ผลในเชิงบวกจากการที่จีนจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มเศรษฐกิจ BRICS ครั้งที่ ๙

18 September 2017
Source: 
Vijaichina
วันนี้ขอนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับผลในเชิงบวกจากการที่จีนจัดการประชุมสุดยอดกลุ่มเศรษฐกิจ BRICS ครั้งที่ ๙ ระหว่างวันที่ ๓ - ๕ ก.ย.๖๐ ณ นครเซี่ยะเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน พร้อมกับขยายวงความร่วมมือ “บริกส์ พลัส” (BRICS Plus หรือ BRICS +) โดยดึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเข้ามาเป็นคู่หุ้นส่วนเพิ่ม เพื่อขยายความร่วมมือสู่โลกใต้ (South-South Cooperation) อันจะเป็นแบบอย่างของความร่วมมือในการเชื่อมโยงระหว่างกัน (connectivity) ที่จีนกำลังผลักดันภายใต้ความริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road)" ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
 
๑. การประชุมสุดยอดกลุ่มเศรษฐกิจ BRICS ในปีนี้ โดยจีนเป็นประธาน BRICS ซึ่งเป็นวาระหมุนเวียนทุกปี และเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอด หรือ ซัมมิต ที่เมืองเซียะเหมิน ได้เชิญประเทศกำลังพัฒนาจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ๕ ประเทศ ได้แก่ ไทย อียิปต์ กินี เม็กซิโก และทาจิกิสถาน ผนึกกำลังเป็น บริกส์ พลัส เพื่อเป็นเวทีขยายวงความร่วมมือสู่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้เส้นศูนย์สูตร โดยมีเป้าหมายขยายบทบาทอิทธิพลการพัฒนาและธรรมาภิบาลต่อเศรษฐกิจโลก 
 
๒. ไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ได้รับเชิญมาปรึกษาหารือการขยายความร่วมมือ BRICS Plus ในรอบ “การเจรจากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา” ที่จัดในวันที่ ๕ ก.ย.๖๐ โดยนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุม พร้อมกับบรรลุภารกิจลงนามสัญญาความร่วมมือและความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ถือเป็นแบบอย่างความร่วมมือการเชื่อมโยงระหว่างกัน (connectivity) ที่จีนกำลังผลักดันภายใต้ความริเริ่ม หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road หรือ Belt and Road) ซึ่งก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ ๔ ก.ย.๖๐ ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีไทย โดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวชื่นชมการเข้าร่วมโครงการความริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" และเรียกร้องขยายความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายในภาคต่างๆ การลงทุน เส้นทางรถไฟ การเงินอินเทอร์เน็ต เศรษฐกิจดิจิตัล และอี-คอมเมิร์ช เป็นต้น
 
 
๓. ระหว่างการประชุมสุดยอด BRICS นั้น ไทยและจีนได้ร่วมลงนามสัญญาความร่วมมือฉบับต่างๆ ได้แก่ 
      ๓.๑ แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทยจีน ระยะเวลา ๕ ปี (พ.ศ.๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ซึ่งจะเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) สำหรับการวางกรอบความร่วมมือในการดำเนินความสัมพันธ์ไทย-จีน
      ๓.๒ สัญญาฉบับที่สอง คือ การลงนามสัญญาโครงการก่อสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย โดยสัญญาที่ลงนามนี้เป็นสัญญาการออกแบบและควบคุมงานก่อสร้างฯ ระยะแรก คือ ช่วงเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง ๒๕๓ กิโลเมตร อัตราความเร็ว ๒๕๐ กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยจะเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ และมีกำหนดแล้วเสร็จในปี ค.ศ.๒๐๒๑ (พ.ศ.๒๕๖๔) ในการก่อสร้างเส้นทางรถไฟฯ ระยะที่สอง จากนครราชสีมาถึงหนองคาย จะเริ่มทันทีหลังระยะแรกแล้วเสร็จ ซึ่งในอนาคตเส้นทางรถไฟกรุงเทพฯ-หนองคาย จะไปเชื่อมกับเส้นทางรถไฟจีน-ลาว ที่เชื่อมระหว่างนครคุนหมิง มณฑลหวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และกรุงเวียงจันทน์ในลาว สำหรับเส้นรถไฟความเร็วสูงสายนี้เป็นสัญลักษณ์ความคืบหน้าของนโยบาย "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" ร่วมกับไทยในการสร้างความเชื่อมโยง โดยจีนต้องการเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคทั่วโลก และเป็นเส้นทางรถไฟความเร็วสูงขนส่งผู้โดยสารเส้นทางแรก ส่วนทางรถไฟสายอื่นๆ ล้วนเป็นเส้นทางรถไฟขนส่งสินค้า ดังนั้น ผู้นำจีนจึงให้ความสำคัญมาก และยกเป็นตัวอย่างความร่วมมือในการประชุม BRICS Plus
      ๓.๓ การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในกรอบเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมทางบก และเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ ๒๑ โดยฝ่ายจีนต้องการให้มีบันทึกความเข้าใจระหว่างสองประเทศ เพื่อสร้างความชัดเจนว่าความร่วมมือในนโยบาย "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" จะมีอะไรบ้าง และสร้างความชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ในแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่ง MOU ฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับไทย โดยเฉพาะต่อโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก
 
 
๔. ข้อสังเกตเกี่ยวกับการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง
      ๔.๑ การตัดสินใจสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงก่อนประเทศอื่น น่าจะทำให้ไทยได้เปรียบมากกว่าที่จะเป็นผู้ตาม ซึ่งถ้าเส้นทางฯ นี้ ประสบความสำเร็จ จะช่วยให้ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC เกิดขึ้นจริง และกลุ่มนักลงทุนจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ เข้ามาลงทุนค้าขาย รวมทั้ง ตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศไทย
      ๔.๒ จะทำให้สามารถกระจายความร่วมมือไปยัง CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ขณะนี้กลุ่ม CLMV ก็มีแผนสร้างรถไฟความเร็วสูงเช่นกัน ขณะที่เส้นทางของไทยเป็นจุดเริ่มต้นและเส้นทางหลักที่จะเชื่อมไปยังกัมพูชา โดยเฉพาะด้านตะวันออก ส่วนทางด้านตะวันตกก็อาจเชื่อมไปเมียนมา อินเดีย โดยที่ประเทศไทย เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เส้นทางอื่นๆ จะต้องตัดผ่าน 
      ๔.๓ ขณะนี้ มีนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวประเทศไทย ๘ - ๙ ล้านคน ถ้ามีเส้นทางรถไฟจากคุนหมิง นักท่องเที่ยวจีนก็จะเดินทางมาไทยง่ายขึ้น นอกจากนี้ เส้นทางรถไฟคุนหมิงสามารถเชื่อมไปถึงนครเซี่ยงไฮ้ และกว่างโจว อีกด้วย
 
 
บทสรุป สำหรับการเชื่อมโยงระหว่างจีนกับอาเซียน ฝ่ายจีนได้แสดงท่าทีที่จะขอรับการสนับสนุนจากไทย ให้ช่วยผลักดันความร่วมมือทั้งในเรื่องเส้นทางตามลำน้ำแม่โขง-หลันชาง (หลันชาง คือ แม่น้ำโขงตอนบนที่ไหลผ่านจีน) รวมทั้ง เส้นทางถนนจากคุนหมิงมายังกรุงเทพฯ และเส้นทางรถไฟความเร็วสูงที่จะเชื่อมต่อจากเส้นทางรถไฟจีน-ลาว เพื่อพัฒนาความความสัมพันธ์ระหว่างจีน-อาเซียน ไปสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยที่รัฐบาลไทยสนับสนุนและเข้าร่วมผลักดันโครงการความริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" และความร่วมมือแม่โขง-หลันชาง อย่างขันแข็ง ซึ่งการพัฒนาความเชื่อมโยงนี้ เป็นผลประโยชน์ต่อประเทศไทย ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการเชื่อมโยง หรือ connectivity และที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในกลุ่มอาเซียน เช่น สถานีที่จะเป็นจุดจอดพักรถหลักอย่างโคราช ก็จะกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขาย การติดต่อระหว่างกัน อันจะทำให้กำลังซื้อไหลเข้ามา เป็นการสร้างตลาดให้ใหญ่ขึ้น เป็นต้น
 
ประมวลโดย:
พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล
KU4.0
 
( ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://mgronline.com/china/detail/9600000092222 )
Announcement: 
0

Facebook Comments Box