เงินหยวนดิจิตัล ... อาวุธเศรษฐกิจใหม่ของจีน

27 January 2021
Source: 
ฐานเศรษฐกิจ

เงินหยวนดิจิตัล ... ของแท้แห่งยุค

 

                          ก่อนอื่น ผมขอทำความเข้าใจก่อนว่า เงินหยวนดิจิตัล “ไม่ใช่” เงินสกุลใหม่อย่างที่หลายคนเข้าใจ รัฐบาลจีนแสดงจุดยืนชัดเจนว่ามิได้ต้องการสร้างเงินสกุลใหม่ แต่ต้องจัดเป็นเงินหยวนในอีก “รูปแบบ” หนึ่งมากกว่า

 

                          ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เงินดิจิตัล (Digital Currency) หรือเงินคริปโต (Cryptocurrency) หลายสกุลถูกนำเสนอสู่ตลาดโลก โดยมีกิจการเอกชนของชาติตะวันตกเป็นแกนหลักในการดำเนินการ อาทิ บิตคอยน์ (Bitcoin) ริพเพิ้ล (Ripple) ไลท์คอยน์ (Litecoin) เอเธอร์เรียม (Ethereum) เท็ตเธอร์ (Tether) และโมเนโร่ (Monero) รวมทั้งลิบรา (Libra) ที่โดนวิกฤติโควิด-19 ชะลอการเข้าสู่ตลาดอยู่

 

                          รัฐบาลจีนโดยธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (People’s Bank of China) ได้เริ่มศึกษาเรื่องนี้นับแต่ปี 2014 และต่อมาในปี 2016 ก็ก่อตั้งสถาบันวิจัยเงินดิจิตัล (Digital Currency Research Institute) ขึ้น

 

                          ในระยะแรก รัฐบาลจีนเรียกเงินหยวนดิจิตัลควบคู่ไปกับระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อสามัญว่า “การจ่ายเงินดิจิตัลทางอิเล็กทรอนิกส์” (Digital Currency Electronic Payment: DCEP)

 

                          ครั้นเมื่อกระแสเงินดิจิตัลทั่วโลกถาโถมมาแรงขึ้นและเข้าสู่ตลาดจีน จีนก็เริ่มกังวลใจถึงผลกระทบในวงกว้างที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยให้สาธารณชนใช้เงินดิจิตัลที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก ในปี 2017 รัฐบาลจีนก็ออกกฎหมายห้ามธุรกรรมการค้าเงินดิจิตัล ห้ามการระดมทุนในรูปเงินดิจิตัลของสตาร์ตอัพ ปิดสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง และงดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องอื่นทั้งหมด ซึ่งเท่ากับว่าไม่มีสกุลเงินดิจิตัลของต่างชาติใดดังกล่าวที่ได้รับการยอมรับสถานะทางกฎหมายในจีนแผ่นดินใหญ่

                          ณะเดียวกัน แบ้งค์ชาติจีนก็แต่งตั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนสถาบันการเงินหลักและกิจการด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนรวมเกือบหนึ่งพันคน นำโดยนายฉางชุน มู่ (Changchun Mu) ผู้อำนวยการสถาบันฯ ทำหน้าที่ศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการมีเงินหยวนดิจิตัล นับแต่นั้นมา ผู้คนทั่วไปในจีนก็เริ่มใช้คำว่า “เงินหยวนดิจิตัล” กันอย่างแพร่หลาย

 

                          ในเดือนมกราคม 2020 จีนได้แถลงข่าวความสำเร็จในการพัฒนาเงินหยวนดิจิตัล ส่งผลให้เงินหยวนดิจิตัลเป็นเพียงเงินดิจิตัลเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในจีน โดยสกุลเงินมี 2 ประเภทหลัก อันได้แก่ สำหรับใช้ในเชิงพาณิชย์เพื่อการค้าชำระเงินในการค้าปลีกและการใช้งานประจำวัน และอีกประเภทหนึ่ง สำหรับใช้ในการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงิน

 

                          ล่าสุด ขณะที่โลกกำลังมึนงงและวุ่นวายกับวิกฤติโควิด-19 จีนก็เพิ่มความตื่นตะลึงด้วยการประกาศเดินหน้าทดลองใช้เงินหยวนดิจิตัลเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2020 ทำให้เงินหยวนดิจิตัลเป็นเงินดิจิตัลแรกของโลกที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency: CBDC) ส่งผลให้เกิดกระแสความสนใจในเรื่องนี้อย่างมากในจีน จนกระทั่งการสืบค้นข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตของคำว่า เงินดิจิตัล เงินคริปโต และเงินหยวนดิจิตัลกลายเป็นคำยอดฮิตในจีนในระยะหลัง

 

การทดลองใช้เงินหยวนดิจิตัลและแผนงานในอนาคต

 

                          รัฐบาลจีนได้ประกาศทดลองใช้เงินหยวนดิจิตัลครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา และจะดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปดังเช่นที่เราเห็นในการดำเนินโครงการใหญ่อื่นที่ผ่านมา

 

                          โดยในระยะแรก จีนได้กำหนดให้ 4 เมืองใน 4 ภูมิภาคเป็นจุดนำร่องการใช้เงินหยวนดิจิตัล อันได้แก่ เซินเจิ้น (Shenzhen) ทางตอนใต้ของจีน ซูโจว (Suzhou) ทางซีกตะวันออก (ใกล้กับเซี่ยงไฮ้) เฉิงตู (Chengdu) ด้านซีกตะวันตก และเมืองใหม่สวงอัน (Xiong'an) ทางตอนเหนือ (ใกล้กรุงปักกิ่ง)

 

                          รัฐบาลจีนได้อนุญาตให้หัวเหว่ย (Huawei) และกิจการโทรคมนาคมใหญ่ทั้ง 3 ค่ายของจีน อันได้แก่ ไชน่าโมบาย (China Mobile) ไชน่าเทเลคอม (China Telecom) และไชน่ายูนิคอม (China Unicom) เข้าร่วมสนับสนุนโครงการนำร่องในระยะแรก

 

                          ผลการทดสอบในระยะแรกพบว่า ระบบการชำระเงินที่สร้างขึ้นสามารถเชื่อมโยงกับแอพของแบ้งค์ชาติจีน และสถาบันการเงินหลักของจีน อาทิ แบ้งค์ออฟไชน่า (Bank of China) ไชน่าคอนสตรักชั่นแบ้งค์ (China Construction Bank) ธนาคารเพื่อการเกษตรกรรมจีน (Agricultural Bank of China) และธนาคารเพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชย์จีน (Industrial and Commercial Bank of China) เข้ากับแอพกระเป๋าตังค์ของเอกชนไม่ว่าจะเป็นอาลีเพย์ (AliPay) วีแช็ตเพย์ (WeChat Pay) และแอปเปิ้ลเพย์ (Apple Pay) ที่มีผู้ใช้ในจีนรวมถึงราว 2,000 ล้านบัญชีได้เป็นอย่างดี

 

                          นอกจากนี้ รัฐบาลจีนก็ยังได้รับความร่วมมือจากกิจการจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมท้องถิ่น ซุปเปอร์มาร์เก็ตไร้คน บริการตู้ส่งสินค้าและพัสดุ ร้านขนมปัง ร้านหนังสือ และสถานที่ออกกำลังกาย รวมทั้งร้านอาหารจานด่วนแบบแฟรนไชส์ของต่างชาติ อาทิ สตาร์บักส์ (Starbucks) แม็คโดนัลส์ (McDonald’s) และซับเวย์ (Subway) ที่ยินดีเข้าร่วมโครงการนำร่องดังกล่าว

 

                          ทั้งนี้ ในเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลเมืองซูโจวได้ทดลองจ่ายเงินเดือนและสวัสดิการด้านการเดินทางแก่พนักงานของรัฐในรูปเงินหยวนดิจิตัล ซึ่งเป็นการบังคับให้คนเหล่านี้เป็นต้องทดลองใช้เงินหยวนดิจิตัลไปโดยปริยาย ขณะที่การทดลองใช้ในเมืองสวงอันก็มุ่งเน้นไปที่การค้าปลีกและบริการอาหารนอกสถานที่

 

                          หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า การทดลองใช้เงินหยวนดิจิตัลในระยะแรกจะกินเวลาระหว่าง 6-12 เดือน ก่อนจะประเมินและขยับสู่เฟสสองที่จีนวางแผนจะขยายพื้นที่นำร่องสู่ปักกิ่ง (Beijing) และจางเจียโคว่ (Zhangjiakou) ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2022 รวมทั้งเมืองหลักอื่น อาทิ ฮ่องกง (Hong Kong) นอกจากนี้ ยังคาดว่ารัฐบาลจีนจะขยายธุรกรรมไปควบรวมถึงภาคการขนส่ง การศึกษา และบริการทางการแพทย์

 

เหมือนหรือต่างจากเงินคริปโตอื่นอย่างไร

 

                          ผู้คนจำนวนมากต่างสงสัยกันมากว่าเงินหยวนดิจิตัลมีความแตกต่างจากสกุลเงินดิจิตัลอื่นอย่างไร ผมขอบอกว่าเงินหยวนดิจิตัลมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากเงินดิจิตัลอื่นในหลายส่วน

 

                          ประการแรก แม้ว่าเงินหยวนดิจิตัลยังคงกลิ่นอายของเงินคริปโตหรือเงินดิจิตัลที่มีความปลอดภัยสูงกว่าเงินสด แต่ในด้านการจัดการก็แตกต่างกันอยู่มาก ซึ่งสะท้อนถึงความต่างขั้วของหลักการและแนวคิดพื้นฐานที่ซ่อนอยู่ในระบอบสังคมนิยมและทุนนิยมดังที่เราเคยเห็นในกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างนิคมไฮเทค การพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม และอื่นๆ

 

                          กล่าวคือ เงินหยวนดิจิตัลในขั้วหนึ่งยึดโยงกับภาครัฐ การรวมศูนย์อำนาจ และการควบคุม ขณะที่เงินดิจิตัลอื่นในอีกขั้วหนึ่งอิงบทบาทของภาคเอกชน การกระจายอำนาจ และความเป็นอิสระ

 

                          ประการที่สอง ประเด็นการสร้างความน่าเชื่อถือ เงินหยวนดิจิตัลถูกสร้างและรับประกันค่าเงินโดยแบ้งค์ชาติจีน และผูกไว้กับเงินหยวน หรือเหรินหมินปี้ (Renminbi: RMB) ในอัตรา 1:1 หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทุกเงินหยวนดิจิตัลจะมีการตั้งสำรองและเก็บรักษาไว้ในบัญชีของธนาคารกลางจีนในจำนวนเท่ากัน ซึ่งเท่ากับว่ามีการค้ำประกันในมูลค่าที่เท่ากัน ขณะที่เงินดิจิตัลอื่นอาจอิงหรือไม่อิงหลักทรัพย์

 

                          นอกจากนี้ เงินหยวนก็ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของแบ้งค์ชาติจีน และมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศในมูลค่ารวมกว่า 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ รับรองไว้ จึงเท่ากับว่า เงินหยวนดิจิตัลมีทุนสำรองฯ ของจีนอ้างอิงในทางอ้อมอยู่อีกชั้นหนึ่ง ค่าเงินหยวนดิจิตัลจึงมีเสถียรภาพสูงและความผันผวนต่ำเช่นเดียวกับค่าเงินหยวน

 

                          ขณะเดียวกัน ดัชนีราคาบิตคอยน์ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกเงินดิจิตัลเมื่อกว่า 10 ปีก่อน ถูกอิงไว้กับพลังงาน มิใช่กับสินทรัพย์หรือเงินสกุลหลัก การออกแบบจึงใช้หลักการจัดการอุปสงค์และอุปทานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วยการจำกัดปริมาณอุปทานไว้ที่ไม่เกิน 21 ล้านเหรียญ

 

                          ขณะที่ลิบราของค่ายเฟซบุ๊ก (Facebook) ก็ถูกออกแบบให้อิงไว้กับตระกร้าเงิน 4 สกุล ได้แก่ เงินเหรียญสหรัฐฯ เงินยูโร เงินปอนด์อังกฤษ และเงินเหรียญสิงคโปร์ และมีการจัดตั้งสมาคมลิบรา (Libra Association) ซึ่งประกอบด้วยองค์กรที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศน์

 

                          ทั้งนี้ มีกระแสข่าวว่า ลิบรามุ่งเป้าที่จะพัฒนาเป็นเงินสกุลหลักใหม่ของโลกที่เปิดให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศเข้ามาถือครองในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ คล้ายระบบของสิทธิ์ถอนเงินพิเศษ (Special Drawing Rights: SDRs) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะทำให้เงินลิบรามีระดับความน่าเชื่อถือสูงมากในเวทีระหว่างประเทศ

                          ด้วยโครงสร้างและองค์ประกอบที่แตกต่างกันนี่เองจึงทำให้ระดับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินแต่ละสกุลแตกต่างกันไปด้วย เพราะขณะที่ค่าเงินหยวนดิจิตัลมีเสถียรภาพสูงมาก เงินสกุลอื่นซึ่งอิงกับสภาพตลาดหรือหลักทรัพย์ที่มีราคาแบบลอยตัวจึงน่าจะมีความผันผวนมากกว่าในเชิงเปรียบเทียบ

 

                          ยกตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยในระยะแรกหลังการเปิดตัว ราคาบิตคอยน์เคลื่อนไหวขึ้นลงในวงแคบๆ ไม่เกิน 20 เหรียญสหรัฐฯ แต่เมื่อกระแสโลกดิจิตัลถูกจุดติดในกลางปี 2015 ตลาดนักลงทุนก็ตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ราคาต่อหน่วยขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องขึ้นเป็นราว 1,350 เหรียญสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2017 และพุ่งทะลุ 13,860 เหรียญสหรัฐฯ ในปลายปี 2017

 

                          อย่างไรก็ดี ครั้นเมื่อโลกเผชิญกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และวิกฤติโควิด-19 ราคาบิตคอยน์ในช่วง 2 ปีหลังก็ผันผวนอย่างมาก ราคาในต้นปี 2019 ดิ่งลงมาอยู่ที่ 3,400 เหรียญสหรัฐฯ ก่อนดีดกลับท่ามกลางความผันผวน ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม ศกนี้ บิตคอยต์มีราคาราว 9,800 เหรียญสหรัฐฯ

 

                          ประการที่สาม การมีเป้าหมายในระดับระหว่างประเทศ เงินดิจิตัลเกือบทั้งหมดล้วนมุ่งเป้าเวทีระหว่างประเทศทั้งสิ้น แต่อาจมีวัตถุประสงค์ วิธีการ และเป้าหมายที่แตกต่างกัน

 

                          ยกตัวอย่างเช่น เงินหยวนดิจิตัลถูกออกแบบเพื่อใช้ทดแทนธนบัตรและเหรียญในการชำระเงิน ไม่ใช่เพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไร และเพื่อสนับสนุนนโยบายการยกระดับให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินสากล (Yuan Internationalization) ผ่านอุปสงค์การใช้เงินหยวนที่เพิ่มขึ้น เงินหยวนดิจิตัลจึงไม่จำเป็นต้องมีตลาดซื้อขายรองรับแต่ประการใด

 

                          ขณะเดียวกัน เงินหยวนดิจิตัลก็ไม่มีอัตราดอกเบี้ยผูกพันไว้ เพื่อช่วยลดปัญหาในการเก็งกำไรและอุปสรรคในการขยายตลาดไปใช้ในต่างประเทศ ขณะที่เงินดิจิตัลอื่น อาทิ บิตคอยน์สร้างกลไกรองรับในด้านผลตอบแทนเพื่อดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ แคนาดา และสหราชอาณาจักร

 

                          ความแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ เงินหยวนดิจิตัลสามารถใช้จ่ายผ่านแอพกระเป๋าเงินในสมาร์ตโฟนผ่านวีแช็ตเพย์ และอาลีเพย์ โดยไม่ต้องผูกกับบัญชีธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ลิบราเองก็สร้างแอพกระเป๋าตังค์ชื่อโนวี่ (Novi) และเชื่อมกับเมสเซ็นเจอร์ (Messenger) และว็อทซ์แอพ (WhatsApp) เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว แต่เงินดิจิตัลอื่นอาจไม่มีฟังก์ชั่นนี้

 

                          ประการถัดมา ความแตกต่างอย่างโดดเด่นของเงินหยวนดิจิตัลเหนือเงินดิจิตัลอื่น ก็ได้แก่ การนำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ที่ล้ำสมัยมาต่อยอดการพัฒนาและกำกับการใช้งานควบคู่ไปด้วย ซึ่งจีนได้ทดลองใช้เทคโนโลยีนี้กับภาคการเงินในเมืองเซินเจิ้น (Shenzhen) และหัวเมืองอื่นในพื้นที่เกรตเตอร์เบย์ (Greater Bay Area) มาระยะหนึ่งแล้ว

 

                          เทคโนโลยีดังกล่าวมีฟังก์ชั่นพิเศษ เช่น คริปโตกราฟฟิก (Cryptographic) และสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน และยกระดับให้ระบบสามารถรองรับความเป็นส่วนตัว (Privacy) ได้ดีกว่าของบิตคอยน์ ลิบรา และโมเนโร่เสียอีก

 

                          นอกจากนี้ ระบบใหม่ยังจะสามารถดึงเอาข้อมูลการใช้งานจากเครือข่ายกิจการเอกชนมาพัฒนาเป็นฐานข้อมูลกลางภายใต้การกำกับดูแลของแบ้งค์ชาติจีน ลองจิตนาการดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากแอพกระเป๋าเงินของเอกชนจีนซึ่งลิสต์อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในต่างประเทศถูกนักลงทุนชาติอื่นเข้าเทกโอเวอร์ กลไกและระบบใหม่คาดว่าจะช่วยให้กระแสความห่วงใยในเรื่องความเป็นส่วนตัวลดลงไปได้มาก

 

                          อย่างไรก็ดี จีนก็มีแรงกดดันที่ต้องสร้างความสมดุลในการป้องกันไม่ให้เงินหยวนดิจิตัลถูกใช้ในทางที่ผิดควบคู่ไปด้วย เช่น การฟอกเงิน การพนันออนไลน์ การหลบหลีกภาษี และการอุดหนุนการก่อการร้าย

 

                          นอกจากนี้ หยวนดิจิตัลยังมีระบบสนับสนุนการใช้เงินผ่าน NFC (Near Field Communication) ที่เปิดให้เครื่องมือสามารถสื่อสารระหว่างกันได้เมื่ออยู่ใกล้กัน (ผ่านคลื่นวิทยุระยะสั้น) เหมือนที่เราเห็นในการใช้บัตรเครดิตแตะกับเครื่องรูดบัตรรุ่นใหม่ แถมยังถูกออกแบบให้สามารถประมวลผลการรับจ่ายเงินด้วยความเร็วถึง 300,000 ธุรกรรมต่อวินาที ซึ่งสูงกว่าของเงินดิจิตัลอื่นที่มีอยู่ในท้องตลาดหลายร้อยเท่า

 

                          ระบบสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้นับพันล้านคนสามารถรับและโอนเงินได้ตลอดเวลาอย่างไม่ติดขัดแม้ในขณะที่สมาร์ตโฟนของผู้ใช้ไม่ได้ออนไลน์อยู่ก็ตาม ซึ่งในประเด็นหลังก็ทำให้เงินหยวนดิจิตัลมีลักษณะพิเศษของมิติความสะดวกเฉกเช่นเดียวกับเงินสด และจะพัฒนาเป็นเงินดิจิตัลที่ได้รับความนิยมในระดับระหว่างประเทศได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

 

หยวนดิจิตัลมีประโยชน์อะไร กับใคร อย่างไร

 

                          โดยที่เงินหยวนดิจิตัลถูกออกแบบให้เป็นเงินหยวนรูปแบบใหม่ ซึ่งจะสร้างความสะดวกในการพกพา การชำระเงิน และการจัดการทางการเงินแก่ประชาชนชาวจีนและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง ชนิด “ทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา” รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนโดยรวม

 

                          ในอดีต เราอาจเคยได้ยินเรื่องเล่าว่า คนจีนชอบขนเงินสดไปซื้อคอนโด รถยนต์ หรือของมีค่าอื่นๆ ซึ่งก็ต้องเผชิญกับปัญหาเงินปลอม การเข้ามาของบัตรเครดิตและบัตรเดบิตอาจช่วยเปลี่ยนนพฤติกรรมและลดปัญหาดังกล่าวอยู่บ้าง แต่การเข้ามาของระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอพกระเป๋าตังค์เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาดูจะมีประสิทธิภาพมากกว่า จนทำให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยในจีนแทบจะไม่พกเงินสดติดตัวหรือเลิกใช้กระเป๋าตังค์กันแล้วในวันนี้

 

                          เมื่อเงินหยวนดิจิตัลถูกใช้ในวงกว้าง ผู้คนจะสามารถใช้จ่ายเงินได้อย่างสะดวกและประหยัด ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายและเวลา มากกว่าเงินสด บิตคอยน์ และเงินดิจิตัลอื่น รวมทั้งยังจะลดการสัมผัสและความเสี่ยงในการติดเชื้อ ซึ่งสอดคล้องกับยุคหลังโควิด-19 เป็นอย่างมาก

 

                          ปัจจุบันจีนมีผู้ใช้บริการวีแช็ตเพย์และอาลีเพย์กว่า 60% ของจำนวนประชากรโดยรวม และคิดเป็นราว 1,800 ล้านบัญชี ร้านค้าส่งและปลีกในจีนต่างรับชำระเงินผ่านแอพสองค่ายกันอย่างถ้วนทั่ว โดยคิดเป็นกว่า 95% ของจำนวนธุรกรรมการชำระเงินโดยรวมในจีน

 

                          ท่านอี้ กาง (Yi Gang) ผู้ว่าการธนาคารกลางของจีนกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “การใช้จ่ายเงินผ่านแพล็ตฟอร์มชื่อดังของเอกชนจีนมีสัดส่วนคิดเป็นถึง 16% ของจีดีพี เทียบกับน้อยกว่า 1% ของจีดีพีในสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร” ตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

                          ยิ่งระบบมีเครือข่ายผู้ให้และผู้ใช้บริการรองรับในวงกว้างมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้ความสะดวกและความประหยัดเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ระบบยังเปิดให้ผู้ใช้บริการสามารถโยกย้ายเงินจากแพล็ตฟอร์มการชำระเงินหนึ่งไปยังแอพด้านการค้า การกู้ยืม การประกันภัย การลงทุน ภาษี และกิจการอื่นที่เชื่อมโยงกับระบบได้ รวมทั้งยังสามารถแปลงเงินในบัญชีธนาคารพาณิชย์เป็นเงินหยวนดิจิทัล และฝากเงินเข้าบัญชีผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์

 

                          ด้วยความริเริ่มสร้างสรรค์และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย อาทิ การใช้งานผ่านระบบ NFC ที่ช่วยให้สามารถดำเนินธุรกรรมได้ตลอดเวลาแม้กระทั่งในพื้นที่ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต จะเพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน ผมเชื่อมั่นว่า การใช้เงินหยวนดิจิตัลในวงกว้างจะทำให้จีนก้าวสู่ยุคสังคมไร้เงินสดอย่างเต็มตัวได้รวดเร็วขึ้น

 

                          นอกจากนี้ ประโยชน์ในแง่ความสะดวกยังอาจเกิดขึ้นกับกลุ่มบุคคลที่ถูกลืม กล่าวคือ โลกมีจำนวนประชากรที่ไม่มีบัญชีธนาคารอยู่ถึง 1,700 ล้านคน ในจำนวนนี้ ราว 2 ใน 3 มีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถได้รับประโยชน์จากระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ดังกล่าวที่ไม่ต้องเชื่อมกับบัญชีธนาคาร

 

                          รัฐบาลจีนหวัง “ยิงปืนนัดเดียว ได้นกหลายตัว” เงินหยวนดิจิตัลยังจะก่อประโยชน์ในระดับมหภาคอีกมากแก่รัฐบาลจีน คุณลักษณะพิเศษนานับประการของเงินหยวนดิจิตัลดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มปริมาณเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจของจีน และเพิ่มอุปสงค์เงินหยวนในเวทีระหว่างประเทศ

 

                          โดยที่เสถียรภาพของค่าเงินหยวนดิจิตัลที่ผูกกับเงินหยวนโดยมีแบ้งค์ชาติจีนยืนตระหง่านอยู่เบื้องหลัง ทำให้ผู้ถือครองไม่ต้องกังวลใจกับความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งจะนำไปสู่การยอมรับและเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้เงินหยวนในเวทีระหว่างประเทศ อันจะเป็นกุญแจสำคัญที่ผลักดันให้เงินหยวนขยับเป็นสกุลเงินหลักของโลกได้เร็วขึ้นในอนาคต

 

                          หากเราพิจารณาถึงยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเล (Belt and Road Initiative: BRI) ก็คาดว่าประเทศตามแนวเส้นทางเหล่านี้จะเป็นพื้นที่เป้าหมายแรกๆ ที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมก็หมายถึงการสยายปีกของเงินหยวนและมิติด้านอื่นไปอย่างน้อยครึ่งโลก ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

 

                          อธิปไตยทางการเงินก็เป็นประโยชน์อีกส่วนหนึ่งที่จีนจะได้รับ การปิดกั้นการขยายอิทธิพลของเงินดิจิตัลต่างชาติในจีน ควบคู่ไปกับการเร่งทดลองใช้เงินหยวนดิจิตัล ก็คาดว่าจะสร้างความได้เปรียบในการเข้าสู่ตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งของลิบราจากค่ายสหรัฐฯ ซึ่งมีฟังก์ชั่นที่น่าสนใจเช่นกัน

 

                          นอกจากนี้ สถาบันการเงินและธุรกิจระหว่างประเทศก็จะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย เพราะเมื่อเทียบกับระบบการเคลียร์เงินระหว่างธนาคารผ่านระบบชิปส์ (CHIPS) และการโอนเงินระหว่างธนาคารผ่านระบบสวิฟต์ (SWIFT) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ก็พบว่า ระบบใหม่นี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและความยุ่งยาก และเพิ่มความเร็วและประสิทธิภาพในการโอนเงินข้ามประเทศได้เป็นอย่างมาก

 

                          แถมยังจะช่วยให้รัฐบาลจีนและประเทศอื่นๆ ที่ใช้ระบบใหม่นี้ในอนาคตสามารถผ่อนคลายหรือแม้กระทั่งจัดระเบียบระบบการเงินระหว่างประเทศได้ในทางอ้อม ซึ่งเปรียบเสมือนการหลุดพ้นเงื่อนไขการกำกับควบคุมของชาติตะวันตกได้นั่นเอง สิ่งเหล่านี้ล้วนสอดรับกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและการเงินของจีนแทบทั้งสิ้น

 

                          นอกจากนี้ โดยที่เงินหยวนดิจิตัลมาพร้อมกับระบบการสืบค้นย้อนกลับ ทำให้รัฐบาลจีนอาจสามารถใช้ระบบนี้ติดตามการเคลื่อนไหวของเงินหยวนดิจิตัลว่าอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้ใช้ และซื้อหาอะไร อย่างไรได้หากต้องการ

 

                          คุณสมบัติพิเศษนี้จะช่วยสนับสนุนนโยบายการปราบปรามคอรัปชั่นของท่านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็น่าติดตามต่อไปว่านักการเมืองและพนักงานของรัฐคนไหนจะเป็นรายแรกที่ถูกจับในข้อหาคอรัปชั่นด้วยหลักฐานการครอบครองเงินหยวนดิจิตัล

 

                          ประการสุดท้าย การใช้เงินหยวนดิจิตัลอย่างแพร่หลายยังจะช่วยให้แบ้งค์ชาติจีนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิต เก็บรักษา และเคลื่อนย้ายเงินหยวนได้ปีละมหาศาล

 

                          ... ดูท่าเงินหยวนดิจิตัลกำลังจะกลายเป็นอาวุธใหม่ที่เปี่ยมศักยภาพเศรษฐกิจของจีน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้จีนก้าวขึ้นเป็นอภิมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกในอนาคต

 

 

ที่มา  https://www.thansettakij.com/content/columnist/438559

Announcement: 
0

Facebook Comments Box