เมื่อหาบเร่แผงลอยกลายเป็นกลไกพลิกฟื้นเศรษฐกิจจีน

27 January 2021
Source: 
ฐานเศรษฐกิจ

                          ในระหว่างการประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติจีน (National People’s Congress) และสภาที่ปรึกษาทางการเมืองแห่งชาติจีน (Chinese People’s Political Consultative Conference) ที่โดนพิษโควิด-19 และเลื่อนมาประชุมเมื่อสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าสนใจในหลายส่วน อาทิ รายงานสภาพเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติโควิด-19 การไม่ประกาศตัวเลขอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป้าหมาย ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน การให้ความสำคัญกับการจ้างงาน และการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยหยิบเศรษฐกิจหาบเร่แผงลอยว่าจะเป็นกลไกสำคัญหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนในปีนี้

 

                          ต่อมา ก็มีภาพข่าวการลงพื้นที่ตรวจงานและเยี่ยมเยียนประชาชน รวมทั้งการสำรวจสตรีทฟู้ดและหาบเร่แผงลอย ณ เมืองเอียนไถ มณฑลซานตงของท่านหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีของจีนเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา สิ่งที่อาจดูไม่สลักสำคัญอะไรนักกลับกลายร่างเป็นนโยบายพลิกฟื้นเศรษฐกิจจีนในยุคหลังโควิด-19 ในชั่วข้ามคืน

 

                          ท่านหลี่ เค่อเฉียงได้กล่าวว่า หาบเร่แผงลอยเป็นเศรษฐกิจฐานรากและมีความสำคัญเฉกเช่นเดียวกับของกิจการขนาดใหญ่ รัฐบาลจีนจะยกระดับหาบเร่แผงลอยและกิจการขนาดจิ๋วเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาการว่างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในยุคหลังโควิด-19

 

                          คำถามสำคัญก็คือ วิกฤติโคโรน่าไวรัสทำให้เศรษฐกิจจีนเป็นเช่นไร รุนแรงและซับซ้อนเพียงใด หลายคนอาจคิดเลยไปถึงความท้าทายรอบใหม่ของจีน อาทิ การชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ต่ำสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา อัตราการว่างงานที่สูงกว่าวิกฤติเศรษฐกิจและการเงินในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ถ่างกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะเดียวกัน จีนก็ยังมีความท้าทายใหญ่ที่ต้องการขจัดปัญหาความยากจนให้หมดสิ้นจากประเทศภายในปีนี้รออยู่อีกด้วย

 

ควันหลงของโควิด-19 ... ความท้าทายใหญ่ที่รอการปะทุ

 

                          ประการแรก เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 เป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่ท่านหลี่ เค่อเฉียงออกมายอมรับด้วยตนเองว่า เศรษฐกิจจีนในปีนี้คงไม่สามารถเติบโตในอัตรา 6% ตามเป้าหมายเดิมที่เคยตั้งเอาไว้ได้ แนวทางและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ในยุคหลังโควิด-19

 

                          ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดปัญหาโควิด-19 ในช่วงต้นปีนี้ กิจการขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนมากต่างทยอยปิดตัวลง ทำให้ชาวจีนนับสิบล้านคนต้องตกงาน บ้างก็บอกว่าหากนับรวมแรงงานอพยพจากนอกพื้นที่ด้วยแล้ว ตัวเลขคนว่างงานอาจสูง 26 ล้านคน ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนต้องเผชิญกับปัญหาการว่างงานที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งนับแต่เปิดประเทศ

 

                          สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนระบุว่า อัตราการว่างงานในชุมชนเมืองของจีนเพิ่มขึ้นจาก 5.3% ในเดือนมกราคมเป็น 6.2% ในเดือนกุมภาพันธ์ แม้ว่ารัฐบาลจีนตั้งเป้าที่จะรักษาอัตราดังกล่าวให้อยู่ที่ระดับ 6% แต่นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ตัวเลขที่แท้จริงอาจพุ่งแตะระดับ 20% ในปัจจุบัน สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันให้คนในวัยทำงานของจีนพยายามมองหาลู่ทางทำกินใหม่ ซึ่งสิ่งที่ง่าย รวดเร็ว และใช้เงินทุนน้อย ก็ได้แก่ การขายสินค้าและบริการแบบหาบเร่แผงลอย

 

                          ในสถานการณ์ทั่วไป สภาพสังคมเมืองก็มีหาบเร่แผงลอยและร้านค้าขนาดจิ๋วกระจายตัวอยู่ ซึ่งเกี่ยวโยงกับแรงงานที่มีรายได้น้อย และคนที่โยกย้ายถิ่นฐานจากชนบทมาสู่ในเมือง จากสถิติพบว่า จีนมีผู้ประกอบการเหล่านี้อยู่ราว 230 ล้านคน คิดเป็นเกือบ 30% ของแรงงานโดยรวมของจีน คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างผิดกฎหมาย และไม่อยู่ในระบบภาษี

 

                          ขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถพัฒนาตัวเองเข้าสู่อาคารสูงและห้างสรรพสินค้าในเมืองใหญ่ได้ ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การปรับตัวเชิงพฤติกรรมในสังคมเมือง แต่ไปอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจและการปรับธุรกิจให้อยู่ในมาตรฐานที่กำหนด กิจการขนาดจิ๋วเหล่านี้มีรายได้จำกัด ไม่สามารถแบกรับค่าเช่าที่สูงลิบลิ่วในเมืองใหญ่ได้ และอาจไม่มีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานภาครัฐ

 

                          แต่ผลจากวิกฤติโควิด-19 ก็ทำให้เราสังเกตเห็นภาพผู้ประกอบการรายย่อยนำเอาสินค้าสารพัดชนิดทั้งใหม่และเก่า ออกมาจำหน่ายในแบบหาบเร่แผงลอยตามชุมชนต่างๆ เพิ่มขึ้นในหลากหลายรูปแบบ ตั้งโต๊ะขายบ้าง แบกะดินบ้าง หรือเปิดท้ายขายบ้าง บางรายยังมีลูกเล่นด้วยการเอารถหรูมาวางขายสินค้าแฟชั่นมือสอง

 

                          การเข้มงวดกับการจัดระเบียบพื้นที่ที่รับผิดชอบอาจสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ประกอบการที่มีรายได้น้อยเหล่านี้และอยู่ในช่วงขัดสนได้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและประชาชน คนรวยและคนจน และมิติอื่นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมที่ถ่างกว้างขึ้นในระยะหลังได้

 

                          อีกโจทย์หนึ่งของหาบเร่แผงลอยและร้านขนาดจิ๋วก็คือ ภาพลักษณ์เชิงลบ เพราะพอมีคนเอ่ยถึงตลาดยามราตรี ผู้คนก็จะนึกถึง “ความไม่สะอาด” และ “ความไม่ศิวิไลซ์” ขณะที่สินค้าที่มีคุณภาพต่ำ เครื่องประดับปลอม เสื้อผ้าราคาถูก และขนมขบเคี้ยวรสก็จะลอยขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ เลย

 

                          เพื่อมิให้ภาพลักษณ์เดิมๆ ดังกล่าวกลับมา รัฐบาลท้องถิ่นจึงต้องเร่งจัดระเบียบการออกแบบตกแต่ง ในเมืองใหญ่ รูปแบบการนำเสนอสินค้าในรถเข็นหรือวางบนผ้าผืนแทบหายไปสิ้น รัฐบาลท้องถิ่นยังให้ความสำคัญกับด้านสุขอนามัย โดยกำหนดสินค้าที่จะนำมาจำหน่ายต้องมีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร

 

                          ขณะเดียวกัน การจะนำเอาสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมที่มีราคาสูงมาวางจำหน่ายข้างถนนอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าของแบรนด์ปรารถนา ดังนั้น รัฐบาลท้องถิ่นจึงต้องทำงานร่วมมือกับเจ้าของห้างสรรพสินค้าและหาบเร่แผงลอยอย่างสร้างสรรค์ ห้างฯ ได้รับอนุญาตให้ขยายเวลาเปิดให้บริการ และพื้นที่จัดจำหน่ายสินค้าออกมาด้านนอก เพื่อให้เชื่อมต่อพื้นที่ของห้างฯ เข้ากับพื้นที่หาบเร่แผงลอย ทั้งสองส่วนจะได้รับประโยชน์จากกิจกรรมพิเศษและแคมเปญการตลาดในการช่วยดึงคนเข้ามาในพื้นที่ ขณะเดียวกัน หาบเร่แผงลอยก็ได้รับประโยชน์จากแสงสว่าง ที่จอดรถ ห้องน้ำ และอื่นๆ ของห้างฯ

 

                          นอกจากนี้ เรื่องใหญ่ที่ไม่ควรลืมก็คือ ภายหลังการช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ที่ช่วยให้คนจีนราว 900 ล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนในช่วง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา หรือเฉลี่ยกว่า 20 ล้านคนต่อปี พรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจีนยังมีเป้าหมายใหญ่ในการขจัดความยากจนให้หมดสิ้นจากแผ่นดินจีนในปีนี้ จากสถิติของรัฐบาลระบุว่า จีนมีคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจนในปี 2020 เหลืออยู่อีก 10 กว่าล้านคน

 

                          หากมองจากความสามารถในการแก้ไขปัญหาความยากจนในปัจจุบันก็อาจเห็นว่า ตัวเลขคนยากจนตกค้างดังกล่าวไม่เหนือบ่ากว่าแรงรัฐบาลจีน แต่การมาเยือนของโควิด-19 กลายเป็นแรงกดทับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของจีนอีกชั้นหนึ่ง ปัญหาความยากจนดังกล่าวจึงใหญ่และสลับซับซ้อนกว่าเดิมมาก

 

เศรษฐกิจหาบเร่แผงลอย ... ใหญ่พอช่วยได้หรือ

 

                          รัฐบาลจีนเก่งในการรับรู้ข้อมูลและกระแสความรู้สึกของภาคประชาชน แถมยังมีทัศนคติและมุมมองเชิงบวกของการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส เพราะแทนที่จะปล่อยให้ตำรวจเทศกิจตรวจจับหาบเร่แผงลอยที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในพื้นที่ รัฐบาลท้องถิ่นกลับผ่อนคลายกฎระเบียบให้ผู้ค้าผู้ขายได้มีช่องทางในการสร้างรายได้เพื่อต่อสู้กับวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่

 

                          แต่รัฐบาลกลางไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น กลับเดินหน้ายกระดับเป็นนโยบายสำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจกันเลย หลังจากประกาศนโยบายดังกล่าวไม่นาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนก็ออกมารับลูก จนเกิดเป็นกระแสการพัฒนาฐานรากแนวทางใหม่ที่หวังว่าจะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ถูกบีบรัดจากพิษวิกฤติโควิด-19

 

                          ขณะเดียวกัน นักวิชาการและประชาชนก็เรียกนโยบายนี้ภายใต้ศัพท์เทคนิคใหม่กันอย่างหลากหลาย อาทิ เศรษฐกิจการขายริมทาง เศรษฐกิจเดินเล่น เศรษฐกิจหาบเร่แผงลอย และเศรษฐกิจแบกะดิน แถมยังแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางถึงรูปแบบและความเหมาะสมของนโยบายดังกล่าว

 

                          ท่านหลี่ เค่อเฉียงยังได้พูดถึงการเปิดร้านชาในยุคหลังปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่สื่อในจีนก็กล่าวถึงศักยภาพของเศรษฐกิจหาบเร่แผงลอย และยกตัวอย่างนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันว่าคนเหล่านี้ล้วนผ่านประสบการณ์ของการเป็นผู้ค้ารายย่อยในอดีตมาแล้วทั้งสิ้น แม้กระทั่งแจ็ก หม่าแห่งอาลีบาบาก็เคยเริ่มธุรกิจแรกด้วยการปูผ้าวางขายสินค้าหัตถกรรมบริเวณทางเท้าเพื่อนำเงินไปจ่ายค่าเช่าห้อง

 

                          รัฐบาลจีนมองว่า ในยุคหลังโควิด-19 พฤติกรรมของชาวจีนใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น และหากออกไปนอกบ้านเพื่อหาซื้อของใช้จำเป็นก็นิยมไปยังพื้นที่ใกล้เคียง ในแง่นี้ หาบเร่แผงลอยมีจุดเด่นในเรื่องความสะดวก และเอื้อประโยชน์แก่ผู้คนที่มีรายได้น้อยในชุมชน เพียงแต่รูปแบบ วิธีการ สินค้าและบริการ และอื่นๆ ที่จะนำเสนอหลายอย่างต้องได้รับการปรับปรุง หากรัฐบาลแก้ไขปัญหาของหาบเร่แผงลอยได้ถูกจุด นโยบายเศรษฐกิจนี้ก็จะสามารถช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจจีนได้เป็นอย่างมาก

 

                          รัฐบาลจีนจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานสินค้าและการให้บริการ การพัฒนาช่องทางจัดจำหน่าย และการสนับสนุนทางการเงินแก่กิจการที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ เพื่อช่วยแก้ไขหลายปัญหาที่เผชิญอยู่ในระยะเร่งด่วน และระยะยาว รวมทั้งยังจะปรับให้ธุรกิจขนาดเล็กเหล่านี้มีรายได้ เข้มแข็ง และเข้าสู่ระบบภาษีได้ในที่สุด

 

                          นโยบายหาบเร่แผงลอยนี้ยังสอดรับกับนโยบายเศรษฐกิจยามราตรี (Night Economy) ที่รัฐบาลของหลายเมืองเคยประกาศเดินหน้าไว้ก่อนหน้านี้ การเพิ่มกิจกรรมการขายในช่วงกลางวันของวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันเสาร์อาทิตย์ตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงเที่ยงคืนเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจทั้งในมิติของกิจกรรมและเงื่อนเวลาที่เป็นประโยชน์เฉลี่ยถึงราว 20% ต่อสัปดาห์ ทั้งแก่กลุ่มผู้ประกอบการเดิมและผู้ประกอบการใหม่ โดยรัฐบาลจีนประเมินว่า หากบูรณาการนโยบายทั้งสองสำเร็จ นโยบายใหม่นี้จะเพิ่มการจ้างงานและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในแต่ละเมืองได้เป็นอันมาก

 

                          ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้กำหนดเป้าหมายของการสร้างงานใหม่ 9 ล้านตำแหน่งในปีนี้ ลดลงจาก 11 ล้านตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แต่ลำพังผู้จบการศึกษาระดับวิทยาลัยขึ้นไปที่เข้าสู่ตลาดแรงงานในปีนี้ก็ปาเข้าไปถึง 8.7 ล้านรายแล้ว เมื่อรวมเข้ากับแรงงานที่ตกงานในช่วงโควิด-19 อีกนับสิบล้านราย ตำแหน่งงานใหม่ที่รัฐบาลตระเตรียมไว้เดิมก็ไม่น่าจะเพียงพอรองรับอุปทานแรงงานที่ตกงานในปัจจุบันอยู่ดี

 

                          ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจีนจึงต้องกำหนดนโยบายใหม่เพื่อลดผลกระทบจากการว่างงาน ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าการสร้างเศรษฐกิจฐานรากตัวใหม่ที่เปิดให้แต่ละคนได้เป็นเจ้านายตัวเอง รัฐบาลของเกือบ 30 เมืองต่างตอบรับนโยบายใหม่ในทันทีด้วยกิจกรรมที่เกี่ยวข้องมากมาย โดยมีเฉินตูเป็นเมืองแรกที่ประกาศผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกการดำเนินนโยบายดังกล่าว

 

                          ท่านนายกรัฐมนตรีของจีนได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมใหญ่ที่กรุงปักกิ่งถึงการนำร่องดำเนินนโยบายดังกล่าวในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่เฉินตูว่า การจัดหาบเร่แผงลอยเคลื่อนที่ราว 36,000 รายทำให้เกิดการจ้างงานถึง 100,000 คน ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และสร้างสีสันให้แก่เมืองเป็นอย่างมาก

 

                          ครั้นพอเข้าช่วงการประชุมใหญ่ที่กรุงปักกิ่ง รัฐบาลเฉินตูก็ขยายโครงการอีกระลอกด้วยการเพิ่มหาบเร่แผงลอยอีกกว่า 2,230 ราย และร้านค้าเล็กใหญ่จำนวนราว 17,750 แห่งก็ได้รับอนุญาตให้ขยายพื้นที่ออกมาด้านนอก ซึ่งช่วยทำให้ร้านอาหารมีระดับการจ้างงานสูงถึง 98% ของสภาวะปกติ

 

                          ภายหลังความสำเร็จของเทศกาลช้อปปิ้ง “Double 5” ในเดือนต่อมา รัฐบาลเซี่ยงไฮ้ก็ได้สานต่อโดยผนวกกิจกรรมยามราตรีเข้าไว้ในเทศกาล “Double 6” ทั้งในด้านการช้อปปิ้งและบันเทิง ห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง เช่น เคอร์รี่เซนเตอร์ (Kerry Center) ย่านหนานจิงซีลู่ ก็จัดตลาดนัดกลางคืนในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ตลอดเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งสร้างสีสันและดึงเอาความคึกคักให้กลับสู่นครที่ไม่เคยหลับได้มาก

 

                          หูเป่ยก็เป็นอีกมณฑลหนึ่งที่ออกนโยบายเพื่อดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหาบเร่แผงลอยและเศรษฐกิจยามราตรี เมืองอู่ฮั่น ศูนย์กลางของแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ภาคการบริโภคได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ก็ได้รับการผ่อนคลายและกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมตามนโยบายดังกล่าว แม้กระทั่งโรงแรมเชอราตันในใจกลางเมืองก็นำเอาบริการบาร์บีคิวมาด้านนอกติดทางเดินเท้า 

 

                          นักวิเคราะห์สำนักหนึ่งยังประเมินว่า นโยบายนี้จะช่วยสร้างงานในแต่ละเมืองใหญ่ได้ราว 100,000 ตำแหน่ง และอาจเพิ่มสูงถึง 50 ล้านคนทั่วประเทศหากรัฐบาลจีนสนับสนุนในด้านพื้นที่แก่เกษตรกรและผู้ค้าเหล่านี้ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา

 

                          นอกจากนี้ เพื่อให้นโยบายดังกล่าวเกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลจีนก็ได้เชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมดำเนินโครงการ กิจการด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีนต่างออกมาเด้งรับลูกกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็นอาลีบาบา (Alibaba) เจดีดอตคอม (JD.com) เทนเซ้นต์ (Tencecnt) เหม่ยถวนเตี่ยนผิง (Meituan Dianping) และซูหนิง (Suning) กิจการเหล่านี้ทยอยประกาศมาตรการสนับสนุนทางการเงินและอื่นๆ ที่ช่วยเหลือหาบเร่แผงลอยและกิจการขนาดเล็กอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

 

                          อาลีบาบาได้ออกแคมเปญสนับสนุนหาบเร่แผงลอยและกิจการขนาดเล็กจำนวนอย่างน้อย 30 ล้านรายผ่านกิจกรรมหลัก 4 ด้าน อันได้แก่ การจัดหาผลิตภัณฑ์ ข้อมูลอัจฉริยะ การคุ้มครองลูกค้า และการสนับสนุนทางการเงิน

 

                          ในด้านการจัดซื้อและการพัฒนาธุรกิจ อาลีบาบาอาศัยแพล็ตฟอร์ม 1688.com ในการเชื่อมโยงผู้ค้าเหล่านั้นกับเครือข่ายโรงงานโดยตรง ขณะที่ในด้านการเงิน พี่เบิ้มแห่งวงการค้าออนไลน์ได้จัดเตรียมสินเชื่อขนาดจิ๋ว (Microloans) ปลอดดอกเบี้ยในวงเงินรวมถึง 70,000 ล้านหยวนแก่ผู้ประกอบการเหล่านั้น

 

                          นอกจากนี้ อาลีบาบายังจัดบัตรกำนัลมูลค่า 700 หยวนแก่หาบเร่แผงลอยทั่วจีนเพื่อสำหรับจัดซื้อสินค้าและบริการวิเคราะห์วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อช่วยให้กิจการเหล่านี้ค้นพบโอกาสทางธุรกิจและกำหนดสินค้าเป้าหมาย

 

                          เจดีดอตคอมก็เปิดแผน “ซิงซิงจือหั่ว” (Xingx­ing Zhi­huo) หรือ “จุดประกายไฟ” สนับสนุนกิจการขนาดเล็กด้วยการจัดหาสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยเพื่อการจัดซื้อสินค้าและบริการในมูลค่ารวมถึง 100,000 หยวน ซึ่งคาดว่าจะสร้างประโยชน์แก่ร้านสะดวกซื้อและกิจการหาบเร่แผงลอยราว 1 ล้านราย และยังจะช่วยสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานและบริการที่มีการจ้างงานกว่า 5 ล้านราย

 

                          ขณะเดียวกัน เทนเซ้นต์ เจ้าของวีแชต สื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมของจีน ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน โดยประกาศ “แผนการจุดพลุร้านขนาดเล็กแห่งชาติ” (Na­tional Small Shop Fire­works Plan) ที่ต้องการช่วยกิจการขนาดเล็กและขนาดจิ๋วในการปลดล็อกปัญหาอย่างเร่งด่วน และเพิ่มกำไรผ่านการผสมผสานระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ การให้คำปรึกษาทางธุรกิจ และการสนับสนุนด้านการตลาด สวัสดิการ และการรับประกันธุรกิจ

 

                          เหม่ยถวนเตี่ยนผิง เจ้าพ่อวงการจัดส่งอาหารก็จัด “แคมเปญสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ” (Spring Wind Cam­paign) ที่จะช่วยร้านขนาดเล็กนับล้านรายด้วย 6 มาตรการ อาทิ สินเชื่อพิเศษ บริการห่วงโซ่อุปทาน และการฝึกอบรมเป้าหมาย รวมทั้งยังจะร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นในการจัดหาบัตรกำนัลการบริโภคจำนวนราว 40 โครงการ และการช่วยนำทางผู้บริโภคไปสู่ร้านค้าให้สะดวกคล่องตัวอีกราว 60 โครงการ

 

                          นอกจากนี้ ซูหนิง ยักษ์ใหญ่วงการค้าปลีกในจีนก็ออก “แผนความเป็นหุ้นส่วนการเดินเล่นยามค่ำ” (Evening Stroll Part­ner­ship Plan) ที่จัดหากองทุนสตาร์ตอัพอัตราดอกเบี้ยต่ำมูลค่า 2,000 ล้านหยวนแก่ผู้ค้าในตลาดเดินเล่นยามราตรีดังกล่าว

 

                          การขยับตัวอย่างพร้อมเพียงของภาครัฐและเอกชนในเรื่องนี้ทำให้ราคาหุ้นของธุรกิจที่เกี่ยวข้องพุ่งสูงขึ้นทันที อาทิ ผู้บริหารศูนย์การค้า ผู้รับบริหารการจัดงาน ผู้ผลิตร่มขนาดใหญ่สำหรับพื้นที่กลางแจ้ง และผู้ผลิตและดัดแปลงจักรยานยนต์ และรถยนต์เป็นรถอาหารเคลื่อนที่

 

                          ขณะเดียวกันพลังความคิดของคนรุ่นใหม่ก็นำไปสู่ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่แหวกแนวและเต็มไปด้วยจุดขาย อาทิ สิ่งประดิษฐ์และงานศิลป์สุดสร้างสรรค์ ร้านกาแฟอารมณ์ศิลป์ที่มีนักวาดภาพคอยให้บริการแก่ลูกค้า ร้านถ่ายรูปกับภาพในฝัน และแม้กระทั่งที่ปรึกษาทางกฎหมายข้างถนน

 

                          พลังจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนกำลังส่งผลให้นโยบายหายเร่แผงลอยที่ไม่ค่อยมีคนสนใจมากนักในระยะแรกแสดงผลงานอย่างเป็นรูปธรรมในหลายด้าน จนผู้คนเริ่มพูดกันว่านโยบายนี้จะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากของจีนในยุคหลังโควิด-19 ได้อย่างน่าทึ่ง  

มีคนหนุนเยอะ ... มีคนค้านแยะ

 

                          แต่ใช่ว่านโยบายดังกล่าวจะได้รับการตอบรับเท่านั้น เพราะในอีกด้านหนึ่งก็มีผู้คนออกมาวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความเห็นคัดค้านต่อนโยบายดังกล่าวป็นจำนวนมากเช่นกัน สื่อระดับชาติบางรายใช้ถ้อยคำแสดงความเห็นแย้งค่อยข้างรุนแรงจนชาวจีนเริ่มงงว่ารัฐบาลจีนกำลังส่งสัญญาณอะไรกันแน่ โดยครอบคลุมประเด็นการสวนทางนโยบายพัฒนาชุมชนเมือง การจราจร ประสิทธิภาพของนโยบายต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และอื่นๆ

 

                          อันที่จริง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาชุมชนเมืองภายใต้การสร้างเมืองศิวิไลซ์ต้นแบบ จากเดิมที่หาบเร่แผงลอยและแรงงานผิดกฎหมายที่เคยโดนจัดระเบียบไม่ให้วางขายตามทางเท้าและให้อพยพออกนอกพื้นที่ภายใน 72 ชั่วโมง ตามลำดับ

                          

                          พื้นที่ทางเท้าถูกจัดระเบียบใหม่จนคนไทยที่กลับไปเยือนครั้งแรกในรอบหลายปี สงสัยว่าบ้านเมืองของจีนทำไมจึงเป็นระเบียบเรียบร้อยและสะอาดตาเช่นนี้ หาบเร่แผงลอยในถนนสายหลักหายไปจากทางเท้า พื้นที่จอดรถถูกคืนให้เป็นถนน ทำให้ปัญหารถติดพลอยมลายหายไป

 

                          แต่วันนี้รัฐบาลจีนกำลังดำเนินนโยบายเศรษฐกิจหาบเร่แผงลอย เพื่อชุบชีวิตหาบเร่แผงลอยและกิจการขนาดจิ๋วให้กลับมาช่วยฟื้นเศรษฐกิจจีนในยุคหลังโควิด-19 ที่ดูเหมือนจะสวนทางกับนโยบายพัฒนาชุมชนเมือง บ้างก็เปรียบเศรษฐกิจหากเร่แผงลอยเสมือนไดโนเสาร์ และการดำเนินนโยบายดังกล่าวถือเป็นการบอกลาจากการเติบโตที่มีคุณภาพสูง

 

                          ถึงขนาดผู้ประกาศข่าวของสื่อระดับชาติค่ายซีซีทีวี (China Central Television) ท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า เศรษฐกิจหาบเร่แผงลอยดูจะไม่เหมาะกับเมืองเอกอย่างปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ หากรัฐบาลนำเอาเศรษฐกิจหาบเร่แผงลอยกลับมาสู่เมืองเหล่านี้ ก็เสมือนเป็นการย้อนกลับสู่อดีตหนึ่งทศวรรตในชั่วข้ามคืน

ในทางปฏิบัติ นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจหาบเร่แผงลอยอาจประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม เพราะหลายเมืองในหลายพื้นที่อาจไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องภาพลักษณ์ของเมือง และสิ่งอำนวยความสะดวก ยกตัวอย่างเช่น กรุงปักกิ่งซึ่งเป็นเสมือนเมืองตัวแทนของประเทศ หรือเซี่ยงไฮ้ที่กำหนดวิสัยทัศน์เป็นเมืองศิวิไลซ์ต้นแบบของโลก แถมในใจกลางเมืองฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่ก็มีพื้นที่ทางเดินเท้าค่อนข้างแคบอีกด้วย

 

                          นอกจากนี้ ยังมีผู้คนวิจารณ์เลยเถิดไปถึงการหมุนกลับของหลายนโยบายที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบาย “ลูกคนเดียว” ที่ในระยะแรกของการดำเนินนโยบายได้พยายาม “ล้างสมอง” ให้คนจีนปรับเปลี่ยนทิศนคติในการมีลูกจากการมุ่งเน้นในเชิงปริมาณ มาเป็นในเชิงคุณภาพ แต่หลังจากใช้นโยบายดังกล่าวมาราว 30 ปีนับแต่เปิดประเทศ รัฐบาลจีนก็ปรับเป็นนโยบาย “ลูกสองคน” และอาจเป็น “ลูกสามคน” หรืออาจปลดล็อกในเรื่องจำนวนการมีลูกของชาวจีนในอนาคต

ขณะเดียวกัน ก็มีหลายฝ่ายเห็นว่า การเปิดพื้นที่ให้เศรษฐกิจหาบเร่แผงลอยจำเป็นต้องเกิดควบคู่กับการจัดระเบียบในด้านอื่นๆ การขาดการจัดระเบียบที่ดีอาจนำไปสู่ปัญหาการจราจรและอาชญากรรม ก่ออันตรายแก่ผู้เดินเท้า และสร้างปัญหาเชิงสังคมตามมา ซึ่งจะบั่นทอนความงดงามของเมืองลง และอาจกระทบเชิงลบต่อภาพใหญ่ของการพัฒนาชุมชนเมืองในระยะยาว

 

                          ในด้านเศรษฐกิจ นักวิชาการบางส่วนให้ข้อคิดเห็นว่า เศรษฐกิจหาบเร่แผงลอยไม่ใช่ยารักษาแผลเศรษฐกิจที่มีอยู่ หรือเป็นคำตอบสุดท้ายของความมั่งคั่งด้านเศรษฐกิจในระยะยาว แต่มันจะเป็นเพียงการสร้างภาพลวงตาในด้านความมั่นคงด้านแรงงานให้แก่คนตกงานในเมือง แรงงานที่อพยพมาจากต่างพื้นที่ และผู้จบการศึกษาใหม่เท่านั้น

 

                          ประการสำคัญ การดำเนินนโยบายดังกล่าวยังอาจจะทำให้เศรษฐกิจของจีนเสียศูนย์จากความพยายามในการเดินหน้าสู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกที่จำเป็นต้องอาศัยความเอาจริงเอาจังในการพัฒนาด้านเทคโนโลยี

                          

                          หลายคนสงสัยว่า ทำไมจีนจะเดินกลับไปสู่ธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และแสดงทัศนะว่า จีนไม่ควรกลับไปขายสินค้าในรูปแบบเดิม ในขณะที่จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของเทคโนโลยีระดับสูงและนวัตกรรม ธุรกิจจีนในปัจจุบันสามารถขายสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบไลฟ์สตรีม (Livestream) ของแอพสื่อสังคมออนไลน์ เช่น โต่วอิน (Douyin) หรือติ๊กต็อก (TikTok) ของจีน

                   

                          แม้ว่านโยบายดังกล่าวจะมีกระแสคัดค้านอยู่มาก แต่รัฐบาลจีนก็ยังเดินหน้านโยบายดังกล่าวอย่างจริงจัง ภายใต้หลักการที่ว่า “ไม่มีนโยบายใดที่ให้ผลแต่เพียงด้านบวก” ซึ่งอาจสะท้อนว่าวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนอย่างรุนแรงในหลายระดับ

 

                          รัฐบาลจีนจึงต้องงัดเอาอาวุธที่มีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายประเมินว่าการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจหาบเร่แผงลอยจะเป็นเพียงนโยบายในระยะสั้นเท่านั้น แต่ด้วยประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานรากเฉพาะหน้าและศักยภาพในระยาว รัฐบาลจีนก็อาจผลักดันการดำเนินนโยบายดังกล่าวให้นานพอที่จะช่วยทุเลาปัญหาเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างงาน และการกระตุ้นการบริโภค และหวังว่าจะช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของกิจการรายย่อย และก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิดในระยะยาว

 

                          การส่งสัญญาณที่ชัดเจนในเชิงงนโยบายและมาตรการส่งเสริมของภาครัฐในครั้งนี้ได้สร้างความเชื่อมั่นและพลังใจแก่หาบเร่แผงลอยและกิจการขนาดจิ๋วเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกัน ชาวจีนส่วนใหญ่ก็ล้วนมีความเป็นผู้ประกอบการอยู่ในสายเลือด คนเหล่านี้กล้าคิด กล้าเสี่ยง กล้าล้ม และพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้เสมอ เมื่อผนวกกับมาตรการความช่วยเหลือ การสนับสนุนทางการเงิน และอื่นๆ จากกิจการรายใหญ่ของจีน ก็น่าจะทำให้กิจการที่เกี่ยวข้องเหล่านี้แข็งแกร่งและก้าวขึ้นมาเป็นกิจการในระบบไม่มากก็น้อย

 

                          ไทยเราก็มีสตรีทฟู้ดที่ขึ้นชั้นระดับโลก ขณะที่หาบเร่แผงลอยก็เป็นเสน่ห์ของสังคมไทยในสายตาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมานานหลายปี  การเปิดพื้นที่และจัดเวทีให้หาบเร่แผงลอยในการทำมาหากิน และดึงเอากิจการขนาดใหญ่เข้ามาช่วยสนับสนุนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกิจการเหล่านี้อ่างจริงจัง เป็นระบบ และต่อเนื่องแล้ว นอกจากจะช่วยลดภาระอันหนักอึ้งในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในมือของรัฐบาลแล้ว เราอาจได้เห็นพ่อค้าแม่ขายเหล่านี้อาจกลายหนึ่งในคำตอบในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย และพัฒนาตนเองเข้าสู่ระบบการค้าที่ยั่งยืนในยุคหลังโควิด-19 …

 

 

ที่มา https://www.thansettakij.com/content/columnist/440303

 

Announcement: 
0

Facebook Comments Box