"ลีลาจีน" ในโครงการรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาลไทย

30 January 2014
Source: 
กรุงเทพธุรกิจ

ณ สถานทูตจีนในประเทศไทย และหนึ่งในคำถามที่จีนเป็นฝ่ายหยิบยกขึ้นมาหารือ ก็คือ อภิมหาโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงบนแผ่นดินไทย

ก่อนอื่นขอเท้าความว่า เมืองไทยของเรามีการขนส่งระบบรางด้วยระยะทางมากถึง 4,363 กิโลเมตร แต่ส่วนใหญ่ค่อนข้างโบราณ มีประมาณร้อยละ 60 ถูกใช้มานานมากกว่า 30 ปี ล้าสมัยและเชื่องช้าวิ่งด้วยความเร็วเฉลี่ยเพียง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ล่าสุด รัฐบาลไทยจะทุ่มงบประมาณร่วม 2 ล้านล้านบาทเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบรถไฟ การขนส่งทางทะเล และทางอากาศ

ด้วยมูลค่ามหาศาลของโครงการนี้ ทำให้มีหลายประเทศ “จับจ้องตาเป็นมัน” โดยเฉพาะพญามังกรจีน บทความนี้ จะมาย้อนทบทวนดูว่า รัฐบาลไทยและจีนได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ที่สำคัญ ฝ่ายจีนมีลีลาเช่นไรในการวิ่งเต้นและทำโรดโชว์ เพื่อไม่ให้พลาดอภิมหาโครงการนี้ในประเทศไทย

ด้วยเนื้อที่จำกัด ดิฉันจะไม่ขอแตะเรื่องงบ 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาลไทยชุดนี้ แต่จะขอเน้นไล่เรียงรวบรวมท่าทีของฝ่ายจีนที่ได้ให้ความสนใจอภิมหาโครงการนี้อย่างชัดเจน รวมทั้งจีนมี “ลีลาใหม่” ในการผลักดันเรื่องนี้อย่างน่าสนใจค่ะ

หากจำกันได้ เมื่อเดือนตุลาคม 2013 ที่ผ่านมา องค์การรถไฟแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (รฟจ.) ได้เข้ามาจัดงาน "นิทรรศการรถไฟความเร็วสูงของจีน" ในประเทศไทย ถึงขนาดที่มีหนึ่งในผู้นำระดับสูงสุดของจีนอย่างท่านนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง บินมาเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการนี้ด้วยตัวเอง เพื่อทำโรดโชว์โครงการรถไฟความเร็วสูงของจีนในเมืองไทย

ฝ่ายจีนได้มีการจัดแสดงนิทรรศการฯ นี้ที่สถานีมักกะสันกรุงเทพฯ นานหนึ่งเดือน เพื่ออวดโชว์ว่า จีนมีเทคโนโลยีทันสมัยและมีโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงทั่วแผ่นดินจีน ทั้งหมดก็เพื่อจะอวดศักดาว่า “รถไฟความเร็วสูงของจีนพร้อมที่จะบุกตลาดไทยแลนด์แดนสยามแล้วนะ” และฝ่ายจีนพยายามเน้นจุดแข็ง เช่น จีนมีเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาเองและมีต้นทุนต่ำ มีความทันสมัย พร้อมยกตัวอย่างว่า จีนมีประสบการณ์ในการสร้างและเดินรถไฟในเขตโซนร้อน เช่น รถไฟความเร็วสูงด้านตะวันออกของเกาะไห่หนาน (ไหหลำ) ซึ่งมีภูมิอากาศและลักษณะภูมิประเทศคล้ายคลึงกับจังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยก็ได้เปิดแขนอ้ารับจีนในเรื่องนี้มาตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2012 โดยนายกรัฐมนตรีหญิงไทยคนแรกและสวยที่สุดในโลกได้บินไปใส่ชุดกี่เพ้าจีนในกลางกรุงปักกิ่ง เพื่อเป็นสักขีพยานการลงนามใน “บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านรถไฟ” หรือ MOU (Memorandum of Understanding Concerning Feasibility Study for Cooperation on railway Development Between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the People’s Republic of China) ระหว่างสองประเทศ และได้จัดตั้ง “คณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรี” เพื่อเป็นกลไกในการประสานงานและขยายผลความร่วมมือด้านรถไฟ ไทย-จีน แถมยังได้ระบุเน้นรถไฟสายกรุงเทพ - เชียงใหม่ไว้ใน MOU นี้ด้วย !!!

ที่น่าฉงน คือ การระบุข้อความใน MOU เพื่อให้จีนเป็นฝ่าย (เดียว) ทำการศึกษาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในประเทศไทย นอกจากนี้ ฝ่ายจีนยังได้รุกหนักในการจัดโครงการฝึกอบรมบุคลากรด้านรถไฟความเร็วสูงให้กับเจ้าหน้าที่ไทย เรียกว่า งานนี้ เสี่ย (จีน) สั่งลุยโดยยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าเหนื่อย (แต่คาดว่าจะคุ้ม) ด้วยตัวเอง

ล่าสุด ทางสถานทูตจีนในไทยยังได้เป็นเจ้ามือในการเชิญคณะสื่อมวลชนไทยให้บินไปจีนเพื่อทดลองนั่งรถไฟความเร็วสูงในจีน เพื่ออวดโชว์และพยายาม (อย่างหนัก) ในการตอกย้ำความมั่นใจศักยภาพของตนเอง ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นตอนการยื่นซองประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงในไทยต่อไป

น้องนักข่าวไทยที่ร่วมคณะไปดูงานครั้งนี้เล่าให้ฟังว่า “จีนมุ่งมั่นและย้ำตลอดเวลาว่า ฝ่ายจีนมีความโดดเด่นเรื่องต้นทุนต่ำแต่ประสิทธิภาพสูงไม่แพ้ชาติไหน แถมยังเป็นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

หลายครั้งที่ดิฉันได้ไปพูดคุยหารือกับจีน ก็จะได้ยินเรื่องเล่าเดียวกันว่า “มีเพียงรถไฟความเร็วสูงสายผู่ตง เซี่ยงไฮ้ เพียงสายเดียวที่จีนยอมจ่ายเงินเพื่อให้กลุ่มซิเมนต์ของเยอรมนีเข้ามาก่อสร้าง หลังจากนั้น ทีมงานของจีนก็ได้ปรับพัฒนาเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของตนเองและจดลิขสิทธิ์แล้ว” สำหรับรถไฟความเร็วสูงสายแรกของจีนที่สร้างเอง คือ สายปักกิ่ง-เทียนจิน เปิดใช้ตั้งแต่ปี 1998 จนถึงขณะนี้ จีนมีโครงข่ายเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่ให้บริการจริงได้มากกว่า 10,000 กิโลเมตร

น้องนักข่าวเล่าเพิ่มเติมว่า “จีนยังได้ส่งออกอุปกรณ์ชิ้นส่วนรถไฟ และออกไปก่อสร้างระบบรถไฟในหลายประเทศ เช่น ตุรกี ซาอุดีอาระเบีย ส่วนที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น เอธิโอเปีย และโรมาเนีย”

ก่อนจบขอย้ำว่า ดิฉันไม่ได้ปฏิเสธการเข้ามาลงทุนของจีนในโครงการรถไฟความเร็วสูงในไทยนะคะ ที่จริงแล้ว ดิฉันสนับสนุนให้มีการ “ยกเครื่อง” ระบบรางของไทยขนานใหญ่ เพื่อความทันสมัย และเพื่อประหยัดพลังงานหันมาใช้การขนส่งระบบรางแทนการขนส่งทางถนนให้มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ด้วยมูลค่าโครงการที่สูงมหาศาลและจะเป็นภาระหนี้ก้อนโตให้กับคนรุ่นต่อไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ด้วยความระมัดระวัง และจะต้องมีกลไกตรวจสอบป้องกันการคอร์รัปชันโกงกิน โดยเฉพาะการเข้ามารุม “ทำมาหารับประทาน” ของพวกนักการเมืองบางกลุ่มและพรรคพวกที่คอยวิ่งเต้นเพื่อเก็บกิน “เงินทอน” จากอภิมหาเมกะโปรเจคนี้ต่อไปค่ะ

Announcement: 
0

Facebook Comments Box