หน้าตาที่เปลี่ยนไปของเศรษฐกิจโลกยุคหลังโควิด-19

27 January 2021
Source: 
ฐานเศรษฐกิจ

                          พลันที่รัฐบาลจีนเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจจีนในไตรมาสที่ 2 (เมษายน-มิถุนายน) ของปี 2020 ซึ่งสูงกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้มาก ก็ทำเอาผู้คนต่างสงสัยว่าเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวเร็วและแรงเช่นนี้ได้อย่างไร หลายคนมองข้ามช็อตอยากรู้ว่าหากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 และเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ดำเนินไปเช่นนี้ หน้าตาของเศรษฐกิจโลกจะเป็นเช่นไรในสิ้นปีนี้ ...

 

ปัจจัยพลิกฟื้นเศรษฐกิจจีน ... รัฐบาลรับเครดิต

 

                          ภายหลังการยอม “กินยาขม” เพื่อคุมเข้มการติดเชื้อโควิด-19 และเร่งการเปิดกิจการและสายการผลิตอีกครั้งหลังจากปิดไประยะหนึ่ง รัฐบาลจีนก็เดินหน้าอัดมาตรการด้านการเงินการคลัง และชูธงจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวนมากในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน จนกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่จัดการกับวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 อย่างเห็นได้ชัด

 

                          การเติบโตในอัตรา 3.2% ในไตรมาสที่ 2 ดังกล่าว ได้ส่งสัญญาณการฟื้นตัวเป็นตัววีอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาสแรกที่ -6.8% ซึ่งย่ำแย่สุดครั้งหนึ่งของจีนในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาได้เป็นอันมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งปีแรกหดตัวลง -1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

                          สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนก็คือ จีนพยายามเน้นการกระตุ้นและใช้ประโยชน์จากหลายเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่สามารถกำกับควบคุมได้ในระดับที่สูงเป็นสำคัญ ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจก็ยังขาดสมดุล โดยเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้านอุปทานดูจะแรงกว่าด้านอุปสงค์ กล่าวคือ

 

                          ประการแรก ในด้านอุปทาน รัฐบาลจีนเดินหน้าเร่งเปิดกิจการและภาคการผลิตอีกครั้งนับแต่เดือนเมษายนจนกลับสู่สภาวะเกือบเป็นปกติในปัจจุบัน แต่บางส่วนก็ยังเดินสายการผลิตต่ำกว่ากำลังการผลิตที่แท้จริง ทำให้เศรษฐกิจจีนได้รับประโยชน์จากภาคการผลิตที่ฟื้นตัวจากที่เดิมเคยหดตัวถึง -7.1% ในไตรมาสแรก กลับมาเป็นขยายตัว 4.4% ในไตรมาสที่ 2 โดยสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ยานยนต์ และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์นับว่ามีบทบาทสูงในช่วงเวลาดังกล่าว

 

                          ประการที่สอง การลงทุนในสินทรัพย์คงที่ ซึ่งเป็นมาตรวัดการใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ และเครื่องจักรเครื่องมือ ส่งสัญญาณเชิงบวกจากหดตัวลง 6.3% ในช่วง 5 เดือนแรก เหลือลดลง -3.1% ในช่วงครึ่งปีแรก แต่ก็โดยลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในอุตสาหกรรมไฮเทคที่สอดคล้องกับนโยบาย Made in China 2025 ขยายตัว 6.3% พลิกสถานการณ์จากที่เคยหดตัวถึง -12.1% ในไตรมาสแรก

 

                          ขณะเดียวกัน ภาคบริการก็เป็นอีกเครื่องยนต์หนึ่งที่จุดติดและวิ่งฉิว จากที่เคยดำดิ่ง -5.2% ในช่วงไตรมาสแรกให้พลิกกลับมาเติบโต 1.9% ในไตรมาสที่ 2 โดยส่วนสำคัญก็ได้แก่ การค้าออนไลน์ที่ขยายตัวในอัตราที่สูงมาก และการท่องเที่ยว โดยรัฐบาลจีนทยอยเปิดพื้นที่การท่องเที่ยวจากภายในมณฑล/มหานคร ขยายเป็นภายในภูมิภาค และกระจายออกไปทั่วประเทศ

 

                          การประกาศปิดน่านฟ้าและไม่เปิดให้มีการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ ซึ่งในด้านหนึ่งก็กระทบกับธุรกิจที่พึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ถูกชดเชยด้วยตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศ และดูจะได้ประโยชน์ในภาพรวมเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะปกติในแต่ละปี ชาวจีนจะออกไปท่องเที่ยวในต่างประเทศมากกว่าที่ต่างชาติเข้ามาเที่ยวจีนอยู่มาก

 

                          ในภาคการบริโภค มูลค่าการค้าปลีกในช่วงครึ่งปีแรกพุ่งขึ้นแตะ 17.2 ล้านล้านหยวน แต่ก็ยังไม่ร้อนแรงมากนัก เพราะในภาพรวมยังคงหดตัวในอัตราหลักสิบเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าที่จำเป็น นอกจากนี้ กำลังซื้ออาจดูดีในเฉพาะในเขตเมือง แต่อ่อนแรงในชนบท

 

                          แต่ครั้นรัฐบาลจีนควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสร้ายได้ ก็พยายามกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศครั้งใหญ่ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนจัดกิจกรรมใหม่หลายรูปแบบจ่ายใช้สอยทั่วประเทศ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ กลางวันและกลางคืน อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อชดเชยกิจกรรมที่ยกเลิกไปในช่วงไตรมาสแรกกลับคืนมา อาทิ เทศกาลดับเบิ้ล 5 เศรษฐกิจหาบเร่แผงลอย และเศรษฐกิจยามราตรี ซึ่งส่งผลให้ภาคการบริโภคฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากที่เคยหดตัว -20.5% ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ที่รัฐบาลจีนประกาศล็อกดาวน์หลายเมือง ขยับเป็น -7.5% ในเดือนเมษายน -2.8% ในเดือนพฤษภาคม และเหลือเพียง -1.8% ในเดือนมิถุนายน

 

                          นับแต่ต้นปี ผลจากโควิด-19 ทำให้อุปสงค์หดหายไป และกดดันให้ราคาและต้นทุนการผลิตสินค้าไม่สามารถขยับขึ้นได้ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของภาคการบริโภคและการผลิตทำให้อัตราเงินเฟ้อ (CPI) และดัชนีราคาสินค้าหน้าโรงงาน (PPI) เริ่มผงกหัวขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนที่ 6 ของปี

 

                          ประการถัดมา การลงทุนของภาครัฐซึ่งถูกใช้เป็นกลไกหลักในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ก็ดูจะเปี่ยมด้วยพลัง โดยหลังเกิดวิกฤติโควิด-19 รัฐบาลจีนได้เห็นชอบให้รัฐบาลท้องถิ่นออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินลงทุนสำหรับการดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกระลอกใหม่ เช่น รถไฟใต้ดินที่เมืองต้าเหลียน และสถานีรถไฟที่เมืองซีอาน

 

                          ขณะเดียวกัน ถนน รถไฟความเร็วสูง เครือข่ายระบบ 5G และอื่นๆ ก็ยังถูกผลักดันสู่พื้นที่ตอนกลางและซีกตะวันตก ขณะที่หลายเมืองใหญ่ก็เร่งโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถไฟใต้ดิน และการทดลองใช้นวัตกรรมในเขตเมือง

 

                          บางเมืองก็ปรับผังเมืองไปอีกระดับหนึ่ง อาทิ นครเซี่ยงไฮ้เดินหน้าขยายถนนคนเดิน “หนานจิงลู่” ไปจนถึงไว่ทันหรือหาดเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ที่คนไทยรู้จัก โดยวางแผนจะเปิดให้บริการในเดือนกันยายน ศกนี้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ในช่วงฉลองวันชาติจีน เราจะเห็นผู้คนหลั่งไหลเป็นรูปตัวทีจากต้นถนนคนเดินฝั่งตะวันตกทอดยาวไปด้านซีกตะวันออกจนถึงริมแม่น้ำหวงผู่

 

                          นอกจากนี้ นับแต่ต้นปี แหล่งช้อปปิ้งในเขตจิ้งอันบนถนนหนานจิงและถนนซ่านซีที่อยู่ติดกัน ซึ่งปกติจะเห็นมูลค่าการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยกว่า 15% ต่อปีก็ทยอยเปิดร้านต้นแบบและร้านสินค้าแบรนด์เนมของต่างชาติและของจีนขนาดใหญ่มากมาย ช้อปเสร็จก็สามารถใช้แอพเรียกรถแท๊กซี่ไร้คนขับเดินทางกลับบ้านได้

 

                          ในด้านการค้าระหว่างประเทศ จีนยังคงเกินดุลการค้าในช่วงครึ่งปีแรก โดยการส่งออกของจีนมีมูลค่าราว 1.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ชะลอตัว -6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 0.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ชะลอตัว -7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ สัญญาณที่ดีก็คือ การส่งออกและนำเข้าขยายตัวมาเป็นบวกได้ในเดือนมิถุนายน ซึ่งส่วนหนึ่งต้องถือเป็นความโชคดีที่ราคาน้ำมัน ทองแดง และสินค้าโภคภัณฑ์อื่นในตลาดโลกลดลง

 

                          ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การค้าระหว่างจีนและอาเซียนขยายตัวอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่การค้าระหว่างจีนกับคู่ค้าหลักอื่น อาทิ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ชะลอตัว ซึ่งส่งผลให้อาเซียนกลายเป็นคู่ค้าอันดับแรกของจีนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

 

ภาพเศรษฐกิจสิ้นปี 2020 ... ภาพรวมหดตัว รายใหญ่สะบักสะบอม

 

                          แม้ว่ารัฐบาลจีนจะไม่กำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2020 (ยกเลิกเป้าหมายเดิม 6% ในช่วงก่อนโควิด-19 จากการประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติจีนเมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา) แต่แรงกดดันสำคัญที่จะมีต่อเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งปีหลังก็ยังดำรงอยู่และแฝงไว้ซึ่งความสลับซับซ้อน

 

                          ในด้านหนึ่งก็มาจากแรงกดดันภายในประเทศอันได้แก่ เป้าหมายการขจัดปัญหาความยากจน ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในชนบท และการแก้ไขปัญหาการว่างงานจำนวนนับสิบล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในชุมชนเมือง รวมทั้งการสร้างสมดุลกับการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ระลอกใหม่

 

                          ขณะที่แรงกดดันระหว่างประเทศก็ได้แก่ สงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ที่คาราคาซังอยู่ และผลกระทบของโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจของประเทศใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ประเทศเหล่านี้ล้วนเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน ซึ่งจะทำให้จีนไม่สามารถพึ่งพา “กำลังภายนอก” เพื่อการเติบโตเศรษฐกิจได้มากเท่าที่ควร

 

                          ขณะเดียวกัน อีกแรงกดดันหนึ่งที่กำลังมาแรงก็ได้แก่ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่แหลมคมมากขึ้น แรงกดดันดังกล่าวน่าจะลากยาวไปจนถึงสิ้นปีเป็นอย่างน้อย

 

                          ดังนั้น จีนจึงมีทางเลือกน้อยลงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยน่าจะเพิ่มระดับการพึ่งพาเครื่องยนต์เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการบริโภคภายในประเทศ และการลงทุนของภาครัฐและเอกชน หรือภายในภูมิภาคเอเซียตะวันออก

 

                          แต่โดยที่จีนมี “หน้าตักใหญ่” และ “มีไพ่ให้เล่นหลายใบ” จึงมักได้ยินกระแสข่าวว่า รัฐบาลจีนเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่ออัดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมหภาคในอีกหลายรูปแบบ การท่องเที่ยวจะถูกใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ชดเชยกับความหดหู่อยู่แต่ภายในบ้านในช่วงครึ่งปีแรก

 

                          หลายสำนักคาดการณ์ว่า ภาคการบริโภคฯ และอัตราเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 3 และ 4 แม้กระทั่ง การลงทุนของภาคเอกชนก็ยังคงโมเมนตัมที่ดี หลายแบรนด์ดังของโลกและจีนเตรียมเปิดร้านขนาดใหญ่ในหลายเมืองใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลัง

 

                          ผมยังหวังลึกๆ ว่า เศรษฐกิจจีนในปี 2020 จะพลิกฟื้นเหนือความคาดหมาย และด้วยแนวโน้มของปัจจัยเชิงบวกผ่านหลายเครื่องยนต์เศรษฐกิจดังกล่าว ก็คาดว่าจะเห็นเศรษฐกิจจีนในช่วงครึ่งหลังของปีเติบโตในอัตรา 6-7% ซึ่งก็เท่ากับว่า เศรษฐกิจจีนรายไตรมาสจะเป็นแบบตัววีหางยาว หรือเครื่องหมายถูก และรักษาระดับการเติบโตได้กว่า 2.5% เมื่อเทียบกับของปีที่ผ่านมา

 

                          ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจใหญ่อื่นจะติดลบกันถ้วนหน้า มากน้อยแตกต่างกันตามสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 และความสามารถในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกในภาพรวม ณ สิ้นปีนี้หดตัวลงในระดับ 4-5% เมื่อเทียบกับของปีที่ผ่านมา ทำให้ขนาดเศรษฐกิจโลกลดจากประมาณ 88 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2019 เหลือราว 85 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2020

 

                          เพื่อให้เห็นภาพขนาดเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ที่ชัดเจนขึ้น หากผมลองประเมินอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ 10 อันดับแรกของโลก เราน่าจะเห็นโฉมหน้าของเศรษฐกิจโลกจะเปลี่ยนแปลงเป็นดังนี้

      ประเทศ                   อัตราการเปลี่ยนแปลง             จีดีพี ณ สิ้นปี 2020            สัดส่วน/จีดีพีโลก

                                               (%)                   (ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ)                    (%)

  1. สหรัฐอเมริกา              -10.0                            19.3                                22.7   
  2. จีน                             2.5                            14.2                                16.7
  3. ญี่ปุ่น                         -5.0                              4.9                                 5.8
  4. เยอรมนี                      -4.0                             3.7                                  4.4
  5. อินเดีย                      -10.0                             2.7                                 3.2
  6. สหราชอาณาจักร            -5.0                             2.7                                 3.2
  7. ฝรั่งเศส                       -5.0                            2.6                                  3.1
  8. อิตาลี                         -5.0                            1.9                                  2.1
  9. บราซิล                      -10.0                            1.7                                  2.0
  10. แคนาดา                      -5.0                            1.6                                  1.9

                          หากเป็นเช่นนั้นจริงก็หมายความว่า ในบรรดาประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ สหรัฐฯ ยังคงครองตำแหน่งแชมป์ประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลกไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยขนาดเศรษฐกิจของประเทศอันดับ 3-10 รวมกันจะเล็กกว่าของสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว

                          

                          ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจจีนซึ่งอยู่ในอันดับที่ 2 ไม่เพียงแต่จีนจะเป็นหนึ่งเดียวที่เศรษฐกิจยังคงจะขยายตัวได้ในปีนี้ แต่จะส่งผลให้เศรษฐกิจจีนเติบโตในอัตราที่สูงกว่าของประเทศที่มีขนาดใหญ่ 10 อันดับแรกและค่าเฉลี่ยของโลกมากเป็นประวัติการณ์

 

                          เศรษฐกิจจีนจะขยับเข้าใกล้สหรัฐฯ มากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน กล่าวคือ ช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะลดลงเหลือราว 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจจีนสามารถก้าวขึ้นทาบชั้นสหรัฐฯ ได้ก่อนสิ้นทศวรรษนี้

 

                          นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนจะใหญ่กว่าของญี่ปุ่นเกือบ 3 เท่าตัว ซึ่งหากเราพิจารณาว่า เศรษฐกิจจีนแซงหน้าญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2010 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ จีนใช้เวลาเพียง 10 ปีเท่านั้นในการเบ่งขนาดเศรษฐกิจให้ใหญ่กว่าญี่ปุ่นถึงราว 3 เท่าตัว ขณะเดียวกัน หากเทียบกับเศรษฐกิจของเยอรมนีที่ใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป จีนก็จะใหญ่กว่าถึงเกือบ 4 เท่าตัว

 

                          ทั้งนี้ อินเดียอาจโดนสหราชอาณาจักรทวงคืนตำแหน่งอันดับ 5 ที่ได้มาเมื่อปีก่อน ขณะที่แคนาดาอาจขยับแซงบราซิลได้ หากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ของบราซิลถลำลึก

 

                          ด้วยเศรษฐกิจโลกโดยรวม ณ สิ้นปี 2020 ที่คาดว่าจะหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่ละบ้านต่างพยายามปิดประตูหน้าต่างและอุดรัวรั่วของหลังคาอยู่กับตัวเอง และปล่อยให้ผู้คนร่วมชายคานอนซุกตัวพักฟื้นรอวัคซีนอย่างไร้อารมณ์และเรี่ยวแรง  โฉมหน้าเศรษฐกิจโลกจึงน่าจะ “ผอมเซียว” ผิวพรรณ “แห้งซีด” มุมปาก “ตก” และฐานจมูก “บีบเล็ก” รวมทั้งตา “ตี่” มากขึ้น!

 

                          เสียดายที่ใบหน้าที่เปลี่ยนโฉมไปจะถูกบดบังด้วยหน้ากากอนามัยหลากสีหลายลายไปอีกระยะหนึ่ง เมื่อทุกคนในโลกถอดหน้ากากออก ขนาดเศรษฐกิจจีนก็น่าจะหายใจรดต้นคอสหรัฐฯ ไปเสียแล้ว ...

 

 

Announcement: 
0

Facebook Comments Box