จีนพลิกฟื้นเศรษฐกิจยุคหลังโควิด-19 ด้วยเทศกาลดับเบิ้ล 5

27 January 2021
Source: 
ฐานเศรษฐกิจ

                          นับแต่การแพร่เชื้อโควิด-19 อุบัติขึ้น สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจีนแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ การให้ความสำคัญสูงสุดกับเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน

 

                          ในความพยายามที่ต้องการควบคุมการแพร่กระจายของโควิด-19 เป็นอันดับแรก รัฐบาลจีนดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้นมากมาย โดยเฉพาะการประกาศปิดเมือง การลดการเดินทางของประชาชน และการเคลื่อนย้ายของสินค้า จนทุกสิ่งในจีนแทบหยุดนิ่ง

 

                          แต่ความสำเร็จในการแก้ปัญหาวิกฤติโควิด-19 อย่างยอดเยี่ยมชนิดโลกตะลึงทำให้ภาพความสิ้นหวังและหดหู่เมื่อไม่กี่วันก่อนกลับมลายหายสิ้นอย่างรวดเร็ว จีนในวันนี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ...

 

การเปลี่ยนเกียร์ ... เร่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

 

                          หากมองย้อนกลับไปในช่วงวิกฤติ จีนต้องเผชิญกับความท้าทายและปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกิดขึ้นกับ SMEs จำนวนกว่า 50 ล้านราย เป็นสิ่งหนึ่งที่กดดันอย่างมาก

 

                          การไม่ได้ประกอบธุรกิจต่อเนื่องหลายเดือนทำให้กิจการเหล่านี้ไม่มีกระแสเงินสดเข้ามาสูบฉีด กอปรกับกำลังทรัพย์และกำไรที่ค่อนข้างจำกัดอยู่เป็นทุนเดิม ก็ยิ่งทำให้ SMEs เหล่านี้เผชิญกับปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวในเวลาอันรวดเร็ว

 

                          ขณะเดียวกัน แรงงานนับล้านคนตกงาน หรือไม่ได้รับเงินเดือนและผลตอบแทนอย่างที่เคยแม้ว่าจะทำงานจากที่บ้านก็ตาม ธุรกิจหลายรายอาจถึงขั้นล้มละลาย และหมิ่นเหม่ที่จะล้มพับต่อกันเป็นโดมิโน

 

                          ดังนั้น ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-กลางเดือนเมษายน รัฐบาลจีนจึงออกมาตรการเร่งด่วนที่มุ่งเน้นการชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19

 

                          อย่างไรก็ดี เมื่อปัญหาด้านสาธารณสุขได้รับการแก้ไขจนลุล่วง รัฐบาลจีนก็เริ่มเปลี่ยนเกียร์ไปสู่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในทันที เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลายส่วนถูกเร่งความเร็วโดยลำดับ กิจการภาครัฐและเอกชนกลับมาเปิดเกือบเต็ม 100% ขณะที่แรงงานกลับมาใช้ชีวิตของคนทำงานดั่งที่เคยเป็น

แหล่งอุตสาหกรรมหนักในหลายมณฑล อาทิ ซานตง เจียงซู อันฮุย เจ้อเจียง ฝูเจี้ยน และกวางตุ้งที่เคยเดินสายการผลิตเพียง 30-40% ของกำลังการผลิตโดยรวมในช่วงเดือนเมษายนก็กลับมาเดินเครื่องเต็มตัวอีกครั้ง ส่งผลให้ดัชนีผู้จัดการจัดซื้อก็ขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

                          แต่ละเมืองเปิดประตูกว้างไม่เว้นแม้แต่เมืองอู่ฮั่นที่เป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาด ขณะเดียวกัน บริการขนส่งสาธารณะภายในและระหว่างเมืองเปิดให้บริการอย่างเต็มพิกัด

 

                          ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกก็ทยอยเปิดบริการ สถาบันการศึกษาในจีนเริ่มเปิดการเรียนการสอนในห้อง ทางด่วน สนามบิน และท่าเรือเกือบทั้งหมดก็เปิดให้บริการเป็นปกติ ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานในจีนและระหว่างประเทศที่ขาดสะบั้นไปหลายเดือนกลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง

 

                          ปลายเดือนเมษายน มาตรการสวมหน้ากากอนามัยขณะอยู่นอกบ้าน การรักษาระยะห่างทางสังคม และเงื่อนไขอื่นๆ ทยอยถูกผ่อนคลายและยกเลิกไปในที่สุด แต่คนจีนส่วนหนึ่งก็ยังกล้าๆ กลัวๆ จึงยังคงใส่หน้ากากโดยสมัครใจ

 

                          รัฐบาลจีนยังขยายจำนวนวันหยุดในช่วงฉลองวันแรงงานจากปกติ 3 วันเป็น 5 วันในปีนี้ เพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากออกมาใช้ชีวิตนอกบ้าน เพื่อรับแสงแดดและสูดอากาศบริสุทธิ์ในฤดูใบไม้ผลิที่แสนอบอุ่นอย่างที่เคย ส่งผลให้สถานที่ท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยส่วนใหญ่กลับมาคึกคักอีกครั้ง

 

                          อย่างไรก็ดี ยอดนักท่องเที่ยวหายไปราว 40% ขณะที่ยอดการจับจ่ายใช้สอยหดหายไปกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเพราะการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ใช้เวลาอยู่ในบ้านและการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น แต่ก็นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “สภาวะปกติใหม่” ของจีนที่ยอดเยี่ยม

 

                          นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังส่งสัญญาณเชิงบวกเพื่อเพิ่มความมั่นใจของภาคประชาชนในอีกระดับหนึ่งเมื่อประกาศวันประชุมสภาที่ปรึกษาทางการเมือง และสภาประชาชนแห่งชาติในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม

 

                          หลายฝ่ายคาดว่า การประชุมแห่งชาติ ณ กรุงปักกิ่งที่เลื่อนจากเดือนมีนาคมในครั้งนี้จะแตกต่างจากเดิมอยู่มาก โดยในด้านเศรษฐกิจ นอกจากจะให้ความสำคัญกับเป้าหมายใหญ่ในการเร่งขจัดปัญหาความยากจนให้หมดจากแผ่นดินจีนแล้ว ที่ประชุมอาจจะขยายไปครอบคลุมประเด็นการกระตุ้นและปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงลึกในยุคหลังโควิด-19

 

                          อย่างไรก็ดี รัฐบาลจีนตระหนักดีกว่า พลังของภาคการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศได้หดหายไปมาก และจะต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าจะกลับมาดังเดิม จีนจึงหันไปให้ความสนใจกับกลไกที่กำกับควบคุมได้มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนของภาครัฐ และการบริโภคภายในประเทศ

 

                          ในการใช้ประโยชน์จากภาคการบริโภคภายในประเทศ หนึ่งในโครงการที่สร้างความฮือฮาในจีนในช่วงนี้ก็คือ การจัดเทศกาลจับจ่ายใช้สอยครั้งใหญ่ทั่วประเทศ

 

เทศกาลช้อปปิ้งดับเบิ้ล 5 … แคมเปญส่งเสริมการขายในฝัน

 

                          เทศกาลช้อปปิ้งดับเบิ้ล 5 (Double Five Shopping Festival) ถูกออกแบบเพื่อให้ช่วยชดเชยการหดหายไปของการจับจ่ายใช้สอยในช่วงวิกฤติโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศกาลตรุษจีน ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการใช้จ่ายเงินที่สำคัญสุดของชาวจีน และหวังให้เป็นกลไกผลักดันให้เกิดอุปสงค์การช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ ทำให้แคมเปญนี้เต็มไปด้วยความแปลกใหม่และความสร้างสรรค์ของโลกแห่งการช้อปปิ้งในจีน

 

                          โครงการนี้มีลักษณะพิเศษในหลายส่วน ประการแรก โครงการนี้อุดมไปด้วยแคมเปญส่งเสริมการขายครั้งแรกสุดในยุคหลังโควิด-19 ของจีน และยังเป็นโครงการระดับประเทศที่รัฐบาลของหลายมณฑล/มหานครให้การสนับสนุนส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมอย่างเต็มที่ ทำให้กิจการและแบรนด์ชั้นนำทั้งจีนและเทศต่างเข้ามาร่วมแบบจัดเต็ม อาทิ ซูหนิง (Suning) หลุยส์วิตตอง (Louis Vuitton) โค้ช (Coach) เอสเต้ลอเดอร์ (Estee Lauder) ดิออร์ (Dior) จิวองชี่ (Givenchy) เกอร์แลง (Guerlain) ลอริอัล (L'Oreal) อาดิแดส (Adidas) เทสล่า (Tesla) และไดซัน (Dyson)

 

                          นอกจากนี้ โครงการนี้ยังมีความพิเศษสุดในมิติด้านความใหญ่-ยาว-แรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยครอบคลุมกว่า 800 กิจกรรมพิเศษที่ลากยาวต่อเนื่องตลอด 2 เดือน (พฤษภาคม-มิถุนายน) ซึ่งจะเป็นช่วงคาบเกี่ยวกับหลายวันหยุดยาวและเทศกาลของจีน อาทิ วันแรงงาน วันเด็ก และเทศกาลบ๊ะจ่าง

 

                          ขณะเดียวกัน โครงการยังมีระดับการส่งเสริมการขายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ อาทิ การแจกอี-คูปองของหลายแพล็ตฟอร์มในมูลค่ารวมหลายหมื่นล้านหยวน และส่วนลดอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากยิ่งกว่าช่วงแคมเปญวันคนโสด หรือ 11/11 เสียอีก

 

                          แคมเปญนี้ยังได้รับความร่วมมือจากแพล็ตฟอร์มการค้าออนไลน์ชั้นนำของจีนอย่างเช่น อาลีบาบา (Alibaba) จินตง (JD.com) ซีทริป (Ctrip) และเหม่ยถวน เตี่ยนผิง (Meituan Dianping) ที่นำเสนอสินค้าและบริการมากมายหลายประเภทอย่างชนิดคาดไม่ถึง อาทิ สินค้าแฟชั่น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ บริการตกแต่งบ้าน และบริการท่องเที่ยว

 

                          กลุ่มอาลีบาบา (Alibaba) ใช้แพล็ตฟอร์มในเครือข่ายเชื่อมโยงกับร้านค้าปลีกนับแสนรายนำเอาสินค้าพิเศษจำนวนมากจากหลายแหล่งมาเสนอขาย อาทิ นครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเจ้อเจียง และมณฑลหูเป่ยที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติโควิด-19 มาร่วมแคมเปญ ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากผู้บริโภคชาวจีน

 

                          เทนเซ้นท์โฮลดิ้งส์ (Tencent Holdings) เจ้าของสื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่างวีแชต ก็ร่วมมือกับแบรนด์ดังระหว่างประเทศอย่างวอลมาร์ท (Walmart) มูจิ (Muji) เอชแอนด์เอ็ม (H&M) และสตาร์บักส์ (Starbucks) แจกอีคูปองส่วนลดผ่านวีแชตในมูลค่ารวมถึง 2,000 ล้านหยวน ขณะที่แพล็ตฟอร์มเฉพาะทางอย่างเหม่ยถวนเตี่ยนผิง (Meituan Dianping) เอ้อเลอมา (Ele.me) และซีทริป (Ctrip) ก็ให้ส่วนลดและคูปองในการใช้บริการร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และโรงแรม

 

                          พินตัวตัว (Pinduoduo) แพล็ตฟอร์มขายสินค้าราคาพิเศษออนไลน์ชื่อดังของจีน นำเอารถยนต์ใหม่จำนวน 25 คันมาขายลดราคา 50% แน่นอนว่าผู้สนใจแย่งกันซื้อหมดในเวลาเพียงชั่วอึดใจ

 

                          เมโทร เอจี (Metro AG) ไฮเปอร์มาร์กเก็ตค้าส่งจากเยอรมนี ยังนำเอาสินค้า 500 ประเภทจากกว่า 30 ประเทศมาร่วมรายการ โดยบางส่วนของสินค้าเหล่านี้ถูกนำเสนอในงานแสดงสินค้านำเข้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง China International Import Expo เมื่อปีที่ผ่านมา

 

                          นอกจากนี้ ยังจะมีอีกราว 40 บริษัท และ 60 แบรนด์ระดับโลกที่จะจัดกิจกรรมเปิดตัวสินค้าพิเศษรุ่นใหม่อีกกว่า 80 งานในช่วง 2 เดือนนี้ หลายแบรนด์ประกาศนำเอาสินค้าที่ดีที่สุดมาเปิดตัวในตลาดจีนก่อนที่ใดๆ ในโลก แบรนด์เครื่องสำอางต่างขนเอาน้ำหอมและลิปสติกตัวใหม่มายั่วใจ แบรนด์สินค้าแฟชั่นก็นำเอาคอลเล็กชั่นใหม่มาอวดโฉมกัน ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มจากชาติตะวันตกก็นำเอาแชมเปญตัวท็อปมาให้ชาวมังกรได้ดื่มฉลองกัน

 

                          ประการสุดท้าย รูปแบบและวิธีการส่งเสริมการขายที่สร้างสรรค์ ผู้บริหารโครงการพยายามผลักดันให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมรับเอาวิธีการและรูปแบบการส่งเสริมการขายใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้

 

                          การจำหน่ายสินค้าที่ผสมผสานออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งบริการจัดส่งสินค้านับเป็นต้นแบบของโลกการค้าปลีกในจีนที่ดีในปัจจุบัน ร้านค้าในย่านธุรกิจและห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการถูกกระตุ้นให้นำเสนอสินค้าโดยใช้ประโยชน์จากหน้าร้านออฟไลน์ที่มีอยู่เดิมและโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน พร้อมกับบริการจัดส่งสินค้าทุกออเดอร์ถึงประตูบ้านพักหรือสำนักงาน

 

                          ร้านหนังสือซินหัว (Xinhua Bookstores) ร้านจำหน่ายหนังสืออันดับต้นของจีน เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่นำเสนอหนังสือและเครื่องเขียน และบริการจัดส่งผ่าน Ele.me ซึ่งโดนใจสาวจีนที่ไม่อยากแขนโตเพราะการหิ้วหนังสือกลับที่พักเป็นอย่างมาก

 

                          คาร์ฟูร์ (Carrefour) ก็ใช้คูปองส่วนลดออนไลน์มาเชื่อมโยงกับร้านออฟไลน์และบริการจัดส่งได้เป็นอย่างดี ขณะที่กลุ่มไบร้ท์ฟู้ด (Bright Food Group) จากเซี่ยงไฮ้ก็ใช้เครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายของตนเองจำนวนกว่า 3,000 แห่ง อาทิ ซุปเปอร์มาร์เก็ตเอ็นจีเอส (NGS Supermarket) เฟิร์สฟู้ดสโตร์ (First Food Store) และร้านสะดวกซื้อจำนวนมากที่กระจายอยู่ในตัวเมือง พร้อมทั้งแอพจัดส่งสินค้าของกลุ่มมาช่วยกระจายคูปองดิจิตัลไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

 

                          ขณะเดียวกัน โรงแรมห้าดาวหลายแห่งก็เสนอที่พักในราคาพิเศษ เช่น แพ็กเก็จเข้าพัก 3 ครั้งในราคาส่วนลด 60% บางแห่งลงทุนตกแต่งล้อบบี้ ห้องพัก และห้องอาหาร รวมทั้งชุดพนักงานใหม่ พร้อมสิ่งจูงใจที่พิเศษสุดสำหรับกลุ่มเป้าหมายของตนเอง อาทิ สวนสนุกไดโนเสาร์ที่ล่อใจกลุ่มครอบครัวที่มีเด็กเล็กและวัยรุ่น

 

                          นอกเนือจากทางเลือกและความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอยแล้ว หลายกิจกรรมในโครงการนี้ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถบูรณาการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ในวงกว้าง เช่น การเปลี่ยนแต้มสะสมของหลายค่ายมาเป็นส่วนลดเงินสดเพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในโครงการนี้

 

                          ผู้ประกอบการนับหมื่นรายยังนำเสนอสินค้าและบริการของตนเองผ่าน Livestream บนแพล็ตฟอร์มเถาเป่า (Taobao) ซึ่งช่วยเพิ่มขายเฉลี่ยถึง 4.7 เท่าตัวเมื่อเทียบกับของปีก่อน ขณะเดียวกัน นินเทนโด้ (Nintendo) ตอบสนองวิถีชีวิตใหม่ที่อยู่ในบ้านมากขึ้นด้วยการสร้างยอดขายจากเกมส์ออนไลน์อย่าง “Animal Crossing” ที่กำลังเป็นที่นิยมมากเป็นประวัติการณ์

 

                          ความฮิตติดลมบนของการทำตลาดผ่าน Livestream ยังช่วยเสริมสร้างความเป็นที่รู้จักของแอพ รวบรวมข้อมูลของลูกค้า และกระจายข่าวสารทางธุรกิจ จนเกิดเป็นกระแสความนิยมของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดจีนในปัจจุบัน และเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับอนาคต

 

                          แชตเทล (Chatail) หนึ่งในกิจการด้านเทคโนโลยีที่ช่วยแบรนด์และผู้ค้าปลีกในการเชื่อมโยงกับกลุ่มนักช้อปที่มีศักยภาพไปยังร้านค้าที่ต้องการในห้างสรรพสินค้าผ่านมินิโปรแกรมของวีแชตในรูปแบบ “ช้อปปิ้งลอยฟ้า” (Cloud Shopping) ให้แก่เขตธุรกิจหวยไห่ที่รวบรวมข้อมูลแบรนด์และคูปองของห้างสรรพสินค้าชั้นนำอย่างเช่น เคอิเลฟเว่น (K11) ไอเอพีเอ็ม (iapm) ซินเทียนตี้ (Xintiandi) และเลนครอฟอร์ด (Lane Crawford) ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไว้ทั้งหมด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทำการตลาดในอนาคต

 

แคมเปญดับเบิ้ล 5 ... ได้ผลเกินคาด

 

                          มาถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงอยากทราบแล้วว่า โครงการนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่ และมียอดขายมากน้อยขนาดไหน

                          ในภาพรวม กิจกรรมที่ได้แชมป์ทำสถิติยอดขายในช่วงหยุดยาววันแรงงานสามารถทำยอดได้ถึง 140 ล้านหยวน ตลาดรถยนต์ที่ซบเซาไปนานก็สามารถสร้างยอดขายได้ดี ยอดจำหน่ายรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่งก็เพิ่มขึ้นถึง 49.6% และ 28.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ

 

                          เครื่องใช้ไฟฟ้าก็เป็นอีกสินค้าหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการขายผ่านอี-คอมเมิร์ซ โดยเพิ่มยอดขายถึงกว่าเท่าตัวของช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

                          สินค้าอาหารสดจำนวนมากในแพล็ตฟอร์มเฟรชชิปโป้ (Freshippo) ของกลุ่มอาลีบาบาก็ถูกกว้านซื้อจนหมดลงอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเปิดการขาย ขณะที่ทีมอลล์ (Tmall) จับมือกับแบรนด์ต่างประเทศและท้องถิ่นนำเสนอสินค้าคุณภาพในราคาพิเศษ อาทิ ไนกี้ (Nike) อาดิแดส (Adidas) ลังโคม (Lancome) และด๊อกเตอร์หยู (Dr Yu) และฮ็อตวิน (HotWind) จนทำยอดขายมากเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

 

                          หากเปรียบเทียบรายเมือง โครงการนี้ดูจะคึกคักที่สุดที่นครเซี่ยงไฮ้ สมกับความเป็นเมืองหลวงทางเศรษฐกิจของจีนอย่างแท้จริง ทำให้คาดว่าจะเป็นเมืองที่ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเร็วที่สุด

 

                          เพียง 6 นาทีนับแต่เริ่มเปิดโครงการเมื่อตอนสองทุ่มของวันที่ 5 พฤษภาคม ยอดการซื้อขายสินค้าออนไลน์และออฟไลน์ก็พุ่งทะลุ 100 ล้านหยวนไปแล้ว

 

                          ครั้นถึงเที่ยงคืน (ผ่านไป 4 ชั่วโมง) ยอดขายก็ทะยานแตะ 2,300 ล้านหยวนแล้ว ขณะที่ตกบ่ายของวันรุ่งขึ้น ยอดก็ทะลุไปถึง 10,000 ล้านหยวน และจบ 24 ชั่วโมงแรกด้วยยอดขาย 15,600 ล้านหยวน

 

                          ขณะเดียวกัน โครงการนี้ก็กระตุ้นให้เกิดการยกระดับของร้านค้าในโลกออฟไลน์เช่นกัน เชนร้านค้าปลีกในนครเซี่ยงไฮ้ไม่ยอมยกธงขาวให้ตลาดการค้าออนไลน์ที่กำลังรุกคืบมากขึ้นทุกขณะ แต่ละร้านต่างปรับโฉมและนำเสนอสินค้าที่เตะตา พร้อมกิจกรรมพิเศษที่โลกออนไลน์ไม่มีเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเข้าร้าน เช่น การให้คูปองคืนเงินสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าที่หน้าร้าน

 

                          และดูเหมือนว่าวิธีการนี้จะได้ผลดีมาก เพราะชาวเซี่ยงไฮ้จำนวนมากต่างให้ความสนใจและออกมาซึมซับบรรยากาศเก่าๆ กัน กอปรกับสภาพอากาศที่ดีในช่วงนี้ ทำให้นักช้อปเหล่านี้นัดหมายกันออกมาเดินสำรวจตลาดตามแหล่งช้อปปิ้งสำคัญของเมือง อาทิ ถนนหนางจิง และถนนหวยไห่ หลายคนยังหยุดแลกเปลี่ยนคูปองดิจิตัลของห้างสรรพสินค้าและแบรนด์ชั้นนำระหว่างกัน

 

                          ขณะที่ห้างสรรพสินค้าหลายแห่งในย่านผู่ตงและสวีเจียฮุ่ย ก็ถือโอกาสเผยโฉมร้านหรูและพื้นที่ที่ถูกออกแบบตกแต่งใหม่ที่ซุ่มทำในช่วงก่อนหน้านี้เป็นตัวล่อใจลูกค้า อาทิ ลานช้อปปิ้งใจกลางห้าง และสวนลอยฟ้า ทำเอาห้างสรรพสินค้ามีคนมาเดินหาซื้อสินค้ากันมากมาย แม้กระทั่งร้านจำหน่ายสินค้าแฟชั่นของแบรนด์ระดับโลกที่เคยร้างคน ก็มีลูกค้ามายืนต่อคิวยาวรอเข้าร้านกันเป็นจำนวนมาก

 

                          กลุ่มไป่เหลียน (Bailian Group) เจ้าของอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในนครเซี่ยงไฮ้ ก็เปิดตัว TX Huaihai แหล่งรวมตลาดวัยรุ่นยุคดิจิตัลแห่งใหม่ พร้อมกับทุ่มทำแคมเปญผ่าน “ว้าวเชอร์” คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 1,200 ล้านหยวนที่นักช้อปเห็นแล้วต้องตาลุกวาวกันเป็นแถว เพราะขาช้อปสามารถซื้อคูปองมูลค่า 200 หยวนผ่านมินิโปรแกรมของวีแชตในราคาเพียง 20 หยวน และสามารถนำมาใช้จ่ายได้ทุกร้านที่ TX Huaihai แค่นี้ก็ทำเอาห้างใหม่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมของวัยรุ่นในเซี่ยงไฮ้ในชั่วพริบตา

 

                          ภัตตาคารและร้านอาหารตามห้างสรรพสินค้ายังพร้อมใจกันให้ส่วนลดพิเศษแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ ทำให้สังคมที่ห่างกันไปกลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง และดึงความคึกคักเดิมๆ ให้กลับมา

 

                          นอกจากนี้ รัฐบาลเซี่ยงไฮ้ยังนำเอา “เศรษฐกิจยามราตรี” (Night-Time Economy) มาต่อยอดเสริมโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

                          

                          จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราเห็นพิพิธภัณฑ์ สวนสนุก บริการเรือท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านหนังสือ ร้านทำผม และอื่นๆ ตามจุดท่องเที่ยวหลักขยายเวลาเปิดให้บริการนานขึ้นในช่วงนี้ ทำให้บ้านเมืองโดยรวมกลับมามีสีสันอีกครั้ง

 

                          ลอว์ซัน (Lawson) ร้านสะดวกซื้อที่ได้รับความนิยมในเมืองใหญ่ด้านซีกตะวันออกของจีน ยังมีบริการชั้นวางสินค้าพิเศษสำหรับนักช้อปยามค่ำคืน และใช้เครือข่ายร้านสะดวกซื้อที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงจำนวนมากกระจายทั่วเมืองในการเป็นจุดรับสินค้า

 

                          ขณะที่ร้านอาหารรายย่อยตามถนนหนานจิง ใจกลางนครเซี่ยงไฮ้ยังใช้โอกาสนี้ตอบแทนให้บุคลากรทางการแพทย์ให้สามารถรับอาหารมื้อค่ำฟรี 

โดยสรุป โครงการเทศกาลช้อปปิ้งดับเบิ้ล 5 นี้ได้ก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย ในเชิงเศรษฐกิจ โครงการนี้ได้เพิ่มรายได้ให้กิจการร้านค้าปลีก ปลุกขวัญกำลังใจให้กับผู้บริหารและพนักงานของกิจการห้างร้าน ขยายเครือข่ายซัพพลายเออร์แก่ภาคธุรกิจจากฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น และอาจจุดประกายแห่งความหวังของจีนที่ต้องการพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง

 

                          ในเชิงการตลาด กิจกรรมที่สร้างสรรค์ในโครงการนี้ได้ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภคชาวจีน ทำให้ระบบนิเวศของระบบค้าปลีกกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง แม้ว่าโครงการนี้ยังอยู่เพียงระยะเริ่มต้นเท่านั้น แต่ก็อาจกลายเป็น “สภาวะปกติ” ใหม่ของวงการค้าปลีกยุคหลังโควิด-19 ของจีนก็เป็นได้

 

                          ผมก็ได้แต่หวังว่า ท่านผู้อ่านจะได้มีโอกาสไปสั่งสมประสบการณ์แห่งการช้อปปิ้งในเทศกาลดับเบิ้ล 5 ที่เต็มไปด้วยสีสันที่เมืองจีนด้วยกันครับ

 

 

ที่มา https://www.thansettakij.com/content/columnist/436079

 

 

Announcement: 
0

Facebook Comments Box