รายงานการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของคลังสมองของจีน สรุปผลความร่วมมือและประเด็นการประชุม LMC Focus

Event-Date: 
Tuesday, December 24, 2019 (All day)

1. สถานการณ์และความร่วมมือจากหน่วยงานคลังสมองของจีน
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 ดร.หลิวชิง นักวิจัยอาวุโสและผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียแปซิฟิกแห่งสถาบัน China Institute of International Studies (CIIS) ซึ่งเป็นคลังสมองของกระทรวงการต่างประเทศของจีน เดินทางมาเยือนศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยมุ่งหวังจะสร้างเครือข่าย/แลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการและแนะนำ The Global Center for Mekong Studies (China Center)_GCMSi โดย ปัจจุบัน ดร.หลิวชิง ยังดำรงตาแหน่งเลขาธิการของ GCMS เครือข่ายคลังสมองด้านแม่น้ำโขงนี้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2559 ภายหลังการประชุมระดับรัฐมนตรีของความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang MekongCooperation: LMC) ครั้งที่ 2 ณ กรุงพนมเปญ สำหรับประเทศไทยนั้นคลังสมองที่เป็นภาคี ได้แก่ สถาบันการต่างประเทศเทวะวงศ์วโรปการ (DVIFA)

 

2. ข้อสังเกตและความคิดเห็นของนักวิชาการไทยต่อความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC)

ในปัจจุบัน รัฐบาลจีนให้ความสาคัญกับ LMC เป็นอย่างมาก ในฐานะกลไกในการสร้างความร่วมมือระเบียงเศรษฐกิจ China-Indochina Corridor ภายใต้ Belt and Road Initiative (BRI) โดยเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2562 มีการจัดการประชุมความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรน้ำล้านช้าง-แม่โขง ที่กรุงปักกิ่ง ในหัวข้อ “การขยายความร่วมมือหุ้นส่วนน้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Enhancing Water Partnership for sustainable for development) ซึ่งสะท้อนถึงเจตจำนงของจีนที่จะร่วมมือกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงในการสร้างประชาคมร่วมชะตากรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติ 2030 ในการพัฒนาที่ยั่งยืน (UNSDG2030) สาระสาคัญของการประชุมระดับรัฐมนตรีความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรน้ำ (Ministerial Meeting of Lancang-Mekong Water Resources Cooperation: LMWC) คือ ประการแรก LMWC จะเคารพในสิทธิของประเทศลุ่มแม่น้ำโขงในการใช้ทรัพยากรน้ำในการพัฒนา ประการที่สอง LMWC จะนำปัญหาความห่วงกังวลของแต่ละประเทศเข้าพิจารณาอย่างเต็มที่ ประการที่สาม ผลลัพธ์ความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ทั้งคู่ (win-win) จะเกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมกัน ประการที่สี่ LMWC จะดำเนินการจัดประชุมโดยประเทศในลุ่มแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขงเอง ซึ่งรัฐมนตรีจากประเทศสมาชิกได้แสดงเจตจำนงที่จะให้มีการปรึกษาหารือ พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ รวมถึงมีการประสานงานโครงการต่าง ๆ (www.mwr.gov.cn)

 

จากการให้สัมภาษณ์ของพลเอกสุรสิทธิ์ ถนัดทาง (ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน) ความสำคัญของ LMC ในมุมมองของไทย คือ “เรามีความสาคัญในฐานะผู้ริเริ่มและเสนอแนวคิดนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี 2555 ประจวบกับเป็นช่วงเวลาที่จีนหันมาสนใจและให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำล้านช้าง-แม่โขง เพื่อจะทำให้แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำแห่งมิตรภาพและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เสริมสร้างให้ภูมิภาคแห่งลุ่มน้ำนี้เป็นประชาคมที่มีสันติและมีอนาคตที่รุ่งเรืองร่วมกัน” “การประชุมดังกล่าวนับเป็นกลไกความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรน้ำในระดับภูมิภาคโดยตรง สิ่งที่เป็นรูปธรรม คือ มีการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำขึ้น ณ กรุงปักกิ่ง ในมุมมองนี้รัฐบาลจีนพร้อมที่จะสร้างความเข้าใจ แสวงหากลไก สร้างระเบียบความร่วมมือร่วมกันกับประเทศสมาชิกในลุ่มน้ำโขง สิ่งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเข้าถึงจิตใจของคนในภูมิภาค อันจะส่งผลต่อการสร้างขีดความสามารถของแต่ละประเทศและคนในท้องถิ่น โดยเน้นการพัฒนาคน พัฒนาเชิงพื้นที่ และการสร้างประชาคมร่วม ทาให้ผู้คนได้สื่อสารกันอย่างถูกต้อง ลดช่องว่างของความเข้าใจผิด ดังเช่น ในการประชุมผู้นา LMC ครั้งที่ 2 ณ กรุงพนมเปญ จีนหันมาฟังชาติสมาชิกแม่น้ำโขงตอนล่างมากขึ้น และได้มีการประกาศยกเลิกแผนการระเบิดเกาะแก่ง ...แต่สาเหตุที่ยังไม่ยุติการสร้างเขื่อนเนื่องจากจีนมีมุมมองว่าเขื่อนเป็นเครื่องมือสาคัญของการบริหารจัดการน้าและเขื่อนยังช่วยแก้ไขและบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเมืองไทยมีคนเข้าใจเรื่องเขื่อนสับสนว่ามีวัตถุประสงค์หลักอยู่ที่เรื่องพลังงานไฟฟ้า จึงขออธิบายถึงจุดมุ่งหมายของเขื่อนว่าคือการบริหารจัดการน้า การใช้น้าอย่างคุ้มค่าและให้เกิดประโยชน์สูงสุด การชะลอการไหลของน้าลงสู่ทะเลเพื่อลดปัญหาน้ำท่วม และยังเป็นการเสริมสร้างระบบธนาคารน้ำใต้ดิน เป็นต้น”

 

จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความร่วมมือทรัพยากรน้ำ ภายหลังตัวแทน 6 ประเทศของแม่น้ำล้านช้าง-แม่โขง ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ทาให้การแบ่งปันข้อมูลข่าวสารอุทกวิทยาของฝ่ายจีนมีความทันต่อเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น นอกจากการแจ้งข้อมูลข่าวสารอุทกวิทยาในฤดูฝนแล้ว ฝ่ายจีนยังได้เพิ่มการแจ้งข้อมูลข่าวสารกับประเทศตามลุ่มแม่น้ำโขงในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น พายุใต้ฝุ่น อุทกภัย และภัยแล้งรวมทั้งแจ้งแผนการปรับปรุงปริมาณน้าของโครงการวิศวกรรมชลศาสตร์ของฝ่ายจีนล่วงหน้า

 

ในมุมมองของรองศาสตราจารย์ ดร.ศิริลักษม์ ตันตยกุล (คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคาแหง) ซึ่งศึกษาความร่วมมือในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ได้วิเคราะห์ว่า “กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงนับเป็นความร่วมมือในเชิงองค์รวม เน้นการเชื่อมโยงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การค้าการลงทุน การแก้ไขปัญหาความยากจน และรวมเอาการจัดการทรัพยากรน้ำเป็นสาระสาคัญของความร่วมมือด้วย ในเรื่องการประชุมด้านการจัดการทรัพยากรน้ำที่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงได้มีเวทีการประชุมกับประเทศจีนโดยตรง จุดนี้นับเป็นมิติใหม่ของการจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มแม่น้าโขง ซึ่งที่ผ่านมานั้นจีนไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) ทำให้ปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำไม่ได้ดำเนินการโดยครอบคลุมทั้งภูมิภาค แต่มาถึงวันนี้เวทีความร่วมมือ LMC จะเป็นโอกาสที่ทาให้ประเทศในอนุภูมิภาคได้ร่วมมือกันเอง และสิ่งที่จีนมุ่งหวังก็คือการสร้างอนาคตและประชาคมร่วมชะตากรรม ดังคำขวัญที่จีนนาเสนอไว้ว่า ดื่มน้ำแม่น้ำสายเดียวกัน ร่วมชะตากรรมแบ่งปัน ในปัจจุบันประเทศจีนให้ความสำคัญกับอารยธรรมเชิงนิเวศและเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จากจุดนี้เราจึงปรารถนาจะเห็นความสำเร็จของความร่วมมือให้แม่น้ำซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติสายนี้ เป็นแม่น้ำแห่งมิตรภาพและโอกาสแห่งการพัฒนาร่วมกัน”

 

ในมุมมองของ ดร.พัชรินรุจา จันทโรนานนท์ (อาจารย์คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) มีข้อคิดเห็นว่า “ในส่วนของการความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มแม่น้าโขงภายในปี 2562 ที่ผ่านมานั้น ถือว่ามีสัญญาณอันดีในการยกระดับความร่วมมือไปอีกขั้น ดังที่เห็นได้จากที่ประชุมหารือโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้ความร่วมมือล้านช้าง - แม่โขง ครั้งที่ 1 ทั้ง 6 ประเทศสมาชิกได้เห็นชอบร่วมกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งข้อตกลงในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ข้อตกลงดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นการริเริ่มในระดับผู้บริหาร ในส่วนภาคประชาชน ที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงในการใช้ทรัพยากรน้ำ ที่ผ่านมาโอกาสในการรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและเปิดเผยยังค่อนข้างจำกัด ดังนั้น เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในทุกระดับ ภาครัฐจึงควรส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการน้ำในลุ่มแม่โขงให้แก่ประชาชนทุกภาคส่วนให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ภาคประชาชนเกิดความเข้าใจที่ตรงกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทยเอง และประเทศต้นน้ำ และช่วยให้สร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน (mutual understanding) ของประเทศสมาชิกด้วย”

 

3. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
จากการศึกษาความร่วมมือ LMC และการแสวงหาโอกาสของความร่วมมืออย่างยั่งยืนควรจะดาเนินการดังนี้

 

3.1 การสร้างความเข้าใจ (Search) ทั้งในแนวดิ่ง (จากบนลงล่าง-จากล่างขึ้นบน) และแนวราบ (องค์กรท้องถิ่นต่อท้องถิ่น องค์กรรัฐต่อรัฐ และองค์กรรัฐต่อองค์กรภูมิภาค) ซึ่งยังมีช่องว่างอยู่มาก และกลไกระดับต่างๆยังไม่เพียงพอทั้งด้านความลึกและวิธีการแก้ปัญหาที่แท้จริงในระดับปฏิบัติการ ในฐานะหน่วยงานคลังสมองศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีนมีความพร้อมที่จะดำเนินงานร่วมมือกับ The Global Center for Mekong Studies (China Center) เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจ เป็นกลไกประสานเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน

 

3.2 การเข้าถึง (Empathies) โดยเฉพาะการเข้าถึงใจผู้มีส่วนได้เสียและการสนับสนุนจากฐานราก (popular support) จำเป็นต้องเพิ่มการให้ความรู้อย่างลึกซึ้งในโครงการระดับใหญ่เพื่อการปรับเปลี่ยนทัศนคติ (attitude) และการรับรู้ (perception) ต่อโครงการดังกล่าว

 

3.3 การพัฒนา (Development) ต้องให้มีการพัฒนาทั้งขีดความสามารถระดับบุคคลและระดับหน่วยงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการทำงานเป็นทีมในกลไกที่มีบรรยากาศ
พหุวัฒนธรรมเพื่อให้เกิดการทวีกำลัง (synergize)

Facebook Comments Box