สตีฟจ็อบส์เมืองจีน

13 February 2014
Source: 
กรุงเทพธุรกิจ

จีนได้ชื่อว่าเป็นนักลอกและนักเลียนแบบ แต่อย่างน้อยคุณก็ต้องใจถึง และหัวสมองถึงจริงๆ จึงจะสามารถลอกโมเดลธุรกิจ และเลียนแบบนักธุรกิจชื่อดังที่สุดชื่อดังที่สุดอย่าง “สตีฟ จ็อบส์” ได้ และทำได้ดีจนคนทั้งโลกยกย่องคุณว่าเป็น “สตีฟจ็อบส์เมืองจีน” (China’s Steve Jobs)

ผมกำลังเล่าถึง “เล่ยจุน” เจ้าของบริษัท “เสี่ยวหมี่” (Xiao Mi) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “แอ๊ปเปิ้ลแห่งเอเชีย” “เสี่ยวหมี่” เป็นบริษัทมือถือที่ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางในจีน จนทำให้เล่ยจุนกลายมาเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเอเชีย จากการประเมิน เขามีทรัพย์สินมูลค่ามากกว่าหนึ่งพันเจ็ดร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะอายุเพียง 43 ปี (เป็นช่วงอายุเดียวกับที่สตีฟ จ็อบส์มีมูลค่าทรัพย์สินถึงหลักพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี ค.ศ. 1998)

เขาแต่งตัวเหมือนสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งเขาบอกว่าไม่ได้ตั้งใจเลียนแบบ แต่เป็นชุดสบายๆ ที่เขาสวมใส่เป็นประจำ (เสื้อดำและกางเกงยีนส์) เขาจะขึ้นกล่าวแนะนำสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของบริษัทด้วยตัวเอง พร้อมแฟนๆ ที่มารอฟังแน่นห้องประชุม ปัจจุบัน มีคน “follow” เขาในเวยป๋อ (คล้ายๆ เฟซบุ๊ค) ถึงห้าล้านคน และเหมือนกับสตีฟ จ็อบส์ เขาเล่นบทบาทเป็นคนจุดประกายความฝันให้แก่วัยรุ่นชาวจีน ในการสร้างอาณาจักรทางธุรกิจ สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อตอบรับกับยุคสมัยใหม่และไลฟ์สไตล์ของสังคมเมือง

เขาจบการศึกษาด้านคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยอู่ฮั่นในประเทศจีน ช่วงที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย เขาได้อ่านเรื่องราวของสตีฟ จ็อบส์ จนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาต้องการสร้างอาณาจักรธุรกิจชั้นนำด้านเทคโนโลยี แต่ด้วยค่านิยมของสังคมจีน เขาไม่กล้าพอที่จะลาออกจากมหาวิทยาลัยในทันทีเหมือนที่สตีฟ จ็อบส์ทำ สิ่งที่เขาทำก็คือ ขยันและลงวิชาเรียนเกินหน่วยกิตเพื่อให้จบได้เร็วที่สุด จนในที่สุดเขาก็จบปริญญาตรีภายในเวลา 2 ปี

เขาเข้าทำงานในบริษัทผลิตโปรแกรมแอนตี้ไวรัสชั้นนำของจีน เริ่มตั้งแต่เป็นโปรแกรมเมอร์ จนได้รับแต่งตั้งให้เป็น CEO ของบริษัทจากนั้น เขาได้ออกมาก่อตั้ง joyo.com เว็บไซต์ E-Commerce ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากในจีนและขายบริษัทให้Amazon ในราคา 78 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้จะโด่งดังจากความแนว ความคม ความเท่ ความมีวิสัยทัศน์แบบสตีฟ จ็อบส์ แต่เขากลับให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่ชอบที่มีคนเอาเขาไปเปรียบเทียบกับสตีฟ จ็อบส์ เขาคิดว่าเขามีความถึงลูกถึงคนมากกว่า เขาไม่เชื่อว่าสตีฟ จ็อบส์ จะประสบความสำเร็จถ้าเกิดในประเทศจีน เพราะสตีฟ จ็อบส์เป็นเปอร์เฟคชั่นนิสต์เกินไป ในขณะที่คนจีนจะเป็นพวกทางสายกลาง ทำธุรกิจที่จีนต้องรู้จักประสานประโยชน์และประนีประนอม สมาร์ทโฟนที่เขาผลิตไม่ได้เปอร์เฟค แต่ตอบสนองรสนิยมและราคาที่ผู้บริโภคจีนรับได้ ในคุณภาพที่พอเหมาะพอควร ใช้งานได้จริง ขณะเดียวกันก็เท่ และมีสีสัน ดีไซน์เก๋ไม่แพ้ไอโฟน

วิสัยทัศน์ของเขาคือ การปฏิวัติระบบมือถือ ด้วยการเชื่อมมือถือเข้ากับอินเทอร์เน็ตในทุกมิติ โดยสมาร์ทโฟนของเขาอาศัยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นและเกมจากอินเทอร์เน็ตยิ่งกว่าไอโฟนเสียอีก “เสี่ยวหมี่” ยังให้ความสำคัญกับลูกค้ามาก มีช่องทางให้แฟนๆ ช่วยกันออกความเห็นว่าต้องการอะไรใหม่ในโปรแกรมของเสี่ยวหมี่และจะเปิดให้อัปเดตโปรแกรมสมาร์ทโฟนทุกวันศุกร์ทุกสัปดาห์เพื่อให้คุณมีมือถือที่ “สดใหม่เสมอ” เรียกกระแสความตื่นเต้นจากลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี

สำหรับโมเดลธุรกิจ นอกจากขายความสดใหม่แล้ว เขายังเน้นการออกแบบเครื่องที่ไฮเทค สวยงาม แต่ราคาถูก มือถือของเสี่ยวหมี่ราคาอยู่ที่ประมาณ 380 ดอลลาร์สหรัฐขณะที่ราคาโทรศัพท์ไอโฟนในจีนอยู่ที่ประมาณ 780 ดอลลาร์สหรัฐเล่ยจุนบอกว่าเขาขายโทรศัพท์ในราคาต้นทุนแล้วส่งเสริมให้ลูกค้าซื้อบริการเช่นเกมและแอพพลิเคชั่นของเสี่ยวหมี่จากอินเทอร์เน็ตนอกจากนั้นเขายังไม่ใช้คนกลางในการจำหน่ายบริษัทเขาติดต่อกับโรงงานโดยตรงและขายมือถือผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งช่วยตัดต้นทุนไปได้มาก

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2011 เขาเปิดตัว Mi-1 ซึ่งขายหมดเกลี้ยงภายในเวลา 2 วันเสี่ยวหมี่มียอดขายมากกว่า 3 ล้านเครื่องภายในระยะเวลาเพียงปีเดียวหลังก่อตั้งบริษัทและเพิ่มขึ้นเป็น 7 ล้านเครื่องในปี ค.ศ. 2012 และ 19 ล้านเครื่องในปี ค.ศ. 2013 (มีรุ่นหนึ่งทำสถิติจำหน่ายหมด 100,000 เครื่องภายในเวลา 2 นาที ที่เปิดขายทางอินเทอร์เน็ตเลยทีเดียว)

เสี่ยวหมี่ยังทำสถิติบริษัทที่ทำกำไรได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์จีนรายได้ของบริษัทพุ่งสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในเวลาหนึ่งปีที่ก่อตั้งบริษัทซึ่งไม่เคยมีบริษัทใดทำได้มาก่อนขณะนี้มีการประเมินมูลค่าของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่เสี่ยวหมี่ก็เผชิญคู่แข่งหลายราย ขณะนี้เสี่ยวหมี่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 5% ของตลาดมือถือจีน (ซึ่งมากกว่าแอ๊ปเปิ้ล ที่มีส่วนแบ่งอยู่ที่ราว 3%) นอกจาก Samsung ซึ่งเป็นที่นิยมแล้ว ยังมีบริษัทจีนที่ผลิตสมาร์ทโฟนออกมาแข่งขันในตลาดด้วย 3 บริษัทคือ Lenovo, ZTE และ Huawei ซึ่งต่างก็ประสบความสำเร็จและมีส่วนแบ่งในตลาดจีนไม่น้อยเช่นเดียวกัน

เล่ยจุนบอกว่าเป้าหมายต่อไปนอกจากการขยายส่วนแบ่งตลาดในจีนแล้วเขายังมุ่งมั่นที่จะบุกตลาดโลกซึ่งน่าจะเริ่มจากตลาดผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย และบราซิล โดยเขายืนยันว่าโทรศัพท์ของเขาออกแบบมาเพื่อลูกค้าทุกคนทุกชนชาติไม่เฉพาะในจีนเท่านั้นเมื่อปลายปี ค.ศ. 2013 เขาเพิ่งดึงเอาฮิวโก บราลา ผู้บริหารที่ดูแลทีมงานแอนดรอยของกูเกิลมาคุมงานการขยายผลิตภัณฑ์ “เสี่ยวหมี่” สู่ตลาดโลก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีระดับสูงของฝรั่งถูกบริษัทจีนซื้อตัว แต่เดิมที่มีแต่คนจีนสมองไหลไปอยู่อเมริกา

อีกไม่นานเกินรอ “เสี่ยวหมี่” คงบุกตลาดไทย เช่นเดียวกับไอโฟน ซัมซุง โนเกีย และ HTC ที่เข้ามาครองและแย่งชิงตลาดก่อนหน้านี้

แต่ต้องรอจนถึงเมื่อไร เราจึงจะมีสตีฟ จ็อบส์เมืองไทย สร้างบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของคนไทยเองบ้าง

Announcement: 
0

Facebook Comments Box