มังกรพุ่งชนอินทรีย์ในเท็ควอร์ยุคหลังโควิด-19

27 January 2021
Source: 
ฐานเศรษฐกิจ

                          ภายหลังสหรัฐฯ ออกมาตรการกีดกันทางการค้าต่อสินค้าของจีน และกลายพันธุ์เป็น “เทรดวอร์” (Trade War) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยการยืมมือประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดาเปิดเกมส์ “เท็ควอร์” (Tech War) ผ่านผู้บริหารระดับสูงของหัวเหว่ย (Huawei)

 

                          ต่อมา รัฐบาลสหรัฐฯ ยังพยายามเรียกร้องให้พันธมิตรอย่างสหราชาณาจักร ออสเตรเลีย และอินเดีย ดำเนินมาตรการบอยคอตกิจการและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิตัลของจีนหลายครั้งหลายหน

 

                          เข้าเดือนสิงหาคม 2020 ดูเหมือนว่าความร้อนแรงของเทควอร์จะพุ่งทะลุเกินพิกัด เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) บอยคอตแอพติ๊กต็อก (TikTok) และวีแชต (WeChat) ส่งผลให้โลกต้องหันกลับมาจับตามองความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

 

การขับเคี่ยวจากภาครัฐและเอกชนลามถึงภาคประชาชน

 

                          คงไม่มีใครปฏิเสธถึงความเป็นผู้นำโลกด้านดิจิตัลและนวัตกรรมของสหรัฐฯ นับแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา แม้ว่ามีประเทศที่ก้าวขึ้นมาท้าชิงเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพโซเวียต เยอรมนี และญี่ปุ่น แต่ทั้งหมดต่างก็ต้องยอมยกธงขาวในเวลาต่อมา

 

                          บทบาทของภาครัฐนับว่ามีนัยความสำคัญสูงต่อความสำเร็จในการพัฒนาดังกล่าว การทุ่มเงินและสรรพกำลังอื่นของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อการวิจัยและพัฒนาในสินค้าไฮเทค อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ จนแย่งชิงตำแหน่งผู้นำโลกจากญี่ปุ่นในยุคทศวรรษ 1990 นับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

 

                          บางคนอาจการนึกถึงการให้ความสำคัญกับการพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการพัฒนาองค์กรหลักอย่างนาซ่า สถาบันการศึกษา และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

 

                          อย่างไรก็ดี นับแต่เปลี่ยนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 จีนเริ่มขยับขึ้นมาเป็นคู่ต่อสู้รายใหม่ จีนเรียนรู้และเรียนลัดปัจจัยแห่งความสำเร็จจากผู้นำอย่างสหรัฐฯ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้จัดสรรงบประมาณด้านวิจัยและพัฒนาในระดับ 3-4% ของจีดีพีในแต่ละปี ซึ่งหากพิจารณาว่า เศรษฐกิจเติบโตในอัตราที่สูงก็เท่ากับว่า จีนใส่เงินเพื่อการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน

 

                          ภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและไฮเทคของจีนโดดเด่นชัดเจนมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ดัชนีนวัตกรรมของจีนก้าวกระโดดอย่างรวดเร็วเฉลี่ยมากกว่า 1 อันดับต่อปี จนอยู่ในระดับที่ 15 ของโลกในปัจจุบัน ถึงขนาดตั้งเป้าจะก้าวแซงสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2030 หรือในปีราว 10 ปีข้างหน้า

 

                          สัญญาณเตือนดังกล่าวทำเอาสหรัฐฯ อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ และเริ่มเดินหน้ามาตรการชะลอการสยายปีกของธุรกิจดิจิตัลและนวัตกรรมของจีนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีครั้งใดที่การออกมาตรการสกัด “ดาวรุ่ง” จะเป็นแบบ “เปิดหน้าชก” เฉกเช่นในยุคสมัยของประธานาธิบดีโดนัลส์ ทรัมป์

 

                          นอกจากนี้ เรายังสังเกตเห็นรัฐบาลสหรัฐฯ เดินเกมส์อย่างสลับซับซ้อนมากขึ้นในระยะหลัง โดยขยายวงจากบทบาทนำในการพัฒนาระบบนิเวศน์ภายในประเทศไปสู่การแทรกแซงเพื่อกีดกันการเติบใหญ่ของธุรกิจต่างชาติ

 

                          รัฐบาลสหรัฐฯ กระโดดเข้าขัดขวางการส่งออกสินค้าไฮเทคไปยังตลาดจีน และการขายกิจการด้านดิจิตัลให้แก่นักลงทุนจีน บ่อยครั้งก็ยังแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่กิจการจีนไปขึ้นทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค

 

                          สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยก็เป็นอีกเวทีหนึ่งที่ปะทะกันอย่างร้อนแรง รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ต้องการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ของตนเองในการโยกย้ายถิ่นฐานไปทำงานในจีน แม้กระทั่งนักศึกษาจีนจำนวนมากที่ไปศึกษาต่อในสหรัฐฯ ก็ถูก “เหยียดชาติ” หรือถูกกีดกันในการทำวิจัยเชิงลึกมากขึ้นโดยลำดับ

 

                          แต่ด้วยศักยภาพและชั้นเชิงที่ไม่ห่างชั้นกันมาก คู่ท้าชิงใหม่อย่างจีนก็ดูจะไม่ยอม “ตั้งรับ” เพียงฝ่ายเดียวดังเช่นประเทศอื่น เราจึงเห็นการออกมาตรการแก้แกมส์ของรัฐบาลจีนเป็นระยะเช่นกัน

 

                          ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้ผลักดัน “โครงการพรสวรรค์พันคน” (Thousand Talents Program) ซี่งต่อมาขยายกรอบการดำเนินโครงการครอบคลุมในหลายมิติ อาทิ การดึงคนจีนที่มีความสามารถเฉพาะด้าน และคนจีนโพ้นทะเลกลับประเทศ รวมทั้งชาวต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถจากทั่วโลกโดยไม่จำกัดสัญชาติผ่านระบบกรีนการ์ด แถมยังแยกกลุ่มเป้าหมายที่มีอายุ 40-55 ปี และกลุ่มพรสวรรค์ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี เป็นต้น

 

                          ต่อมา การชิงไหวชิงพริบยังสะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างกันที่หยั่งลึกลงไปถึงภาคเอกชน โดยเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา แบ้งค์ชาติจีนก็ชิงตัดหน้านำร่องทดลองใช้เงินหยวนดิจิตัล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินมาตรการสนับสนุนนโยบายการพัฒนาเงินหยวนเป็นสกุลเงินสากล อันจะนำไปสู่การลดระดับการพึ่งพาเงินเหรียญสหรัฐฯ ในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

 

                          ขณะเดียวกัน สิ่งนี้เป็นเสมือนการลดบทบาทเงินลิบรา (Libra) ในเวทีเศรษฐกิจและการเงินโลก สกุลเงินดิจิตัลนี้ริเริ่มโดยเฟซบุ๊ก (Facebook) กิจการข้ามชาติรายใหญ่ของสหรัฐฯ และมีรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลัง การเปิดตัวเงินหยวนดิจิตัลเร็วกว่าเงินลิบราไปหนึ่งก้าวก็ทำให้แผนการที่วางไว้ของสหรัฐฯ ดูจะไปถึงฝั่งฝันยากมากขึ้นเป็นทวีคูณ

 

บอยคอตติ๊กต็อกและวีแชต ... การราดน้ำมันใส่กองไฟ

 

                          ครั้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา เท็ควอร์ระลอกใหม่ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งกำหนดเส้นตายให้ไบ้ต์แดนซ์ (ByteDance) เจรจาขายแอพติ๊กต็อกที่กำลังฮ็อตฮิตทั่วโลกให้ไมโครซอฟท์หรือกิจการของสหรัฐฯ ภายใน 45 วัน หรือเดดไลน์ราวกลางเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ มิฉะนั้นจะถูกสั่งปิดบริการในสหรัฐฯ

 

                          ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ลงนามในคำสั่งอีกฉบับที่บังคับใช้กับแอพวีแชตของเทนเซ้นต์โฮลดิ้งส์ จำกัด (Tencent Holdings Ltd.) และกิจการในเครือในเงื่อนไขและเงื่อนเวลาเดียวกัน ดูเหมือนว่านี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลสหรัฐฯ แทรกแซงธุรกิจซอฟท์แวร์ผู้บริโภคเชิงพาณิชย์ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือของชาวอเมริกันจำนวนหลายสิบล้านคน

 

                          คำสั่งดังกล่าวมาพร้อมกับมติเห็นชอบของวุฒิสภาหรือสภาสูงของสหรัฐฯ ในร่างกฎหมายห้ามพนักงานของรัฐใช้แอพติ๊กต็อกกับเครื่องมือและอุปกรณ์ของภาครัฐ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรหรือสภาล่างให้ความเห็นชอบร่างคู่ขนานอีกฉบับหนึ่งไปเมื่อเดือนก่อน หลังจากนี้ก็เหลือเพียงการผนวกร่างทั้งสองและเสนอประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตราเป็นกฎหมายและบังคับใช้ต่อไป

 

                          แน่นอนว่ามาตรการเหล่านี้ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง ชาวอเมริกันจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มเจนแซด ต่างแสดงความไม่พอใจต่อการแบนติ๊กต็อกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ผู้คนในหลายประเทศนับร้อยล้านรายที่พึ่งพาการสื่อสาร พูดคุย หรือแม้กระทั่งการโอนเงินผ่านวีแชตต้องหาช่องทางใหม่กันวุ่นวายไปหมด เพราะแอพสัญชาติอเมริกันต่างก็ถูกแบนในตลาดจีน

 

                          ขณะเดียวกัน คำสั่งดังกล่าวเป็นเสมือนการเอา “มีดจ่อคอหอย” ไบ้ต์แดนซ์และเทนเซ้นต์เป็นตัวประกัน ซึ่งสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าและไม่พอใจอย่างมากต่อทั้งสองบริษัทฯ

 

                          ผู้บริหารของติ๊กต็อกเห็นว่า การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นอันตรายต่อแนวคิดเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและตลาดเสรี ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของสหรัฐฯ ขณะที่โฆษกหญิงของติ๊กต็อกก็ออกมายืนยันว่า บริษัทฯ ไม่ได้แชร์ข้อมูลของผู้ใช้ออกไปสู่ชุนชนออนไลน์ภายนอกอย่างที่รัฐบาลสหรัฐฯ กังวลใจแต่อย่างใด

 

                          เซ็นเซอร์ทาวเวอร์ (Sensor Tower) บริษัทวิจัยตลาดแอพชั้นนำรายหนึ่งเปิดเผยข้อมูลว่า ติ๊กต็อกมีผู้ใช้บริการแบบขาประจำเป็นจำนวนถึง 26.5 ล้านรายต่อเดือน ในจำนวนนี้ ราว 60% เป็นผู้ใช้ที่มีอายุระหว่าง 16-24 ปี โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2020 ผู้ใช้บริการดังกล่าวเข้าไปอัพโหลดและดาวน์โหลดถึง 626 ล้านครั้ง สูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก และสร้างรายได้ผ่านแอปเปิ้ลและกูเกิ้ลมากกว่า 420 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงเป็นอันดับของโลก

 

                          ขณะเดียวกัน โฆษกของเทนเซ้นต์ก็แจ้งว่า บริษัทฯ กำลังพิจารณาศึกษาคำสั่งเพื่อความเข้าใจอย่างชัดเจนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ทั้งนี้ ปัจจุบัน เทนเซ้นต์มีผู้ใช้บริการจำนวนรวมกว่า 1,200 คนทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจีน (รวมกว่า 1,100 ล้านคน) นอกจากวีแชตแล้ว บริษัทฯ ยังเป็นผู้นำในตลาดอีเกมส์ และให้บริการสตรีมมิ่งเพลง และคลาวด์ จึงถือเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงสุดอันดับต้น ๆ ของโลก

 

                          แม้ว่าตลาดสหรัฐฯ จะมีสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับตลาดเชิงปริมาณโดยรวมของเทนเซ้นต์ แต่ก็ถือเป็นตลาดคุณภาพที่เปี่ยมด้วยศักยภาพในระยะยาว รายได้ส่วนใหญ่ในปีที่ผ่านมามาจากบริการมูลค่าเพิ่ม (Value Added Services) โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีเกมส์ที่มีอัตราการขยายตัวสูง ขณะที่บริการทางการเงิน เช่น วีแชตเพย์ก็มีสัดส่วนถึง 25% และการโฆษณาออนไลนัอีกราว 20% ของทั้งหมด

 

                          การโดนปิดกั้นการประกอบธุรกิจในสหรัฐฯ จะทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสทางธุรกิจในสหรัฐฯ และที่เชื่อมโยงระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่น รวมทั้งยังอาจกระทบต่อแผนการขยายธุรกิจในต่างประเทศในอนาคต

 

                          สิ่งนี้ทำเอานักลงทุนอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน เพียงวันเดียว หุ้นของเทนเซ้นต์ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเซียดิ่งลงกว่า 10% จากราว 570 เหรียญฮ่องกงเหลือไม่ถึง 500 เหรียญฮ่องกง และมูลค่ารวมหดหายไปถึงราว 34,600 เหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

 

                          ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในชั้นนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าคำสั่งแบนดังกล่าวจะครอบคลุมถึงบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการแอพจีนในต่างประเทศด้วยหรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากรวมอยู่ด้วย กิจการสัญชาติอเมริกัน อาทิ วอลล์มาร์ท ซึ่งมีบริการอีเพย์เม้นต์เชื่อมผ่านวีแชตในจีน ก็น่าจะได้รับผลกระทบอย่างมาก

 

                          ขณะเดียวกัน แบรนด์อเมริกัน ทั้งเล็กและใหญ่ อาทิ ไนกี้ เคเอฟซี สตาร์บักส์ และอเมซอน ต่างใช้มินิแอพในวีแชตเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมและดึงเอาผู้บริโภคในจีนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ธุรกรรมเหล่านี้สร้างรายได้ให้เทนเซ้นต์ในสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับรายได้จากส่วนอื่น ขณะที่รายได้จากตลาดจีนของบริษัทอเมริกันมีสัดส่วนค่อนข้างสูง ดังนั้น ผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวจะมีผลเชิงลบต่อเทนเซ้นต์น้อยกว่าของกิจการยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ

 

เหตุผลทางการเมือง ... เถ้าถ่านจากกองเพลิง

 

                          โดยที่ตามกฎหมายจีนปี 2017 กำหนดว่านิติบุคคลจีนมีหน้าที่สนับสนุนและร่วมมือกับงานด้านการสืบราชการลับของชาติ ดังนั้น ในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐฯ จึงประเมินว่า การขยายตัวของการใช้แอพที่พัฒนาและบริหารงานโดยกิจการของจีนจึงถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ในระยะยาว

 

                          อย่างไรก็ดี การที่สหรัฐฯ เลือกใช้เหตุผลด้านความมั่นคงเป็นตัวตั้ง โดยอ้างว่าหากไม่ดำเนินการใด ๆ สหรัฐฯ ก็อาจจะโดน “ล้วงตับ” ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภค ซึ่งจะกระทบในเชิงลบต่อความมั่นคงของชาติ จึงทำให้รัฐบาลจีนไม่พอใจจนเกิดกระแสตอบโต้จากจีนอีกครั้ง

 

                          กระทรวงการต่างประเทศของจีนก็ออกมา “คัดค้าน” อย่างหนักแน่น และเห็นว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจรัฐในการแทรกแซงและกีดกันธุรกิจของต่างชาติในสหรัฐฯ ที่ไม่สมเหตุสมผล

 

                          นอกจากนี้ มาตรการใหม่เหล่านี้ยังขยายผลจากด้านเศรษฐกิจไปยังด้านการเมือง ในคำสั่งหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ออกมาก่อนหน้านี้และจะออกมาในอนาคต ผู้นำและนักการเมืองสหรัฐฯ เจตนาเจาะจงใช้ถ้อยคำการโจมตีไปที่ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” (Chinese Communist Party) แทนที่จะเป็น “รัฐบาลจีน” (Chinese Government) ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการปลุกกระแสความรักชาติในหมู่อเมริกันชนเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ศกนี้

 

                          เพียงแค่ข่าวคำสั่งแบนติ๊กต็อกและวีแชตเผยแพร่ในจีน ก็เริ่มเกิดกระแสความไม่พอใจอย่างกว้างขวาง คนจีนจำนวนมากปฏิเสธจะซื้อสินค้าสัญชาติอเมริกัน จนหลายฝ่ายประเมินว่า บริษัทของสหรัฐฯ ในจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟซบุ๊ก และแอปเปิ้ล จะเป็นเหยื่อรายใหม่ของกฎหมายดังกล่าว

 

                          มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กก็ดูจะกังวลใจอย่างมากต่อคำสั่งแบนบริการติ๊กต็อกและวีแชตในตลาดสหรัฐฯ เพราะอาจเกรงว่ากิจการของตนเองจะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการตอบโต้ของรัฐบาลและผู้บริโภคชาวจีนเช่นกันในอนาคต

 

                          ขณะเดียวกัน แอปเปิ้ล (Apple) ก็เป็นห่วงสถานการณ์เป็นอย่างมากเช่นกัน เพราะจีนเป็นตลาดสมาร์ตโฟนที่ใหญ่สุดของโลก แอปเปิ้ลจึงให้ความสำคัญกับตลาดจีนเป็นอย่างมาก และไม่อาจเสี่ยงที่จะสูญเสียตลาดใหญ่นี้ไป

 

                          ปัจจุบัน ไอโฟนมีสัดส่วนยอดขายในจีนคิดเป็นราว 20% ของรายได้ทั่วโลก อย่างไรก็ดี ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ไอโฟนในตลาดจีนมีแนวโน้มเสื่อมถอยลงในช่วงหลายปีหลัง

 

                          ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรก ยอดจำหน่ายไอโฟนในจีนลดลงราว 32% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สัดส่วนการตลาดของไอโฟนลดลงเหลือ 21% ของตลาดจีนโดยรวม สูญเสียตำแหน่งแชมป์การครองตลาดให้กับหัวเหว่ยที่มีสัดส่วนการตลาดถึง 26% ในปัจจุบัน

 

                          ผลการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวจีนภายหลังคำสั่งแบนของสหรัฐฯ สรุปได้ว่า ชาวจีนส่วนใหญ่ตั้งใจจะใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมนานขึ้น ซึ่งเท่ากับว่าจะซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ช้าลง โดยมีส่วนน้อยที่วางแผนจะซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ในช่วง 1 ปีข้างหน้า

 

                          ประการสำคัญ ผู้ใช้ไอโฟนในปัจจุบันยังเห็นว่า หากซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ก็จะทิ้งแบรนด์เดิมไปซื้อแอนดรอยด์ (Android) ใช้แทน การเสียสูญในตลาดจีนแม้เพียงระยะสั้นก็จะทำให้หัวเหว่ย และยี่ห้อรองอื่น อาทิ เสียวหมี่  (Xiaomi) วีโว่ (Vivo) และออปโป้ (OPPO) คว้าชิ้นปลามันไปครองอย่างแน่นอน

 

                          ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังเห็นว่า ระดับราคาที่จำหน่ายอยู่ก็ค่อนข้างสูง ทั้งที่ ราคาขายในจีนก็ต่ำกว่าราคาเป้าหมายที่บริษัทคาดหวังไว้ถึง 20% แม้กระทั่ง การเปิดตัวไอโฟน เอสอีเมื่อเดือนเมษายนในจีนก็ยังต้องใช้กลยุทธ์ราคามาเป็นตัวล่อใจผู้บริโภค

 

                          สถานการณ์เช่นนี้คาดว่าจะทำให้ยอดขายของไอโฟนถดถอยลง และแอปเปิ้ลไม่สามารถปรับราคาขายไอโฟนได้เร็วๆ นี้ ซึ่งนั่นหมายถึงรายได้ที่จะลดต่ำลงอย่างมากใน 1 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน

 

                          ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ราคาหุ้นของแอปเปิ้ลในตลาดหุ้นนิวยอร์กก็ลดลง 2.5% ปิดที่ 444.45 เหรียญสหรัฐฯ ในวันรุ่งขึ้น ขณะที่การพยายามหารายได้จากแหล่งใหม่ก็ดูยากยิ่งกว่า “งมเข็มในมหาสมุทร” เพราะบริการอื่นของแอปเปิ้ล อาทิ ไอทูนส์มูวี่ย์ (iTunes Movies) และแอปเปิ้ลอาร์เคด (Apple Arcade) ไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดบริการในตลาดจีน

 

                          นอกจากนี้ ยังไม่รู้เลยว่าร้านจำหน่ายแอปเปิ้ลในเมืองจีนจะต้องเอาแอพทั้งสองของจีนออกภายใน 45 วันหรือไม่ เพราะกิจการเหล่านั้นประกอบธุรกิจในนามบริษัทสัญชาติอเมริกัน ดังนั้น หากทิศทางตลาดยังไม่สดใส และยังต้องเผชิญกับผลกระทบจากมาตรการบอยคอตจากรัฐบาลและผู้บริโภคจีนเข้าไปอีก แอปเปิ้ลก็คงจะเหนื่อยมากขึ้น

 

                          นักลงทุนจึงมองว่ามาตรการดังกล่าวที่รัฐบาลสหรัฐฯ ออกมา จะส่งผลกระทบไม่ใช่แต่เฉพาะกับไบ้ต์แดนซ์และเทนเซ้นต์โดยตรงเท่านั้น แต่จะขยายวงไปถึงกิจการเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ในจีนด้วย เข้าทำนอง “หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ”

 

                          ผู้คนในวงการดิจิตัลต่างประเมินว่า นี่เป็นเพียงการขับเคี่ยวด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และจีนในระยะแรกเท่านั้น การเผชิญหน้าในเวทีดิจิตัลโลกระหว่างสองประเทศดังกล่าวจะยิ่งเด่นชัดขึ้นในอนาคต และยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องฟาดฟันกัน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบการคำนวณควนตัม 6G การจัดเก็บพลังงาน และระบบความเร็วเหนือเสียง

 

                          ด้วยแนวโน้มการขับเคี่ยวเช่นนี้ ก็จะยิ่งทำให้โลกดิจิตัลจากนี้ไปจะแบ่งขั้วแบ่งค่ายกันชัดเจนมากยิ่งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย คงต้องติดตามกันต่อไปว่าสองอภิมหาอำนาจจะงัดไม้เด็ดอะไรกันออกมาเฉือดเฉือนกัน ...

 

 

ที่มา https://www.thansettakij.com/content/columnist/446494

Announcement: 
0

Facebook Comments Box