เมื่อมังกรหลุดพ้นจากความยากจน

27 January 2021
Source: 
ฐานเศรษฐกิจ

                          หนึ่งในเป้าหมายหลักในปีนี้ที่รัฐบาลจีนภายใต้การนำของท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้ความสำคัญก็คือ การทำให้ “คนยากจนหมดสิ้นไปจากแผ่นดินจีน” คำถามที่น่าสนใจก็คือ รัฐบาลจีนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ และหากเกิดขึ้นได้จริง ก็เกิดคำถามที่ใหญ่กว่าก็คือ จีนทำได้อย่างไร เพราะหากมองย้อนหลังไป 70 ปีนับแต่ยุคก่อตั้งประเทศ จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และอาจกล่าวได้ว่า คนจีนเกือบทั้งประเทศจำนวนหลายร้อยล้านคนมีฐานะยากจน หรือหากมองย้อนกลับไปเมื่อครั้งท่านเติ้ง เสี่ยวผิงประกาศเปิดจีนสู่โลกภายนอกครั้งใหม่ราว 40 ปีก่อน จีนก็ยังยากจนและล้าหลังกว่าไทยมาก!

 

ทำไมจีนใส่ใจกับปัญหาความยากจน

 

                          เมื่อครั้งประกาศเปิดประเทศสู่โลกภายนอกครั้งใหม่ ท่านเติ้ง เสี่ยวผิงได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า “ความยากจนไม่ใช่ระบอบสังคมนิยม” นับแต่นั้นเป็นต้นมา จีนก็เดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างจริงจังผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขยายตัวในอัตราเฉลี่ยเกือบ 10% ต่อปีในช่วง 4 ทศวรรษต่อมา

 

                          ภายหลังความสำเร็จในช่วง 30 ปีแรกหลังการเปิดประเทศที่พึ่งพาภาคการต่างประเทศและการลงทุนของภาครัฐเป็นกลไกสำคัญ รัฐบาลจีนก็ตระหนักดีถึงความผันผวนและเปราะบางของเศรษฐกิจโลกในช่วง 10 ปีหลัง จึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องอาศัยกลไกใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อเปลี่ยน “โรงงานของโลก” ไปเป็น “ตลาดของโลก” และยกระดับจีนให้ก้าวข้ามสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอนาคต

 

                          เราสังเกตเห็นการลงทุนของภาครัฐในโครงการต่าง ๆ เป็นจำนวนมากเพื่อสร้างเวทีใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจ และความกินดีอยู่ดีให้แก่พี่น้องชาวจีน อันส่งผลให้ภาคการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาครัฐเพิ่มบทบาทต่อเศรษฐกิจโดยรวมของจีน และลดระดับการพึ่งพาภาคการต่างประเทศในเชิงเปรียบเทียบ

 

                          แต่ความท้าทายในการพัฒนาเศรษฐกิจตามระบบทุนนิยม และการเสริมสร้างรากฐานทางการเมืองและสังคมภายใต้ระบอบสังคมนิยมก็คือ ทำอย่างไรจะลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน และจะยกระดับฐานะความเป็นอยู่และขจัดความยากจนให้สูญสิ้นไปจากแผ่นดิน

 

                          ในปลายปี 2012 รัฐบาลจีนได้เริ่มประกาศนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจน และตั้งเป้าหมายที่จะขจัดความยากจนของภาคประชาชนให้หมดสิ้นภายในสิ้นปี 2020 นับแต่นั้นมา รัฐบาลจีนก็มุ่งมั่นตั้งใจที่จะเดินทางไกลอีกครั้งเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งสะท้อนผ่านคำกล่าวของท่านสี จิ้นผิงเมื่อปีที่ผ่านมาว่า “เราจะไม่ทิ้งคนยากจนไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว” ทั้งที่ ตอนนั้น จีนยังมีคนยากจนอยู่อีกกว่า 10 ล้านคน

 

โอกาสความสำเร็จ ... ท้าทายยิ่ง

 

                          ในการดำเนินนโยบายดังกล่าว จีนเผชิญกับความท้าทายในหลายระดับ ประการแรก จีนมีคนยากจนอยู่เป็นจำนวนมาก จำนวนคนยากจนที่มากมายดังกล่าวทำให้การแก้ไขปัญหาต้องใช้เวลานาน ซึ่งนำไปสู่ข้อเรียกร้องที่มากขึ้นและสูงขึ้นโดยลำดับ เหล่านี้กลายเป็นความท้าทายใหม่สำหรับรัฐบาลจีน

 

                          คนยากจนในยุคหลังเรียกร้องมากกว่าปัจจัย 4 และยังสูงขึ้นในเชิงคุณภาพ เราจึงเห็นคนยากจนของจีนในปัจจุบันไม่เพียงแค่เรียกร้องหลังคาบ้านเพื่อกันแดดฝน อาหารประทังชีวิต เสื้อผ้ากันหนาว และบริการรักษาพยาบาล แต่ยังเรียกร้องไปถึงการกำหนดเส้นแบ่งความยากจนที่สูงขึ้น และบริการสาธารณะที่มีคุณภาพ อาทิ การศึกษาภาคบังคับ บริการสาธารณสุข และการประกันสังคม

 

                          ประการถัดมา คนยากจนเหล่านี้ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท มีระดับการอ่านออกเขียนได้น้อย และกระจัดกระจายทั่วประเทศอันกว้างใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนกลางและด้านซีกตะวันตกของประเทศ ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศและอากาศที่แตกต่างกันมาก แถมพื้นที่ด้านซีกตะวันตกก็มีความหนาแน่นของประชากรโดยเฉลี่ยอยู่น้อย แต่กลับมีจำนวนและระดับความยากจนอยู่สูง เหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงระดับความซับซ้อนของปัญหาที่มีอยู่

 

                          ยิ่งเมื่อพิจารณาระดับความเจริญทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันก็พบว่า เส้นแบ่งความยากจนที่จีนกำหนดไว้ที่ปีละ 2,300 หยวนเมื่อปี 2010 และปรับขึ้นเป็นระยะตามความเท่าเทียมด้านกำลังซื้อ โดยอยู่ที่ 4,000 หยวน ณ สิ้นปี 2019 ก็ยังถือว่าต่ำเกินไปสำหรับพื้นที่ด้านซีกตะวันออกที่มีค่าครองชีพสูง

 

                          ยกตัวอย่างเช่น มณฑลเจียงซู ซึ่งมีประชากรราว 80 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากมณฑลกวางตุ้ง และมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเป็นอันดับต้น ๆ ของจีน กำหนดเส้นแบ่งความยากจนไว้ที่ 6,000 หยวน ซึ่งแม้จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ แต่คนส่วนใหญ่กลับเห็นว่าเป็นการยากที่คนจะใช้ชีวิตในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมหากมีระดับรายได้ดังกล่าว

 

                          ดังนั้น เมื่อรัฐบาลท้องถิ่นประกาศว่า ณ สิ้นปี 2019 มณฑลเจียงซูมีระดับการแก้ไขปัญหาความยากจนลุล่วงไปแล้ว 99.99% จากจำนวน 16.6 ล้านคนเมื่อสิ้นปี 2018 เหลือเพียง 17 คนใน 6 ครัวเรือน ก็นำไปสู่กระแสความไม่พอใจในโลกออนไลน์ที่ไม่อาจรักษามาตรฐานการครองชีพของตนเอาไว้ได้เช่นเดิม แต่ก็ยังมีระดับรายได้ไม่ต่ำพอที่จะขอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

 

                          ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ คนยากจนเหล่านี้ยังมีความแตกต่างด้านเผ่าพันธุ์ เพศ ศาสนา และวัฒนธรรม บางส่วนก็ยังมีปัญหาการเมืองทับซ้อนอยู่อีกด้วย อาทิ ทิเบต และซินเจียง ซึ่งทำให้รัฐบาลจีนต้องดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ อาทิ การปลดล็อกข้อจำกัดส่วนแรกด้วยการเปิดให้คนในพื้นที่มีอิสระในการนับถือศาสนา และการเดินหน้าแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเข้มข้นคู่ขนานกันไป

 

                          ตัวอย่างเช่น ในปี 2019 รัฐบาลทิเบตได้ดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่บนหลักการและเป้าหมายของการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยสามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวทิเบตในเมืองกว่า 10% และในชนบท 13% จากปีก่อน และสร้างงาน 52,000 ตำแหน่ง ทำให้ในเมืองมีอัตราการว่างงานเหลือเพียงราว 3%

 

                          ขณะเดียวกัน รัฐบาลซินเจียงได้จัดสรรเงินกว่า 37,560 ล้านหยวนผ่านโครงการมากมายเพื่อการบรรเทาปัญหาความยากจน อาทิ การจัดหาน้ำดื่มสะอาดแก่คนยากจนในพื้นที่รวม 346,000 คน และที่พักปลอดภัยแก่ 9,355 ครัวเรือน ทำให้คนซินเจียงจำนวน 645,000 คนก้าวข้ามเส้นแห่งความยากจน อัตราคนยากจนลดจาก 6.1% เมื่อปีก่อน เหลือ 1.2% เมื่อสิ้นปี 2019

 

                          โดยสรุป ในภาพรวม รัฐบาลจีนช่วยให้ประชาชนราว 800 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ย 20 ล้านคนต่อปี คิดเป็นจำนวนรวมมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรจีนทั้งหมด หรือมากกว่าจำนวนประชากรของยุโรปทั้งทวีป และหากนับเฉพาะช่วง 5 ปีในเทอมแรกของท่านสี จิ้นผิง ก็พบว่า จีนทำให้คนหลุดพ้นจากความยากจนราว 37,000 คนต่อวัน

 

                          แน่นอนว่า จำนวนดังกล่าวมากกว่าที่ประเทศใด ๆ ในโลกสามารถทำได้ในประวัติศาสตร์โลก คิดเป็นกว่า 70% ของจำนวนโดยรวมของโลก ส่งผลให้องค์กรสหประชาชาติซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ พลอยได้รับผลงานชิ้นโบว์แดงจากความสำเร็จดังกล่าวไปด้วย

 

ปัจจัยเอื้อ วิธีการถูกต้อง เหมาะสม ... ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้น

 

                          คำถามสำคัญว่า ทำไมรัฐบาลจีนสามารถทำสิ่งที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นจริง ในเชิงมหภาค  ความต่อเนื่องเชิงนโยบายและการบริหารงานของจีนเป็นกลไกสนับสนุนที่ดี ผู้บริหารระดับสูงของจีนอยู่ในตำแหน่งวาระละ 5 ปี และส่วนใหญ่อยู่ 2 เทอมต่อเนื่องกัน ซึ่งเท่ากับ 10 ปี เท่านั้นยังไม่พอ การสานต่อนโยบายจากผู้นำรุ่นก่อนเป็นเสมือนภาคบังคับที่ผู้นำรุ่นต่อไปยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์ทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางยึดโยงทิศทางและความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย  

 

                          นอกจากนี้ ความเป็นผู้นำของผู้บริหารพรรคคอมมิวนิสต์ยังมีลักษณะพิเศษยิ่ง เพราะจีนมีประชากรจำนวนมาก ผู้นำที่ผ่านการคัดกรองมาจึงล้วนเป็นยอดฝีมือในแต่ละสมัย ประการสำคัญ ผู้นำเหล่านั้นไม่ต้องการเพียงการมีชื่อว่าดำรงตำแหน่งเหล่านั้น หลายท่านมีภารกิจต้องสานต่อชื่อเสียงหรือแก้ไขภาพลักษณ์ของบรรพบุรุษ หรือมองไกลถึงการเป็นรัฐบุรุษของแผ่นดิน ต้องการฝากชื่อเสียงวงศ์ตระกูลให้อยู่ในดวงใจชาวจีนชั่วรุ่นลูกหลาน

 

                          ด้วยระดับของปัญหาที่ใหญ่ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ การมุ่งหวังบรรลุเป้าหมายของนโยบายนี้จึงต้องมีแนวทางที่ถูกต้องและการดำเนินมาตรการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจีนได้เดินหน้านโยบายบนหลักการ “จิงจุ่นฝูผิน” (Jing Zhun Fu Pin) หรือแปลเป็นไทยว่า “แม่นยำและเป็นรูปธรรม”

 

                          การเป็นคนยากจนจริง การดำเนินโครงการอย่างถูกต้อง การใช้เงินอย่างแม่นยำ การเลือกมาตรการที่ตรงกลุ่ม การคัดสรรผู้ให้ความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับปัญหา และการใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพ นับเป็นเงื่อนไขภาคบังคับที่ใช้ในการดำเนินโครงการ

 

                          ก่อนการเสนอแนะและดำเนินโครงการความช่วยเหลือใด ๆ การวิเคราะห์ปัญหาพื้นฐานของแต่ละพื้นที่นับเป็นเงื่อนไขภาคบังคับ อาทิ ปัญหาน้ำท่วมภัยแล้ง การขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นถนน ตลาด และน้ำสะอาด ทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง การขาดการศึกษาและทักษะฝีมือ หรือแม้กระทั่งสัดส่วนของผู้หญิงและคนวัยทำงาน ความไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ห่วงโซ่แห่งคุณค่า และเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ขณะเดียวกัน การสนับสนุนส่งเสริมการเพาะปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรในชนบทก็ต้องเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ความต้องการของตลาด และปัจจัยอื่น

 

                          รัฐบาลจีนยังปลูกฝังทัศนคติที่เหมาะสมกับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อมิให้คนยากจนขัดขวางการปรับสู่ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของส่วนรวม หรือเอาแต่แบมือขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล

 

                          ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็พยายามระดมสรรพกำลัง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนและทรัพยากรเพื่อสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องจากทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ การจัดตั้งกองทุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำและทรัพยากรการตลาดเพื่อการอุดหนุนแก่เกษตรกรในพื้นที่ชนบท แม้กระทั่ง การป้องกันและปราบปรามคอรัปชั่นยังถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการสนับสนุนการดำเนินนโยบายดังกล่าว

 

                          การดำเนินโครงการจึงมิใช่ลักษณะ “เสื้อฟรีไซส์” แต่แฝงไว้ซึ่งความหลากหลายและยืดหยุ่น ผสมผสานเข้ากับความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างบูรณาการข้ามขอบเขตของอำนาจหน้าที่ พื้นที่ องค์กร และภาคเศรษฐกิจ โดยในบางพื้นที่ รัฐบาลท้องถิ่นใช้เงินกองทุนเพื่อการสร้างความกระชุ่มกระชวยในชนบทอย่างบูรณาการ การก่อสร้าง/ปรับปรุงถนนหนทางเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าเกษตรจากชนบทสู่ชุมชนเมือง และการลงทุนเปิดร้านในพื้นที่ท่องเที่ยวและการค้าออนไลน์

 

                          ขณะที่คนในบางหมู่บ้านยังอาจได้รับความช่วยเหลือด้านการศึกษาเพื่อหวังยกระดับความสามารถในการประกอบอาชีพ กล่าวคือ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้สร้างและขยายโรงเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาหลายแสนแห่ง ควบคู่ไปกับเพิ่มจำนวนครูเกือบสองล้านตำแหน่ง ซึ่งช่วยการพัฒนานักเรียนหลายสิบล้านคน

 

                          นอกจากนี้ รัฐบาลยังกระตุ้นด้านนวัตกรรม ส่งเสริมการลงทุนในกิจการขนาดจิ๋วและขนาดย่อม และจัดหาและฝึกอบรมแก่คนยากจนให้มีทักษะฝีมือและได้ตำแหน่งงานที่เหมาะสมอีกด้วย ว่าง่าย ๆ ภาครัฐมุ่งเน้นการสร้างอาชีพที่เหมาะสมแก่คนยากจนเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน ดังคำกล่าวที่ว่า “สอนตกปลา” ดีกว่า “ให้ปลา” 

                          ทั้งนี้ ในการเดินทางไกลเพื่อลงพื้นที่ปฏิบัติงานในชนบท เจ้าหน้าที่ของรัฐจะสำรวจและสร้างฐานข้อมูลอย่างละเอียด อาทิ การมีปัญหาด้านสุขภาพและทุพพลภาพของ แต่ละครอบครัว รวมทั้งดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาปัญหาความยากจนอย่างใกล้ชิด โดยเจ้าหน้าที่จะบันทึกผลการลงพื้นที่ในแต่ละสัปดาห์ อาทิ ข้อมูลสถานะความยากจน ซึ่งรวมถึงที่ดิน รายได้ และเงินอุดหนุน

 

                          เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจีนยังตั้งและทบทวนเป้าหมายย่อยเป็นระยะ อาทิ การกำหนดเป้าหมายการลดจำนวนคนยากจนในแต่ละพื้นที่ด้านตะวันออก-ตอนกลาง-ซีกตะวันตก และจำนวนเขต/ชุมชนที่จะหลุดพ้นจากความยากจนในแต่ละปี

 

                          นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังมอบหมายให้คณะกรรมการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไปเกี่ยวข้องกับ 108 หน่วยงานระดับท้องถิ่น และแทรกตัวเข้าไปถึงระดับหมู่บ้านและชุมชน ซึ่งครอบคลุมถึง 11,000 ตำบล หน่วยงานระดับกรม กิจการเอกชน และสถาบันที่เกี่ยวข้องรวม 59,000 แห่ง และองค์กรระดับหมู่บ้านรวมถึง 225,000 แห่ง

 

ความสำเร็จของจีน ... ความสุขของมวลมนุษยชาติ

 

                          ผมเชื่อว่าผู้อ่านเองก็คงเป็นกำลังใจให้รัฐบาลจีนเอาชนะปัญหาความยากจน ไม่ใช่เพราะท่านมีเชื้อสายจีน หรือคบค้ากับชาวจีน แต่คงเห็นด้วยกับผมว่า ความยากจนเป็นปัญหาพื้นฐานที่นำไปสู่หลายปัญหาต่อเนื่อง ความสำเร็จในการช่วยเหลือคนจีนให้หลุดพ้นจากความยากจนจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และสภาพสังคมของจีนดีขึ้น และนำไปสู่แรงบันดาลใจให้รัฐบาลของประเทศอื่นเดินหน้านโยบายดังกล่าวเพื่อสังคมโลกโดยรวมที่ดีขึ้น

 

                          ด้วยความมุ่งมั่นชัดเจน ปัจจัยเอื้อ และวิธีการที่เหมาะสม ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า รัฐบาลจีนจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ในสิ้นปีนี้ เพื่อฉลอง 100 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนในสิ้นปี 2020 อย่างยิ่งใหญ่

 

                          ถึงเวลาหรือยังที่คนไทยจะมาร่วมแรงร่วมใจช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนของเรา ...

 

 

ที่มา https://www.thansettakij.com/content/columnist/419642

 

Announcement: 
0

Facebook Comments Box