ผู้นำจีน-อาเซียน เปิดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเพื่อบรรลุปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea: DOC) ครั้งที่ ๑๔

23 May 2017
Source: 
vijaichina

วันนี้ขอนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับ

กรณีที่ผู้นำจีน-อาเซียน ได้เปิดการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเพื่อบรรลุปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติของภาคีในทะเลจีนใต้ (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea ชื่อย่อ DOC) ครั้งที่ ๑๔ เมื่อวันที่ ๑๘ พ.ค.๖๐ โดยที่ประชุมฯ ได้ทบทวนและรับรองร่างกรอบงาน COC ซึ่งนับเป็นการบรรลุความคืบหน้าก้าวใหญ่ในขั้นตอนการปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ พร้อมๆ กับกระแสข่าวที่นักวิจัยจีนบนศูนย์ปฏิบัติการลอยน้ำในทะเลจีนใต้ ห่างจากเกาะฮ่องกงไปเกือบ ๓๐๐ กิโลเมตร โดยจีนประสบความสำเร็จในการขุดน้ำแข็งไฟ แหล่งพลังงานชนิดใหม่ ขึ้นมาจากทะเลจีนใต้ได้สำเร็จ โดยตั้งเป้าใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ภายในปี ค.ศ.๒๐๓๐ (พ.ศ.๒๕๗๓) ถือเป็นขุมทรัพย์ในทะเลจีนใต้และอยู่ในอาณาบริเวณของโครงการริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” หรือ OBOR ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

 

๑. สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของจีน รายงานเมื่อวันที่ ๑๙ พ.ค.๖๐ ว่า สำนักธรณีวิทยาจีนของจีน ประกาศความสำเร็จในการขุดและนำก๊าซไฮเดรต (gas hydrates) หรือน้ำแข็งไฟ ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติที่ในรูปของแข็งติดไฟได้ ขึ้นมาจากบริเวณเสิ่นหู ในทะเลจีนใต้ โดยจุดที่ขุดลึกลงไปใต้ทะเล ๑,๒๖๖ เมตร ห่างจากฮ่องกง ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว ๒๘๕ กม. หลังจากจีนสำรวจพบในทะเลจีนใต้ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๐ โดยพื้นที่และน่านน้ำของจีน อุดมไปด้วยแหล่งทรัพยากรน้ำแข็งไฟเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะสามารถขุดน้ำแข็งไฟดังกล่าวขึ้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ ในปี ค.ศ.๒๐๓๐ (พ.ศ.๒๕๗๓) และในรายงานระบุว่า นักวิจัยจีนบนศูนย์ปฏิบัติการลอยน้ำในทะเลจีนใต้ ได้ทำการสกัดก๊าซออกจาก “น้ำแข็งไฟ” หรือมีเทนไฮเดรต ซึ่งเป็นสารที่ประกอบด้วยมีเทนในรูปผลึกโครงสร้างคล้ายน้ำแข็งแห้งได้เป็นผลสำเร็จ โดยในรายงานระบุว่า ใต้พื้นผิวน่านน้ำของจีนนั้นอุดมไปด้วยแหล่งทรัพยากรน้ำแข็งไฟนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดกันว่าน้ำแข็งไฟนี้จะสามารถให้พลังงานได้มากกว่าน้ำมันมากถึง ๑๐ เท่า

 

๒. ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯและญี่ปุ่นต่างเป็นผู้นำในการวิจัยเทคโนโลยีดังกล่าว โดยญี่ปุ่นได้ประกาศเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ได้ทำการวิจัยเพื่อการผลิตก๊าซจากน้ำแข็งไฟได้เป็นผลสำเร็จ และวางแผนจะเริ่มต้นผลิตก๊าซฯ ภายใน ๔ สัปดาห์ โดยญี่ปุ่นได้ค้นหาแหล่งน้ำแข็งไฟในพื้นที่อ่าวทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว ระหว่างจังหวัดชิซุโอกะ กับวากายามะ และทุ่มงบลงทุนโครงการค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ถึง ๑ หมื่นล้านเยน (ประมาณ ๓,๘๐๐ ล้านบาท) พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งน้ำลึกที่มีแรงดันจากมวลน้ำทะเลในระดับสูง แต่มีอุณหภูมิต่ำ ซึ่งเหมาะกับการก่อตัวของก๊าซมีเทนเป็นก้อนแข็งตามธรรมชาติ ที่มักจะพบก้อนมีเทนน้ำแข็งไฟในพื้นที่ไหล่ทวีปซึ่งอุณหภูมิต่ำ

 

๓. คุณสมบัติของ“น้ำแข็งไฟ” หรือมีเทนไฮเดรต ที่มีก๊าซมีเทน เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเช่นเดียวกับน้ำมันปิโตรเลียม หรือจะเรียกง่ายๆ ก็คือก๊าซเอ็นจีวีที่อยู่ในรูปของแข็ง และพบได้เหนือผิวดิน (ใต้น้ำลึก) ไม่ต้องเจาะผิวดินลึกนับกิโลเมตรเพื่อนำเอาก๊าซธรรมชาติออกมาใช้เป็นพลังงานให้แก่รถยนต์และโรงผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ น้ำแข็งไฟ ปริมาณ ๑ ลูกบาศก์เมตร สามารถปล่อยก๊าซธรรมชาติเกือบ ๑๖๔ ลูกบาศก์เมตร มีการประมาณกันว่า ปริมาณทั้งหมดของน้ำแข็งไฟของโลกนั้น มีมากเป็น ๒ เท่า ของปริมาณแหล่งสำรองที่พิสูจน์แล้วของก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และถ่านหินของโลกรวมกัน และแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่นี้ มีศักยภาพที่จะสนองความต้องการของมนุษย์ไปอีกนับพันปี

 

บทสรุป โครงการริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง หรือ OBOR นอกจากจะเชื่อมเส้นทางเศรษฐกิจการค้าที่สำคัญของโลกแล้ว ยังเป็นเส้นทางที่เข้าถึงแหล่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ ซึ่งถือเป็นขุมทรัพย์ใต้ทะเลในการขุดและนำก๊าซไฮเดรต (gas hydrates) หรือน้ำแข็งไฟ มาใช้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป ในขณะที่ เฉิน อี้เฟิง นักวิจัยสังกัดสภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (Chinese Academy of Sciences) ระบุว่า น้ำแข็งไฟก็มีข้อด้อยกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่นหลายประการ เช่น ข้อจำกัดทางด้านเทคนิคการนำขึ้นจากมหาสมุทร และกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน เป็นต้น นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญในการใช้น้ำแข็งไฟคือ ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่า ๑ ดอลลาร์สหรัฐต่อ ๑ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการผลิตก๊าซธรรมชาติ หรือเอ็นจีวีที่ระดับ ๐.๑๒๕ ดอลลาร์สหรัฐต่อลูกบาศก์เมตรหลายเท่าตัว ยิ่งไปกว่านั้นน้ำแข็งไฟยังมีส่วนประกอบของมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่อันตรายกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากนัก ซึ่งก๊าซมีเทนจะเล็ดลอดออกสู่ชั้นบรรยากาศหลังจากถูกเผาไหม้ หรือเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซ จึงอาจกล่าวได้ว่า เมื่อมีได้ ย่อมต้องมีเสีย ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะสามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ดีเพียงใด โดยเฉพาะความพยายามของจีนกับอาเซียนที่จะร่วมกัน ในการปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ อันจะมีผลในเชิงบวกต่อการเดินหน้าโครงการริเริ่ม “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” ของจีน ให้บรรลุผลเป็นรูปธรรมต่อไป

 

ประมวลโดย :

พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล

KU.40

 

(ข้อมูลจากMGR Online ในเว็บไซต์ http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9600000050615 รวมทั้ง เว็บไซต์ของคมชัดลึก ใน http://www.komchadluek.net/news/detail/104383 และ เว็บไซต์ https://www.facebook.com/sirisak.loveking/posts/10158747929870154)

Announcement: 
0

Facebook Comments Box

"รถไฟหนานหนิง-ฮานอย”และบทสรุปสารคดี Iron Silk Road : เส้นทางมังกรผงาด (ตอนจบ) โดยคุณเทพชัย หย่อง และรศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น on air ช่อง NOW26 วันที่ 22 เม.ย. 2559 เวลา 17.30-18.00 น.
"รถไฟต้าหลี่และชายแดนจีน-พม่า"ในสารคดี Iron Silk Road : เส้นทางมังกรผงาด (ตอน4) โดยคุณเทพชัย หย่อง และรศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น on air ช่อง NOW26 วันที่ 21 เม.ย. 2559 เวลา 17.30-18.00 น.

Pages