเจ้าของรถในเมืองใหญ่ต้องประมูลแข่งราคาบ้าง หรือรอโชคจากการหมุนล็อตเตอรี่ป้ายทะเบียนบ้าง ซึ่งบางคนไม่มีโชคก็ต้องรอกันหลายปีก็มี

 

                          นับแต่ปี 2014 นครเซี่ยงไฮ้ได้นำร่องมาตรการส่งเสริมการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าชุดใหญ่ โดยอนุญาตให้ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้รับป้ายทะเบียนรถโดยอัตโนมัติ (โดยไม่ต้องรอคิว) และยกเว้นภาษีป้ายที่มีมูลค่าสูงถึงราว 400,000 บาท แถมยังสามารถใช้รถดังกล่าวได้ในทุกพื้นที่ (แม้กระทั่งพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษทางอากาศสูง)

 

                          หลังจากนั้นไม่นาน เมืองหลักอื่น ๆ อันได้แก่ ปักกิ่ง เซินเจิ้น หังโจว กวางโจว และเทียนจิน ก็ออกมาตรการที่คล้ายคลึงเช่นกัน ซึ่งเมืองเหล่านี้ล้วนกลายเป็นเมืองที่ Tesla มียอดจำหน่ายรถจำนวนสูงสุดในเวลาต่อมา สิ่งนี้สะท้อนว่ามาตรการดังกล่าวโดนใจเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง

 

                          อย่างไรก็ดี มัสก์ทราบดีว่า มาตรการดังกล่าวไม่ใช่มาตรการเฉพาะสำหรับ Tesla และเป็นมาตรการที่จะไม่อยู่ถาวร แถมสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่เริ่มประทุในเดือนกรกฎาคม 2018 ก็ทำให้รถยนต์นำเข้าของ Tesla ก็ต้องเสียอากรนำเข้าที่สูงขึ้น บริษัทฯ จึงตัดสินใจงัดเอากลยุทธ์การส่งเสริมการขายมาเป็นตัวชูโรง โดยประกาศลดราคาถึง 2 ครั้งในปีดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบด้านราคาต่อผู้บริโภคและการรักษาเสถียรภาพในตลาดจีน

 

                          โดยที่ปี 2019 ดูจะเป็นปีที่ Tesla อุดมไปด้วยข่าวเชิงบวก กล่าวคือ ในเดือนตุลาคม 2019 Tesla ได้รับการประเมินว่าได้ก้าวแซงหน้าบีวายดี (BYD) ขึ้นเป็นผู้นำของวงการรถยนต์ไฟฟ้าในเวทีโลก ตามด้วยการเปิดตัวรถชุดแรกที่ผลิตจากโรงงานเซี่ยงไฮ้

 

                          แต่อย่างไรก็ดี เพื่อให้มั่นใจว่าราคาเปิดตัวรถรุ่นแรกที่ผลิตในจีนเร้าใจคนจีนอย่างแท้จริง มัสก์ก็เดินทางเข้าพบท่านหลี เสี่ยวเผิง (Li Xiaopeng) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการขนส่ง และท่านซิน กั๋วปิน (Xin Guobin) ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อขอรับคำยืนยันเกี่ยวกับการยกเว้นภาษีการบริโภคแก่ผู้ซื้อรถยนต์ Tesla ในจีน

 

                          หลังจากนั้นไม่นาน บริษัทฯ ก็ประกาศราคาขายรถยนต์โมเดล 3 ซีดาน (Model 3 Sedan) ที่ 299,500 หยวนภายหลังการลดราคาครั้งใหม่ (9%) และการอุดหนุนของภาครัฐ (16%) พูดง่าย ๆ ว่า หากจ่ายสามแสนหยวนก็จะมีเงินทอนมากพอที่จะพาสมาชิกครอบครัวไปฉลองรถคันใหม่กันได้สักมื้อ

 

                          การเปิดตัวด้วยระดับราคาดังกล่าวนำไปสู่กระแส 2 ด้านในตลาดจีน ในด้านหนึ่ง ผู้บริโภคชาวจีนต่างยิ้มรับราคาที่เย้ายวนใจอย่างมีความสุข Tesla ยังประเมินว่าจะสามารถเพิ่มความสุขให้แก่ลูกค้าในจีนได้อีกมากทั้งในเชิงราคาและคุณภาพ โดยผ่านหลากหลายวิธีการ อาทิ การเพิ่มปริมาณการผลิตจนเกิดความประหยัดอันเนื่องจากขนาด (Economy of Scale) และการขยายสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์จากผู้ผลิตภายในประเทศ

 

                          ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญที่สุดของรถยนต์ไฟฟ้า มีต้นทุนการผลิตที่ลดลงราว 1 เท่าตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และมีกำลังความจุกระแสไฟฟ้ามากขึ้นจนทำให้รถยนต์สามารถวิ่งได้ถึง 600 กิโลเมตรในปัจจุบัน ซึ่งตอบสนองต่อพฤติกรรมการชอบขับรถระยะทางไกลของคนจีน

 

                          แถมคลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจีนเกือบทั้งหมดก็กระจุกตัวอยู่บริเวณพื้นที่ปากแม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งครอบคลุมเซี่ยงไฮ้-เจียงซู-อันฮุย-เจ๋อเจียง ทำให้การพัฒนาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายด้านลอจิสติกส์และบริการของเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

                          นายชุย ตงฉู่ (Cui Dongshu) เลขาธิการสมาคมรถยนต์ผู้โดยสารแห่งชาติจีนประเมินว่า Tesla จะสามารถเพิ่มระดับการใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในประเทศจากระดับ 30% ของทั้งหมด ณ สิ้นปี 2019 เป็น 70% ได้ในช่วงกลางปี 2020 ซึ่งจะทำให้สนนราคารถรุ่น Model 3 นี้อาจลดลงเหลือไม่เกิน 250,000 หยวน

 

                          นอกจากนี้ ผู้บริหารโรงงานผลิต Tesla ในเซี่ยงไฮ้ยังให้ข้อมูลอีกว่า บริษัทฯ จะสามารถใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์ภายในประเทศได้ 100% ภายในสิ้นปี 2020 สิ่งนี้สะท้อนว่า ขนาดของตลาด และมาตรการส่งเสริมด้านภาษีของรัฐบาลจีนที่มีต่อการใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์จากผู้ผลิตภายในประเทศมีส่วนสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต และราคาจำหน่ายของ Tesla ในตลาดจีนได้เป็นอันมาก

 

                          ทั้งนี้ บางคนในวงการยานยนต์ของจีนเปิดเผยว่า ต้นทุนการผลิตรถรุ่น Model 3 ในจีนต่ำกว่าของที่ผลิตในสหรัฐฯ ถึง 65% จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นราคารถยนต์ที่ผลิตในจีนสวนทางกับทิศทางราคารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นของบริษัทฯ ในตลาดโลก

 

                          ในทางตรงข้าม Tesla กลับปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจมากมายในตลาดสหรัฐฯ และประเทศอื่น โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2019 บริษัทฯ ประกาศปรับขึ้นราคารถยนต์รุ่นพิเศษ อาทิ Model S และ Model X ในตลาดโลกขึ้นไปอีก 3% จากราคาเดิม และวางแผนปิดโชว์รูมบางส่วนในหลายประเทศ พร้อมกับหันไปขายออนไลน์มากขึ้นเพื่อหวังลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและสร้างผลกำไร

 

จุดแข็งเพียบ ... จนคู่แข่งมึน

 

                          ในอีกด้านหนึ่ง ต้นทุนการผลิตที่ต่ำของโรงงาน Tesla ในจีนก็นำไปสู่ความได้เปรียบของการแข่งขันด้านราคา ซึ่งสร้างกระแสความกังวลใจให้เกิดขึ้นในหมู่ผู้คนในวงการยานยนต์ไฟฟ้า หลายฝ่ายเห็นว่า ความได้เปรียบดังกล่าวอาจจะทำให้สตาร์ทอัพรถยนต์ไฟฟ้าของจีนจำนวนมาก อาทิ นิโอ (Nio) ที่จับตลาดพรีเมี่ยม และเสี่ยวเผิง (Xpeng) ที่จับตลาดระดับล่าง ซวนเซและอาจล้มหายตายจากไปวงการ และส่งผลเสียต่อการพัฒนาของอุตสาหกรรมนี้ในระยะยาว

 

                          ผมสังเกตเห็นสัญญาณเตือนเกิดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เมื่อ Xpeng ส่งรถไฟฟ้ารุ่นพี 7 ซีดาน (P7 Sedan) ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงของ Tesla Model 3 ในราคาเพียง 240,000 หยวน ขณะที่ Nio ก็กลัวเสียท่าจึงเร่งเปิดตัวรถไฟฟ้ารุ่นอีซี 6 (EC6) ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่กลับไม่กล้าเปิดราคาขาย เพราะเกรงว่าจะสูงเกินไปและถูกยกเลิกการจอง

 

                          นี่ยังไม่นับรวมถึงองค์ประกอบที่สะท้อนภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ Tesla และการผ่านบททดสอบด้านคุณภาพของรถยนต์และแบตเตอรี่ในตลาดโลกมาแล้วระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้บริโภคชาวจีนมีระดับของความเชื่อมั่นที่ค่อนข้างสูงในแบรนด์ดังกล่าว

 

                          คำสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงของแบรนด์รถไฟฟ้าท้องถิ่นรายหนึ่งระบุว่า หากลูกค้าเข้าไปสัมผัสและทดสอบรถยนต์ไฟฟ้าของจีน สตาร์ทอัพจีนก็ยังพอมีโอกาสขายในระดับ 50-50 แต่เพราะ Tesla มีทั้งชื่อเสียงของแบรนด์ที่ดีกว่า คุณภาพสินค้าที่ดีกว่า เครือข่ายโชว์รูมที่กระจายตัวในแหล่งชุมชน และราคาที่ใกล้เคียงกับคู่แข่งในระดับตลาดเดียวกันในจีน ทำให้แม้กระทั่งหนุ่มสาวจีนจำนวนมากก็ยังไม่อยากเสียเวลาแวะเข้าไปเยี่ยมชมโชว์รูมรถไฟฟ้าท้องถิ่นกันเลย

 

                          เมื่อผนวกกับเงินอุดหนุนจากภาครัฐเพื่อส่งเสริมการซื้อรถไฟฟ้าที่มีตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งทยอยลดลงโดยลำดับ การปรับลดครั้งล่าสุดเมื่อกลางปีที่ผ่านมาก็ส่งผลให้เงินอุดหนุนลดลงรวมราว 70% เมื่อเทียบกับของทศวรรษที่ผ่านมา ยิ่งทำให้สภาพตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแกว่งตัวมากขึ้น

 

                          อนึ่ง แม้ว่าสัดส่วนตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าต่อตลาดยานยนต์โดยรวมของจีนเพิ่มขึ้นจาก 4.5% ในปี 2018 เป็น 4.7% ในปี 2019 แต่ยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2019 ราว 1.2 ล้านคัน ก็ดิ่งลง -4% เมื่อเทียบกับของปีที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นการหดตัวของตลาดเป็นครั้งแรกภายหลังการขยายตัวตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ยิ่งเมื่อ Tesla เดินหน้าด้านการผลิตและทำตลาดในจีนอย่างเต็มที่ในปี 2020 ก็คาดว่าจะยิ่งส่งผลให้สตาร์ทอัพจีนต่างตกอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านการแข่งขันที่สูงขึ้นตามไปด้วย

 

การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย ... ตลาดแข่งขันเสรี

 

นับแต่ปี 2015 รัฐบาลจีนได้กำหนดแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมรถยนต์พลังานทางเลือกและแบตเตอรี่ ผ่านนโยบาย Made in China 2025 โดยมุ่งหวังให้จีนกลายเป็นฐานการผลิตและตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

                          อย่างไรก็ดี จีนไม่ต้องการเดินซ้ำรอยความผิดพลาดของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ระบบสันดาปที่อยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันกึ่งผูกขาด ดังนั้น ในการดำเนินนโยบายรถยนต์ไฟฟ้ายุคหลัง รัฐบาลจีนจึงพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมบนพื้นฐานของการแข่งขันเสรี และเปิดให้กิจการต่างชาติสามารถเข้าไปจดทะเบียนประกอบการผลิตในจีนได้

 

                          ด้วยแนวนโยบายดังกล่าว และตัวอย่างการลงทุนตั้งโรงงานของ Tesla ในจีนก็น่าจะมีส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างกระแสความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่างชาติในจีน ซึ่งนำไปสู่การขยายการลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในระดับที่สูงขึ้นอีกด้วย

 

                          ในด้านหนึ่ง เราเห็นผู้ผลิตรถยนต์ระบบสันดาปในจีนหลายรายขยายการลงทุนสู่รถยนต์พลังงานใหม่กัน โดยหนึ่งกระแสข่าวที่สร้างความฮือฮาในช่วงปีที่ผ่านมาได้แก่ การเปิดการเจรจาร่วมทุนระหว่างโตโยต้า (Toyota) กับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับต้นของจีนอย่าง BYD

 

                          นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังดึงดูดผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของต่างชาติให้เข้าไปขยายการลงทุนในจีน ซึ่งนอกจากกรณีของ Tesla แล้ว บีเจอีวี (BJEV) ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 2 ของจีนก็พัฒนาความร่วมมือกับแม็กน่า (Magna) ผู้ผลิตสัญชาติแคนาดา ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าซีรีย์อียู (EU Series) เพื่อการส่งออก  

 

                          รัฐบาลจีนยังมองไปไกลถึงการเพิ่มระดับการแข่งขันเสรีกับเหล่าแบรนด์รถยนต์พรีเมี่ยมที่ใช้ระบบสันดาป อาทิ แบรนด์ อาวดี้ (Audi) เมอร์ซิเดส (Mercedes) และบีเอ็มดับบลิว (BMW) โดยประเมินว่า การเข้าสู่ตลาดรถไฟฟ้าของแบรนด์เหล่านี้จะกลายเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มเป้าหมายในเมืองใหญ่ที่ไม่มีป้ายทะเบียนรถ

 

                          ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น รัฐบาลจีนก็ยังคงแสดงความเชื่อมั่นว่า ตลาดจีนมีขนาดใหญ่และจะเติบโตเพียงพอสำหรับทุกแบรนด์ที่ดีในการประกอบธุรกิจและทำกำไรในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นระบบสันดาปหรือไฟฟ้าก็ตาม แถมยังจะสามารถใช้ความได้เปรียบเชิงขนาดผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศอีกด้วย

 

                          แต่อย่างไรก็ตาม การปรับนโยบายเพื่อเปิดกว้างด้านการลงทุนจากต่างชาติ และการเพิ่มระดับการแข่งขันที่เสรีมากขึ้นก็ยังซ่อนไว้ซึ่งปัญหาในเชิงโครงสร้าง เพราะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุคแรกอยู่ในมือของแบรนด์จีน แต่เพียงไม่นานผู้ผลิตหน้าใหม่ในจีนส่วนใหญ่กลับเป็นกิจการต่างชาติหรือร่วมทุนกับต่างชาติในระดับที่สูงขึ้น ทำให้ระดับของการส่งเสริมจากภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนไป

 

                          และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่เราเห็นรัฐบาลจีนปรับลดระดับการอุดหนุนดังกล่าวในระยะหลัง โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมา เพราะเกรงว่าจะถูกครหาว่ามาตรการอุดหนุนของรัฐบาลจีนจะสร้างประโยชน์แก่ผู้ผลิตต่างชาติมากกว่าผู้ผลิตภายในประเทศ

 

เรื่องปวดหัวและความเสี่ยงเดิม ๆ ... ที่หนีไม่พ้น

 

                          อันที่จริง การเข้าเยี่ยมคารวะผู้นำและผู้บริหารระดับนโยบายเพื่อขอไฟเขียวในการลงทุนโดยต่างชาติ 100% ของ Tesla และการหารือและประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของจีนมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้การลงทุนของ Tesla ในจีนได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการลงทุนในเขตเสรีทางการค้าในนครเซี่ยงไฮ้ ที่ได้พัฒนาระบบการให้บริการรุดหน้าไปมาก ทำให้การผ่านขั้นตอนและขอรับใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างรวดเร็ว

 

                          แต่หลายสิ่งก็มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเกือบทันทีที่ Tesla เปิดโรงงานผลิต ก็ได้รับกระแสเรียกร้องจากผู้ประกอบการในวงการและผู้บริโภคให้เร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน ศูนย์บริการหลังการขาย และจุดชารต์ไฟฟ้าภายในประเทศควบคู่ไปด้วย

 

                          แน่นอนว่า การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศให้เป็นระดับ 100% ภายในสิ้นปี 2020 จะเกิดขึ้นไปพร้อมกับการถ่ายทอดเรียนรู้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ของจีนอย่างเข้มข้นและรวดเร็ว ซึ่งในด้านหนึ่งจะนำไปสู่การตอกย้ำสถานะของการเป็นคลัสเตอร์ด้านการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งในสายตาของชาวโลกในที่สุด

 

                          แต่ในทางกลับกัน เราต่างรู้ดีว่า จีนขึ้นชื่อเรื่องการเป็นนักก๊อปและต่อยอดที่เก่งกาจรายหนึ่งของโลก ดังนั้น หาก Tesla ไม่สามารถปกป้องหรือพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตในจีนของตนเองล่าช้าแล้วล่ะก็ ตลาดของ Tesla อาจถูกแย่งกลับไปอยู่ในมือผู้ผลิตจีนในชั่วพริบตา เหมือนดังที่เราเห็นในหลายอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้

 

                          ในมิติด้านตลาด รัฐบาลจีนก็ต้องการเปลี่ยนตลาดรถยนต์ระบบสันดาปที่ใหญ่ที่สุดในโลกไปสู่ตลาดรถยนต์ระบบไฟฟ้าเพื่อสนองนโยบายการประหยัดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ซึ่งดูเหมือนจีนจะตั้งหลักและเดินหน้าสู่เป้าหมายนี้ได้อย่างรวดเร็ว จนส่งผลให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจากศูนย์เป็นราว 20% ของตลาดโลกในช่วงเวลาเพียง 10 ปี จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราสังเกตเห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีป้ายทะเบียนสีเขียวสดใสแตกต่างจากรถยนต์ระบบสันดาปวิ่งเกลื่อนท้องถนนจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองเอกและเมืองรองระดับ 2 ในปัจจุบัน

 

                          ขณะเดียวกัน ในความพยายามที่จะเพิ่มยอดขายและรายได้ Tesla เองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน เช่น การให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างแบรนด์ Tesla ในตลาดจีน ทำให้บริษัทฯ ต้องให้ความสำคัญกับทุกข้อจำกัดของลูกค้าว่าเป็นปัญหาของตนเองเช่นกัน

 

                          บริษัทฯ ตระหนักดีว่า คนจีนสื่อสารระหว่างกันค่อนข้างมาก และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้รับจากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โลกออนไลน์กำลังเบ่งบานในจีน ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งวิ่งไวดุจสายฟ้า Tesla จึงมุ่งหวังให้ลูกค้าสั่งสมประสบการณ์ในการได้รับบริการที่ดี และเป็นกระบอกเสียงกระจายต่อไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมายรายใหม่

 

                          ในการนี้ Tesla จึงจำต้องใส่ใจในรายละเอียดกับประเด็นมากมายอย่างชนิดที่อาจคาดคิดไม่ถึง ตัวอย่างเช่น การเปิดราคารถยนต์แต่ละรุ่นที่เป็นมาตรฐานเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายพิเศษเพิ่มเติม เราจะไม่เห็นการเรียกค่าจองหรือวางมัดจำล่วงหน้า และค่าจัดส่งรถปรากฏให้เห็น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้บริโภคจีนเกิดความสบายใจว่าไม่ได้ถูกหลอก หรือต้องจ่ายเงินแพงกว่าลูกค้าคนอื่น ซึ่งถือเป็นการเสียหน้า

 

                          นอกจากนี้ เมื่อมีคนมาจองรถ บริษัทฯ จะมีพนักงานขายที่คอยให้บริการแนะนำการใช้ และตอบข้อซักถาม รวมทั้งขอสอบถามและตรวจสอบข้อมูลที่จำเป็นจากลูกค้าอย่างเป็นระบบ อาทิ ความมีอยู่ของจุดจอดรถ สถานที่ติดตั้งจุดชาร์จไฟฟ้า และอื่น ๆ ของลูกค้าแต่ละราย

 

                          บ่อยครั้งที่ทุกอย่างอาจดูพร้อม แต่ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ผู้ดูแลอาคารที่พักหรือสถานที่ทำงานของลูกค้าอาจไม่อนุญาตให้ติดตั้งแท่นชาร์จไฟฟ้า โดยอ้างเหตุผลสารพัด ทีมงานของบริษัทฯ จึงต้องประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้องในรายละเอียด เพื่อมิให้การส่งมอบและรับรถล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้

 

                          อย่างไรก็ดี ด้วยความต้องการสินค้าที่มีอยู่สูง และความใจร้อนของลูกค้าจีนที่ไม่อาจอดใจรอรถในฝันได้นาน จึงทำให้เกิดตลาดสีเทา (Grey Market) ของ Tesla ในจีน โดยมีผู้ซื้อรถล็อตใหญ่และนำเข้ามาขายต่อผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ในบางปี ยอดขายในตลาดดังกล่าวมีสัดส่วนสูงถึงกว่าครึ่งหนึ่งของยอดนำเข้า Tesla โดยรวมเลยทีเดียว

 

                          ผู้ขายเหล่านี้ไม่ใช่ดีลเลอร์ของบริษัทฯ  บางรายอาจเคยเป็นพนักงานของบริษัทฯ ที่ลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัว แต่ด้วยบริการที่ต่ำกว่ามาตรฐานของ Tesla ที่ให้ความสำคัญกับแนวคิดของ “4S Stores” (Services-Spare Parts- Sale-Survey) จึงทำให้ลูกค้าที่ไม่ทราบข้อมูลและที่มาที่ไป เข้าใจผิดกันมาก

 

                          บางรายแสดงความไม่พอใจอย่างมากด้วยการโพสต์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงในโลกอินเตอร์เน็ต หรือนำรถไปทุบประท้วงหน้าโชว์รูมเลยก็มี ทีมสื่อสารองค์กรของบริษัทฯ จึงต้องคัดเลือกคนเก่งและพร้อมทำงานอย่างหนักในเชิงรุก เพื่อเข้ามาประสานงานและแก้ไขสารพัดปัญหาให้แก่ลูกค้า

 

                          ขณะเดียวกัน ด้วยพฤติกรรมความชื่นชอบการขับรถระยะทางไกลของชาวจีน และความสนใจสั่งซื้อรถยนต์ที่กระจายตัวมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ ที่ประสบปัญหาด้านเงินทุนก่อนหน้านี้ ต้องยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวานด้วยการจำกัดตลาดในเชิงภูมิศาสตร์ในระยะแรก โดยเริ่มจากการเจาะตลาดคนที่มีรายได้สูงที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น เป็นเป้าหมายหลักก่อน

 

                          และในราวปี 2015 บริษัทฯ ก็ประสบความสำเร็จในการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและจัดระบบภายในได้ ทำให้สามารถเร่งขยายเครือข่ายโชว์รูม และศูนย์บริการหลังการขายไปยังเมืองรองอื่นได้อย่างรวดเร็ว จนผู้บริโภคชาวจีนต่างสามารถซื้อรถยนต์ Tesla ได้สะดวกและง่ายกว่ารถยี่ห้ออื่น

 

                          นอกจากนี้ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ยังควักเงินลงทุนก่อสร้างสถานีและจุดชาร์จไฟฟ้าด้วยเงินจำนวนมหาศาล เพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภคจีน ณ สิ้นปี 2019 บริษัทฯ ก่อสร้างสถานีควบคุมชาร์จไฟฟ้ามากกว่า 300 สถานี เสาชาร์จไฟฟ้า 2,200 แห่ง และจุดชาร์จไฟฟ้าอีก 2,100 แห่งกระจายในชุมชนต่าง ๆ เช่น ศูนย์ราชการ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และสวนสาธารณะในกว่า 140 เมืองเป้าหมายในจีนเข้าไปแล้ว ซึ่งนับว่ารวดเร็วกว่าที่ใด ๆ ในโลก

 

อนาคตของ Tesla ในจีน ... ผู้นำตลาดอยู่แค่เอื้อม

 

                          ผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์ไฟฟ้าประเมินว่า ยอดขาย Model 3 ในตลาดจีนจะอยู่ระหว่าง 100,000-150,000 คันในปี 2020 ซึ่งหากเปรียบเทียบกับยอดจำหน่ายรถยนต์ของ Tesla ในตลาดโลกในปี 2019 ที่ประมาณ 367,000 คัน ก็สะท้อนว่าตลาดจีนกำลังจะกลายเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของ Tesla ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

 

                          บริษัทฯ ยังประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการอย่างต่อเนื่องตามคำมั่นที่ได้ให้ไว้กับรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ โดยจะเร่งเพิ่มกำลังการผลิตให้สามารถใช้โรงงานที่เซี่ยงไฮ้แห่งนี้คลอดรถยนต์ไฟฟ้ามากถึง 500,000 คันต่อปีในอนาคตอันใกล้

 

                          ขณะที่รถยนต์รุ่นถัดไปที่จะเปิดสายการผลิตในโรงงานดังกล่าวในช่วงต้นปี 2021 ก็ได้แก่ Model Y รถเอสยูวี (SUV) สุดโฉบเฉี่ยว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็หมายความว่า Tesla จะผลิตรถยนต์ Model Y ช้ากว่าการผลิตเป็นครั้งแรกที่สหรัฐฯ เพียงหนึ่งปีเท่านั้น ด้วยศักยภาพด้านการผลิตและตลาดของจีนดังกล่าว การผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ของบริษัทอาจเกิดขึ้นในเวลาที่พร้อมกันใน 2 ประเทศได้ในอนาคตอันใกล้

 

                          นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมยานยนต์โลกยังให้ความเห็นว่า การตัดสินใจเลือกผลิตรถ SUV ซึ่งเป็นที่คลั่งไคล้ของชาวจีนดังกล่าว จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ Tesla สามารถแย่งชิงสัดส่วนทางการตลาดและก้าวขึ้นเป็นผู้นำแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีนและของโลกได้อย่างแท้จริง

 

                          ขณะเดียวกัน เพื่อเก็บเกี่ยวประโยชน์จากแนวโน้มตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนที่คาดว่าจะขยายตัวราว 6-7 เท่าตัวในช่วง 5 ปีข้างหน้า Tesla ก็เตรียมแผนจะสร้างสีสันครั้งใหญ่ด้วยการนำเอา Model S Sedan และ Model X SUV ที่หรูหรามากกว่าเข้าสู่ตลาดจีน รวมทั้งรถบรรทุกไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในจีนในลำดับถัดไป

 

                          ประการสำคัญ Tesla ยังก้าวไปอีกระดับด้วยการวางแผนจะลงทุนก่อสร้างศูนย์ออกแบบและวิศวกรรมศาสตร์ (Design and Engineering Center) ในเซี่ยงไฮ้เพื่อออกแบบและพัฒนาเทคโนโลยีต้นแบบก่อนผลิตเพื่อป้อนตลาดโลกอีกด้วยในอนาคต

 

                          นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ตกลงกับรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ว่าจะจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ปีละ 2,230 ล้านหยวนนับแต่ปี 2023 เป็นต้นไป ซึ่งแน่นอนว่า รัฐบาลของหลายมณฑล/มหานครในจีนต่างก็จับตามองแผนการขยายการลงทุนในโรงงานผลิตของ Tesla สู่แห่งที่สองในจีนอย่างใจจดใจจ่อ และต้องการเชื้อเชิญให้บริษัทฯ เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานแห่งใหม่ด้วยเงื่อนไขด้านภาษีและมาตรการอุดหนุนที่ดีเช่นกัน ซึ่งนั่นหมายความว่า หากแนวโน้มเป็นเช่นนี้ บริษัทฯ ก็อาจสยายปีกกว้างขึ้นในเมืองอื่นของจีนในอนาคตอันใกล้

 

รัฐบาลจีน-Tesla ... พันธมิตรคู่ใหม่ของโลกยานยนต์ไฟฟ้า

 

                          ในขณะที่จีนกำลังเดินหน้าพัฒนาสู่การเป็นฐานการผลิตและตลาดยานยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่สุดของโลก เพื่อช่วยตอบโจทย์นโยบายสีเขียว การประหยัดพลังงาน และเตรียมตัวต่อยอดสู่รถยนต์ไฟฟ้าแห่งโลกอนาคต บนพื้นฐานของการแข่งขันเสรีและผ่านมาตรการหลายอย่างที่ไม่เคยปรากฏในประเทศอื่น

 

                          ระดับการแข่งขันที่สูงขึ้นนี้เองก็ทำให้ผู้ผลิตรถไฟฟ้าในจีนต่างให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา และนำเอานวัตกรรมเข้ามาปรับปรุงคุณภาพสินค้าอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ซึ่งสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภคในจีนทั้งในเชิงราคาและคุณภาพ

 

                          ขณะเดียวกัน Tesla เองก็ประสบความสำเร็จในการประทับรอยเท้าและสร้างแบรนด์อย่างแข็งแกร่งในตลาดจีน การขอใบอนุญาตตั้งโรงงานผลิตในจีนที่ปกติใช้เวลา 2-3 ปีลดลงเหลือเพียง 2-3 เดือน นับว่ารวดเร็วเป็นประวัติการณ์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้ Tesla สามารถเปลี่ยนความเสียเปรียบไปสู่ความได้เปรียบด้านราคาในระยะเวลาอันสั้น  

 

                          สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากรัฐบาลจีน และยังเป็นการตอกย้ำในเชิงภาพลักษณ์อันดีในเวทีการลงทุนระหว่างประเทศว่า จีนเปิดตลาดแก่กิจการต่างชาติตามนโยบายใหญ่ที่รัฐบาลประกาศไว้ก่อนหน้านี้  

 

                          ในทางกลับกัน บริษัทก็สร้างประโยชน์ตอบแทนในเชิงเศรษฐกิจมากมายเช่นกัน นอกเหนือจากการจ้างงานคุณภาพแล้ว Tesla ยังเดินหน้าพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่สู่แดนมังกรอย่างจริงจัง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะเดียวกันก็กำลังก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดจีนอย่างแท้จริง จนกลายเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคลัสเตอร์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีน

 

                          ศักยภาพด้านการผลิตและตลาดภายในประเทศดังกล่าวยังช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศได้อีกด้วย ซึ่งนั่นเท่ากับว่า รัฐบาลจีนกำลังพยายามเปลี่ยนสถานะของการนำเข้า Tesla และการบ่มเพาะสตาร์ทอัพไปสู่การเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้าที่พร้อมสรรพ และจะนำไปสู่การเป็นประเทศผู้ส่งออกและผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าของโลกในอนาคต

 

                          เพียงไม่ถึง 10 ปี รัฐบาลจีนและ Tesla กำลังพัฒนาความร่วมมือสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์คู่ใหม่ที่เอื้อประโยชน์ระหว่างกันในระยะยาว ในด้านหนึ่ง ตลาดจีนกำลังกลายเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่สุดของบริษัทฯ ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง Tesla ก็ช่วยขับเคลื่อนให้จีนกลายเป็นผู้นำด้านการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของโลก

 

                          ความเชื่อมโยงระหว่าง Tesla และมัสก์กำลังขยายวงไปสู่จีนในอนาคตอันใกล้ คำถามที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ไทยเราจะเรียนรู้และเกาะเกี่ยวไปกับการเติบโตนี้ได้บ้างหรือไม่ อย่างไร เผื่อว่าความฝันที่ผมอยากเห็นความเชื่อมโยงของแบรนด์ที่แข็งแกร่งอย่าง Tesla-มัสก์-จีน-ไทย จะเกิดเป็นจริงบ้างในอนาคต

 

 

ที่่มา https://www.thansettakij.com/content/422319

https://www.thansettakij.com/content/421685

Announcement: 
0

Facebook Comments Box