นักวิชาการระดับสูงจากจีนเยือน ศทจ. หารือเชื่อมสัมพันธ์ไทย-จีนที่มีคุณภาพอย่างรอบด้าน

Event-Date: 
Thursday, August 23, 2018 (All day)

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2561 พล.อ.สุรสิทธิ์ ถนัดทาง ผู้อำนวยการศูนย์ยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้การต้อนรับคณะนักวิชาการระดับสูงจากประเทศจีน ในโอกาสเดินทางมาสำรวจวิจัยในประเทศไทย ประกอบด้วย

  1. 1. Prof. Yuyan ZHANG (张宇燕), Director of Institute of World Economics and Politics, Chinese Academy of Social Sciences (CASS)
  2. 2. Prof. Yifan DING (丁一凡), Senior Research Fellow, Development Research Center of the State Council (DRC)
  3. 3. Prof. Liping HE (贺力平), Director of Institute of International Finance, Business School at Beijing Normal University (BNU)
  4. 4. Mr. Hui LU (路辉), the Department of International Economic Affairs at Ministry of Foreign Affairs of the People’s Republic of China.
  5. 5. Dr. Bijun WANG (王碧珺), Associate Research Fellow, Institute of World Economics and Politics, Chinese Academy of Social Sciences (CASS)
  6. 6. Dr. Chen SHEN (沈陈), Assistant Research Fellow, Institute of World Economics and Politics, Chinese Academy of Social Sciences (CASS)

          ในโอกาสนี้ คณะวิจัยฝ่ายไทยประกอบด้วย พันเอก นิวัฒน์ บุญธูป นักวิจัยศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน, ศ.ดร.ทัง จือหมิ่น (Prof.Dr. Tang Zhimin) ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียน-จีนศึกษา สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ อ.อรสา รัตนอมรภิรมย์ ผู้ช่วยผู้อำนวนการศูนย์อาเซียน-จีนศึกษาฯ และ ดร.ธารากร วุฒิสถิรกุล เลขาธิการสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้านเศรษฐกิจและการค้า อาเซียน ได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิชาการระหว่างกัน ในประเด็นเกี่ยวกับแนวโน้มการเมืองและเศรษฐกิจโลก ความเชื่อมโยงของข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) กับอาเซียน และผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนที่มีคุณภาพอย่างรอบด้าน

          พันเอก นิวัฒน์ บุญธูป ระบุว่า ประเทศจีนมีส่วนทั้งในทางตรงและทางอ้อมของการเจริญเติบโตทางการค้าโลกในช่วงปี 2016 จนถึงต้นปี 2017 ราวร้อยละ 70  ส่วนภูมิภาคต่างๆ และหลายประเทศต่างก็มีสัดส่วนสนับสนุนการเติบโตทางการค้าโลกที่สูงนี้ด้วย อนึ่ง ปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบต่อเศรษฐกิจการลงทุนในภาคพื้นเอเชียนั้น จะมีผลมาจากปัจจัยด้านสภาพคล่องของเศรษฐกิจโลก ปัจจัยด้านความเสี่ยงทางการเมือง นโยบายเศรษฐกิจของจีน และสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจนอกภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะสหรัฐฯ-จีน มีนัยสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคงภายในของภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจของอาเซียนจะมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิตอล

 

          ศ.ดร.ทัง จือหมิ่น ได้กล่าวถึงสถานะของจีนกับอาเซียนในเศรษฐกิจโลก ความร่วมมือด้านเศษฐกิจการค้าระหว่างจีนกับอาเซียน ประเทศไทยภายใต้ข้อริเริ่ม BRI และสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

          เศรษฐกิจอาเซียนมีสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจจีน ขณะที่มีจำนวนประชากรและ GDP ต่อหัวเพียงครึ่งหนึ่งของจีน หากพิจารณาในภาพรวมของอาเซียนแล้ว ปี 2560 ไทยมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับสองรองจากอินโดนีเซีย แต่มีอัตราการเติบโตของ GDP เป็นอันดับ 8 ของอาเซียน ไทยมีจำนวนประชากรเป็นอันดับ 4 รองจากอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม และมีระดับความร่ำรวยเป็นอันดับ 4 รองจากสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย

ด้านการค้าระหว่างจีน-อาเซียน ปี 2560 ทั้งสองฝ่ายมีมูลค่าการนำเข้า-ส่งออกระหว่างกันราว 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเมื่อพิจารณาจากโครงสร้างการค้าของสองฝ่ายแล้ว พบว่าสิ่งที่จีนส่งออกมายังอาเซียนส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าในห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ไฟฟ้า ห่วงโซ่อุปทานเครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์ก่อสร้าง ขณะที่สิ่งที่จีนนำเข้าจากอาเซียนส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าในห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ ผลิตภัณฑ์การเกษตรและแร่ขั้นปฐม ห่วงโซ่อุปทานเครื่องนุ่งห่ม และสินค้าอุตสาหกรรมเบาที่มีลักษณะเฉพาะด้านการลงทุนของจีนในอาเซียน ปี 2560 จีนลงทุนในสิงคโปร์มากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือมาเลเซียและอินโดนีเซียตามลำดับ ส่วนไทยอยู่ในอันดับ 5  ขณะที่จีนเป็นประเทศผู้ลงทุนในไทยเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น  การลงทุนโดยตรง (ODI) ของจีนในอาเซียน มีแนวโน้มที่จะลงทุนมากขึ้นด้านสะพานไฟ ผลิตภัณฑ์การเกษตรและแร่ขั้นปฐม อุตสาหกรรมผลิต อสังหาริมทรัพย์ และบริการทางการเงิน

          ทั้งนี้ จากการที่รัฐบาลไทยมุ่งผลักดันโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ทำให้ไทยมีข้อได้เปรียบด้านสิทธิประโยชน์ที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศรวมทั้งจีน โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนานสูงสุด 15 ปี, ยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรวัตถุดิบที่นำเข้ามาผลิตเพื่อส่งออกและเพื่อการวิจัยและพัฒนา, งบวิจัยและพัฒนาสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 100%-300%, มีเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาที่ส่งเสริมนวัตกรรมหรือการพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย, อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 17% ต่ำสุดในอาเซียน สำหรับผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิจัยตามคุณสมบัติที่กำหนด, อนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อประกอบกิจการที่ได้รับการส่งเสริม, สิทธิ์การเช่าที่ดินราชพัสดุถึง 50 ปีและสามารถพิจารณาต่ออายุอีก 49 ปี, วีซ่าทำงาน 5 ปีสำหรับนักลงทุน ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งครอบครัว, สามารถใช้เงินตราต่างประเทศเพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการระหว่างผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ตลอดจนมีระบบ One-stop Service อำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนในจุดเดียว

          ส่วนผลกระทบจากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ต่ออาเซียนนั้น ศ.ดร.ทัง จือหมิ่น ระบุว่า หากมองในด้านลบแล้ว การเพิ่มภาษีระหว่างกันย่อมจะทำให้มูลค่าการค้าโลกลดลง โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีนและสหรัฐฯ ซึ่งจะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานทั้งในอาเซียนและจีน แต่หากมองในด้านบวก ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จะก่อให้เกิดการเจรจาอย่างลึกซึ้งว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาการปรับปรุงแก้ไข จากนั้นจะนำไปสู่การจัดระบบใหม่ด้านการอุดหนุนจากภาครัฐ การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองแรงงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลให้ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างจีน-อาเซียนได้ยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นด้วย

          พล.อ. สุรสิทธิ์ ถนัดทาง ยังได้เสริมประเด็นสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ ในมุมมองด้านความมั่นคงและการทหารว่า ขณะนี้ความตึงเครียดกำลังสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การติดกับดักธูซิดิเดส (Thucydides’s Trap) หรือสงครามที่เกิดจากมหาอำนาจเก่าหวาดระแวงการผงาดขึ้นมาของมหาอำนาจใหม่ ในที่นี้ก็เปรียบเสมือนที่สหรัฐอเมริกากำลังหวาดระแวงจีน เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการแพร่กระจายทัศนะเกรงกลัวภัยคุกคามที่เกิดจาก Rise of China ของฝ่ายชนชั้นปกครองในสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มที่สงครามครั้งนี้จะยืดเยื้อ เพราะโดยอุดมการณ์พื้นฐานแล้ว สหรัฐฯ ซึ่งเป็นทุนนิยมจะไม่มีวันยอมรับความเป็นสังคมนิยมจีน

นอกจากนั้น การเมืองสหรัฐฯ แบ่งเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายขวาจัดที่เน้นชาตินิยมรุนแรง เน้นความแข็งแกร่งทางการทหารและความมั่นคง มุ่งขยายความเกรียงไกรของสหรัฐฯ ส่วนฝ่ายซ้ายนิยมเสรีประชาธิปไตย ซึ่งขณะนี้ฝ่ายขวาจัดมีอิทธิพลสูงกว่าในการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ซึ่งจะคอยเติมเชื้อไฟให้สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยืดเยื้อออกไป

         อย่างไรก็ตาม จากกระแสของโลกาภิวัฒน์ที่แผ่ขยายไปทั่วโลก คาดว่าไม่น่าจะมีผู้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ มากนักในสงครามครั้งนี้ เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าขณะนี้สหรัฐฯ มิได้มุ่งเป็นปฏิปักษ์กับจีนเพียงประเทศเดียว แต่ยังสร้างความปั่นป่วนไปยังหลายประเทศ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วสหรัฐฯ จะถูกโดดเดี่ยวจากนานาชาติ

ขณะที่ฝ่ายจีนกำลังเสนอข้อริเริ่มใหม่ BRI ที่เน้นการสร้างสรรค์ผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย ซึ่งถือเป็นระเบียบโลกใหม่ (New Order) อีกทั้งจีนยึดมั่นในการดำเนินนโยบาย “การพัฒนาอย่างสันติ (Peaceful Development)” มิใช่ “ผงาดขึ้นเป็นภัยคุกคาม” อย่างที่สหรัฐฯ ตีความ

ทั้งนี้ ตามตำราพิชัยสงครามของซุนวู ปัจจัย 5 ประการสู่ชัยชนะ นั่นคือ วิถี ฟ้า ดิน แม่ทัพ และ ระบบ(道、天、地、将、法)ซึ่งเชื่อมั่นว่าจีนย่อมจะมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสมและชาญฉลาดในสงครามครั้งนี้

          นอกจากด้านการค้าการลงทุนแล้ว ภายใต้ข้อริเริ่ม BRI ยังมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านอื่นๆ โดย อ.อรสา รัตนอมรภิรมย์ นำเสนอว่า ในบรรดา 6 ระเบียงเศรษฐกิจภายใต้ BRI นั้น ระเบียงเศรษฐกิจจีน-อินโดจีน ซึ่งเชื่อมโยงจีนกับอาเซียนนั้นมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ โดยเมื่อพิจารณาโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (AIIB) แล้ว พบว่าจนถึงปัจจุบัน อาเซียนได้รับการสนับสนุนแล้วรวม 9 โครงการจากทั้งหมด 57 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 15.7 ของโครงการทั้งหมดที่ AIIB ให้การสนับสนุน มูลค่ารวมประมาณ 1,209 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แบ่งเป็นประเทศอินโดนีเซีย 5 โครงการ สปป.ลาว 2 โครงการ ฟิลิปปินส์และเมียนมาประเทศละ 1 โครงการ ประกอบด้วยโครงการพัฒนาด้านทรัพยากรน้ำ 3 โครงการ ด้านการคมนาคม 2 โครงการ ด้านพลังงานและด้านพัฒนาเมืองอย่างละ 1 โครงการ และโครงการพัฒนาแบบผสมผสานอีก 2 โครงการ ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีโครงการที่ขออนุมัติเงินกู้จาก AIIB

นอกจากนั้น จีนกับแต่ละประเทศในอาเซียนยังมีโครงการความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐอีกราว 48,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งรวมโครงการรถไฟไทย-ลาว-จีนด้วย อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย มหาเธร์ โมฮัมหมัด ได้ตัดสินใจระงับ 2 โครงการใหญ่ที่เคยจะร่วมมือกับจีน คือ โครงการสร้างเส้นทางรถไฟ East Coast Rail Link (ECRL) และ โครงการ Melaka Gateway เนื่องจากไม่สามารถบรรลุเงื่อนไขทางการเงินกับฝ่ายจีน และเกรงว่าโครงการนี้จะสร้างภาระหนี้เงินกู้แก่มาเลเซีย แต่ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าต่อเศรษฐกิจของประเทศ

          กรณีผู้นำใหม่มาเลเซียจึงสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของข้อริเริ่ม BRI ทั้งในด้านความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยทางการเมือง ความเสี่ยงด้านกฎหมายกฎระเบียบที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศอาเซียน ความเสี่ยงในการดำเนินโครงการต่างๆ ให้บรรลุผลสำเร็จ ขณะเดียวกัน จีนยังต้องเผชิญกับปัญหาการไม่เป็นที่ยอมรับของประเทศต่างๆ ในอาเซียนที่มีทัศนะคติเชิงลบต่อทุนจีน รวมทั้งความท้าทายที่จีนต้องสร้างให้เกิดการได้รับผลประโยชน์ร่วมกันกับแต่ละประเทศที่จีนเข้าไปลงทุน จึงจะสอดคล้องกับหลัก 3 ร่วมภายใต้ข้อริเริ่ม BRI นั่นคือ หารือร่วมกัน (共商) สร้างสรรค์ร่วมกัน (共建) และได้รับประโยชน์ร่วมกัน (共享)

เพื่อขจัดความเสี่ยงและความท้าทายดังกล่าวข้างต้น มีข้อเสนอแนะว่า จีนกับอาเซียนต้องเพิ่มกลไกการสื่อสารเชื่อมโยงกันด้านนโยบายอย่างใกล้ชิด มีคณะทำงานร่วมในโครงการความร่วมมือต่างๆ มีการบริหารจัดการทัศนะคติ (Perception Management) ของประชาชนทั้งสองฝ่ายให้เข้าใจซึ่งกันและกัน ตลอดจนจีนต้องมีแนวทางปฏิบัติที่มุ่งให้เกิดการได้รับประโยชน์ร่วมกันได้อย่างแท้จริง ซึ่งในขั้นแรกควรมีโครงการวิจัยร่วมระหว่างนักวิจัยจีนกับนักวิจัยของแต่ละประเทศในอาเซียน เพื่อให้เกิดการศึกษาเชิงลึกถึงความต้องการและอุปสรรคปัญหาต่างๆ ของอาเซียน อันจะนำไปสู่การเชื่อมโยงเชื่อมใจของภาคประชาชนในที่สุด

         ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ของคณะนักวิจัยจีนที่เดินทางเยือนไทยในครั้งนี้ เพื่อต้องการทราบถึงทัศนะคติที่แท้จริงของฝ่ายไทย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ต่อข้อริเริ่ม BRI รวมทั้งมุ่งแสวงหาแนวทางที่จะส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างกันอย่างแท้จริง

Facebook Comments Box