มุมมองต่อปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้

17 August 2017
Source: 
vijaichina
วันนี้ขอนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับมุมมองต่อปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ (ตอนที่ ๕) ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
 
๑. เมื่อวันที่ ๑๔ ส.ค.๖๐ ที่ผ่านมา นางฮั่ว ชุนหยิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า จีนกับอาเซียนมีความสามารถที่จะควบคุมความขัดแย้ง และร่วมกันกำหนดกฎระเบียบที่รับรองด้วยกัน เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงของทะเลจีนใต้ อันเป็นผลมาจากการประชุมความร่วมมือเอเชียตะวันออกรวมถึงการประชุมอาเซียนกับคู่เจรจา (๑๐+๑) การประชุมอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ (๑๐+๓) ซึ่งจัดการประชุมขึ้นที่กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ร่วมการประชุมดังกล่าว โดยที่ประชุมฯ ได้เน้นเรื่องการพัฒนาความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ภูมิภาคและประเด็นร้อนต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องทะเลจีนใต้
 
๒. มีบทวิเคราะห์จากสื่อของประเทศตะวันตก เกี่ยวกับการดำเนินการของจีนในทะเลจีนใต้ว่า เป็นกลยุทธ์ในระยะยาวที่มุ่งควบคุมที่ตั้งสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในอาณาบริเวณทะเลจีนใต้ และกลยุทธ์นี้จะเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการบรรลุความใฝ่ฝันของจีน นั่นก็คือการกลับไปเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต กล่าวคือ
       ๒.๑ การเสริมสร้างที่มั่น โดยจีนจะสร้างสถานีเรดาร์ โรงงานไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำขนาดต่าง ๆ กัน รวมทั้งพื้นที่จัดเก็บและโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริการอื่น ๆ บนเกาะที่ตนครอบครอง สิ่งปลูกสร้างของจีนในหมู่เกาะพาราเซลและหมู่เกาะสแปรตลีจะสามารถรองรับเรือประมงได้หลายพันลำ รวมทั้งเรือลาดตระเวน เรือรบและอากาศยานหลายร้อยลำ เพื่อให้ยานพาหนะเหล่านี้สามารถปฏิบัติงานได้ในน่านน้ำและน่านฟ้าที่อยู่ห่างจากชายฝั่งของจีนหลายร้อยกิโลเมตร นอกจากนี้ จีนจะนำพลเรือนและบุคลากรทางทหารหลายพันคนไปอาศัยอยู่บนเกาะเหล่านี้ การขยายพื้นที่เกาะหลายแห่งในหมู่เกาะพาราเซลและการสร้างเกาะเทียมเจ็ดแห่งในหมู่เกาะสแปรตลีให้เป็นฐานเตรียมการและฐานส่งกำลังเพิ่มเติม จะทำให้จีนสามารถส่งเรือประมงหลายหมื่นลำและเรือบังคับใช้กฎหมายหลายร้อยลำออกไปผลักดันเรือของเวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและอินโดนีเซียออกจากน่านน้ำที่รัฐบาลจีนถือว่าเป็นของตน
      ๒.๒ การเสริมสร้างจุดควบคุมที่สำคัญในทะเลจีนใต้ของจีนใน ๓ จุดหลักๆ ได้แก่ 
              ๒.๒.๑ เกาะวู้ดดี้ (หรือ ย่งชิง ในภาษาจีน) ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะพาราเซล โดยจีนได้ปรับปรุงทางวิ่งเครื่องบินที่มีความยาว ๓,๐๐๐ เมตรและท่าเรือน้ำลึก ๑,๐๐๐ เมตร สนามบินบนเกาะสามารถรองรับอากาศยานยุคที่สี่ได้ ๘ ลำหรือมากกว่า เช่น เครื่องบินขับไล่ SU-30 MKK และเครื่องบินทิ้งระเบิด JH-7 ท่าเรือที่เกาะสามารถรองรับเรือที่มีขนาด ๕,๐๐๐ ตันหรือมากกว่า (จีนกำลังอยู่ในระหว่างการสร้างทางวิ่งเครื่องบินและท่าเรือที่มีขนาดใกล้เคียงกันที่แนวปะการังเฟียรี ครอส) รวมทั้งติดตั้งขีปนาวุธแบบยิงจากพื้นสู่อากาศรุ่น HQ-9 ซึ่งมีรัศมีทำลายในระยะ ๒๐๐ กิโลเมตร
              ๒.๒.๒ แนวปะการังเฟียรี ครอส (หรือที่จีนเรียกว่า หยงชู) ซึ่งอยู่ในหมู่เกาะสแปรตลี (หรือที่จีนเรียกว่า หนานชา) ทั้งนี้ แนวปะการังเฟียรี ครอส ซึ่งจมอยู่ใต้น้ำในช่วงน้ำขึ้นเมื่อจีนเข้าครอบครองในปี พ.ศ.๒๕๓๑ ขณะนี้ได้กลายเป็นผืนแผ่นดินขนาด ๒.๗๔ ตารางกิโลเมตร และมีขนาดใหญ่พอที่จะสร้างทางวิ่งเครื่องบินที่มีความยาว ๓,๑๐๐ เมตรและที่จอดเรือขนาด ๖๓ เฮกตาร์ (นอกจากนี้ จีนกำลังก่อสร้างพื้นที่ส่งกำลังบำรุงทางทหารบนแนวปะการังซูบีและแนวปะการังมิสชีฟ) และเมื่อวันที่ ๖ ม.ค.๕๙ มีเครื่องบินของสายการบินพลเรือนจีน ๒ ลำ ประสบความสำเร็จในการทดสอบการบินระหว่างท่าอากาศยานเม่ยหลัน เมืองไหโข่ว บนเกาะไหหลำทางใต้ของจีน ไปยังสนามบินแห่งนี้บนเกาะปะการัง เฟียรี ครอส รีฟ (Fiery Cross Reef) โดยนับเป็นสนามบินที่ตั้งอยู่ตอนใต้สุด ในพื้นที่ซึ่งจีนอ้างกรรมสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ โดยอยู่ห่างจากชายฝั่งเวียดนามราว ๕๕๐ กม. และห่างจาก จ.ตราด ไปทางทิศตะวันออกราว ๑,๑๐๐ กม.
              ๒.๒.๓ แนวสันดอนสการ์โบโรห์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลจีนใต้ โดยจีนกำลังก่อสร้างในลักษณะเดียวกับที่แนวปะการังเฟียรี ครอส
      ๒.๓ การดำเนินการเสริมสร้างที่มั่นและจุดควบคุมบริเวณหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้ มีความสอดคล้องกับหลักปฏิบัติสำคัญสามประการของ ดร.อเล็กซานเดอร์ แอล. วูวิง ที่ได้เผยแพร่แนวคิดนี้ครั้งในเดือน ธ.ค.๕๗ ในบทความเรื่อง “ความท้าทายเกี่ยวกับกลยุทธ์อันยิ่งใหญ่ของจีน: การสร้างเกาะของตนเองในทะเลจีนใต้” ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร เดอะเนชันนัล อินเทอเรสต์ โดยบทความดังกล่าวแสดงการคาดการณ์เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างของจีนที่แนวปะการังซูบีและแนวปะการังมิสชีฟว่า เป็นไปตามหลักปฏิบัติสำคัญ ๓ ประการ คือ
              ๒.๓.๑ ประการแรก เป็นการหลีกเลี่ยงการสู้รบขนาดใหญ่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจเริ่มการปะทะได้เมื่อต้องการใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่เอื้ออำนวยเท่านั้น หลักปฏิบัติข้อนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญของจีนเมื่อครั้งที่เข้ายึดหมู่เกาะพาราเซลจากเวียดนามใต้ในปี พ.ศ.๒๕๑๗ และเมื่อจีนปะทะกับเวียดนามในหมู่เกาะสแปรตลีเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑
              ๒.๓.๒ ประการที่สองคือ การควบคุมที่มั่นที่มีความเหมาะสมทางยุทธศาสตร์มากที่สุด ในพื้นที่ หากที่มั่นใดยังไม่ถูกครอบครอง ให้เข้ายึดที่มั่นเหล่านั้นด้วยวิธีการลับ ๆ ถ้าทำได้และจำกัดความขัดแย้งในกรณีที่จำเป็น หลักปฏิบัติสำคัญข้อนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อจีนเข้าควบคุมแนวปะการังเจ็ดแห่งในหมู่เกาะสแปรตลีซึ่งจีนยึดครองอยู่ในขณะนี้และเกาะปะการังสการ์โบโรห์ โชล ในปี พ.ศ.๒๕๕๕ 
              ๒.๓.๓ ประการที่สามคือ การพัฒนาที่มั่นเหล่านี้ให้เป็นจุดควบคุมที่มั่นคง เป็นศูนย์กลางการส่งกำลังบำรุงที่แข็งแกร่งและเป็นฐานแสดงอำนาจที่มีประสิทธิภาพ 
 
บทสรุป แม้ว่าจะมีบทวิเคราะห์จำนวนมาก โดยเฉพาะจากฝ่ายประเทศตะวันตก ว่าจีนกำลังดำเนินการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลตามหมู่เกาะในบริเวณทะเลจีนใต้ที่ยังคงมีปัญหาข้อพิพาทกับประเทศในอาเซียนหลายประเทศ (เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซียและบรูไน) จะเป็นไปเพื่อการรื้อฟื้นความยิ่งใหญ่ของจีนดังในอดีตอันเป็นมหายุทธศาสตร์ (Grand Strategy) หรือปกป้องอำนาจอธิปไตยของจีนก็ตาม ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ในอาณาบริเวณทะเลจีนใต้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการควบคุมเส้นทางคมนาคมขนส่งที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีน โดยเฉพาะการดำเนินโครงการความริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" (Belt and Road Initiative) ซึ่งจีนต้องการความร่วมมือจากประเทศต่างๆ ในอาเซียน โดยจีนคาดหวังว่า จีนกับอาเซียนมีความสามารถที่จะกำหนดกฎระเบียบของภูมิภาคเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงของทะเลจีนใต้ได้ โดยปราศจากการถูกแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอกภูมิภาค
 
ประมวลโดย:
พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล
KU4.0
 
(ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ ได้แก่ เว็บไซต์ http://apdf-magazine.com/th/
รวมทั้งเว็บไซต์ http://thai.cri.cn/247/2017/08/15/102s256911.htm และ https://prachatai.com/journal/2016/01/63365)
Announcement: 
0

Facebook Comments Box