การส่งเริมการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีน ภายใต้แผนงานโครงการริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" หรือ (The Belt and Road Initiative) หรือ One Belt, One Road (OBOR)

Event-Date: 
Saturday, May 6, 2017 - 22:15

วันนี้ขอนำเสนอข้อมูลบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการส่งเริมการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับจีน ภายใต้แผนงานโครงการริเริ่ม "หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง" หรือ (The Belt and Road Initiative) หรือ One Belt,   One Road (OBOR) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผลสรุปจากการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “The Belt and Road” and “Thailand 4.0”: Strategic Cooperation เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ เม.ย.๖๐ ณ อาคาร M-Square มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งจัดโดย ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย - จีน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งได้นำเสนอไปแล้ว (ในจีนศึกษาเมื่อวันที่ ๓ พ.ค.๖๐) โดยมีประเด็นที่น่าสนใจต่อเนื่องเพิ่มเติมดังนี้

๑. ความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้อง

     ๑.๑  นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ ๑๔ - ๑๕ พ.ค.นี้ มีกำหนดเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับ ๑ ของไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation (BRF) ณ กรุงปักกิ่ง ภายใต้หัวข้อการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและร่วมกันพัฒนาเส้นทางสายเศรษฐกิจแห่งนี้ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย โดยจะมีผู้นำจาก ๒๘ ชาติ และรัฐมนตรีกว่า ๑๐๐ คน พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ ๘๐ องค์กร และนักธุรกิจระดับโลกเข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ คน ซึ่งนโยบาย One Belt, One Road (OBOR) ของจีน เป็นนโยบายส่งเสริมความเชื่อมโยงทั้งทางบก และทางทะเล เชื่อมระหว่างอาเซียน เอเชีย แอฟริกา และยุโรป เชื่อมโยงความร่วมมือในหลายด้าน อาทิ ความร่วมมือด้านนโยบาย การเสริมสร้างสมรรถนะ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และความร่วมมือด้านการเงิน ซึ่งมีจีนเป็นจุดศูนย์กลาง

      ๑ ๒ ในการประชุมครั้งนี้ จีนจะหารือถึงแนวทางการผลักดันนโยบาย OBOR ในหลายประเด็น อาทิ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ความสามารถในการผลิต การเงิน และการค้าและการลงทุน รวมทั้งจะจัดตั้งคณะทำงานเพื่อผลักดันโครงการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้านการลงทุนอีกด้วย ในขณะที่รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้ให้การสนับสนุนแนวคิดนโยบายดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสอดคล้องกับนโยบายของไทย เพื่อให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน โดยโครงการของรัฐบาลที่สามารถดำเนินการควบคู่กับนโยบาย OBOR ของจีน ได้แก่

           ๑.๒.๑ โครงการประเทศไทย ๔.๐

           ๑.๒.๒ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนชาวจีนที่จะเข้ามาใช้ EEC ในการเป็นฐานการผลิตเพื่อกระจายสินค้าไปสู่กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งรัฐบาลจีนให้ความสนใจกับโครงการนี้ไปอย่างมาก โดยได้กำหนดตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของแต่ละภูมิภาคไว้อย่างชัดเจนเพื่อรองรับนโยบายดังกล่าว เช่น การผลักดันวงรอบกรอบพื้นที่ความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (มณฑลยูนนาน) กับห้าโซนในเขตตะวันตก (มณฑลกุ้ยโจว เขตปกครองตนเองกวางสี มณฑลเสฉวน มหานครฉงชิ่ง และ เขตปกครองตนเองทิเบต) ให้เป็นกลุ่มตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาเครือข่ายคมนาคมเพื่อพัฒนาเป็นเส้นทางนำไปสู่ความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน อันสอดคล้องกับการผลักดันความเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนแบบ win-win กับประเทศต่างๆ รวมทั้งการท่องเที่ยว

     ๑.๓ เมื่อวันที่ ๑ พ.ค.๖๐ พบว่า  เรือท่องเที่ยวสัญชาติจีนจำนวน ๒ ลำ ประกอบด้วยเรือเยิ่นต๋า ๗ และเยิ่นต๋า ๘  และเรือกาสะลองคำ ๑ ซึ่งเป็นเรือสัญชาติไทยอีก ๑ ลำ ซึ่งเป็นเรือท่องเที่ยวคณะแรกที่เดินทางท่องเที่ยวตามเส้นทางแม่น้ำโขง นำผู้โดยสารเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนส่วนใหญ่เป็นชาวเมืองสิบสองปันนาหรือเมืองเชียงรุ่ง มณฑลยูนนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ตลอดจนสื่อมวลชนทุกแขนง จำนวน ๑๘๐ คน เดินทางจากท่าเรือกวนเหล่ยผ่านชายแดนเมียนมา-สปป.ลาว ได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทยด้านสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายแล้ว ก่อนจำนำเรือเข้าเทียบท่าเรือเชียงแสนแห่งที่ ๑ สำหรับคณะทัวร์ชุดแรกนี้มีกำหนดเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นเวลา ๓ วัน โดยมีแผนที่จะเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย อย่างพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง บ้านดำและวัดร่องขุ่น ฯลฯ   

 

๒. ข้อสังเกต

      ๒.๑ ผลจากการจัดสัมมนาโต๊ะกลม แบบ Workshop เพื่อหาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาลของศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน วช. เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น พบว่า ประเทศไทยมีความสำคัญในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และเป็นศูนย์กลาง (Hub) ที่สำคัญสำหรับการพัฒนาภูมิภาค อันจะส่งผลต่อความสำเร็จของนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road Policy) ของจีน ดังนั้น จึงควรหาข้อแตกต่างในศักยภาพที่มีอยู่ โดยเฉพาะที่เป็นความถนัด และการมีที่ตั้งอยู่ใน อาณาบริเวณพื้นที่ รวมทั้งขีดความสามรถที่ต้องพัฒนาขึ้นสำหรับประเทศไทย เพื่อใช้เป็นจุดแข็งในการกำหนดเป้าหมายในทางยุทธศาสตร์ เช่น การเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมขนส่ง เป็นต้น โดยนำเป้าหมายที่กำหนดได้มาพิจารณาระดับขีดความสามารถเพื่อกำหนดทิศทางในการผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเพื่อการแข่งขันของประเทศในด้านต่างๆ เพื่อทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของภูมิภาคนี้ได้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำโครงการโดยจัดเป็นกลุ่มๆ (Cluster) เพื่อการส่งเสริมและพัฒนาให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น โดยพิจารณาจากขนาดความต้องการของตลาดทั้งในปัจจุบันและในอนาคต อันจะนำไปสู่การออกแบบ (Design) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการสร้างนวัตกรรมตามโมเดลประเทศไทย ๔.๐

    ๒.๒ นายจู ฉวน ชู ประธานบริหารบริษัทถ่งหยิ่ง ยี่เจียงฉุ่ย กั่วจี้หลี่โหย่ง หานยวิ้น โหยวเซี้ยนกงซือ จำกัด หัวหน้าคณะทัวร์ เปิดเผยว่านับตั้งแต่มีเส้นทางแม่น้ำโขงเชื่อมกันระหว่าง ๔ ประเทศประกอบด้วยไทย ลาว จีน และเมียนมา ร่วมกันมากว่า ๒๐ ปี ในอดีตเป็นเพียงการเชื่อมโยงการทางการค้าการขนส่งระหว่างกัน และมีแต่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปเยือน แต่ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้มาสัมผัสเส้นทางท่องเที่ยวสายใหม่เส้นนี้ ซึ่งรู้สึกว่าเป็นเส้นทางท่องเที่ยวน่าประทับใจมากเพราะมีทัศนียภาพที่สวยงาม มีภูเขา แม่น้ำและป่าไม้ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ เป็นธรรมชาติที่สวยงาม มากกว่าการเดินทางโดยรถยนต์ ซึ่งอนาคตของผู้ประกอบการจะมีการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเส้นนี้ให้มากขึ้นทั้งในการจัดรูปแบบการประชาสัมพันธ์ การจัดการด้านการตลาดเชิงรุก และที่สำคัญการพัฒนาด้านบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวให้เพียงพอและนักท่องเที่ยวประทับใจมากที่สุด เพราะเชื่อว่าในอนาคตจะมีนักท่องเที่ยวมาเส้นทางนี้เป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน เพราะสามารถเดินทางได้หลากหลายเส้นทาง ซึ่งอาจเป็นการเดินทางมาทางเรือกลับเส้นทางรถยนต์ การเดินทางมาโดยรถยนต์หรือสายการบินแล้วกลับทางเส้นทางเรือ ถือเป็นการเพิ่มสีสันของการท่องเที่ยว

 

บทสรุป แนวคิดการเชื่อมโยงตามโครงการริเริ่มหนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง หรือ OBOR ที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจจีนเข้ากับเศรษฐกิจของหลายภูมิภาคทั่วโลกนั้น จะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองตามแนวที่เส้นทาง OBOR พาดผ่าน ซึ่งจะทำให้เกิดตลาดใหม่ขึ้นมารองรับการส่งออกสินค้าของไทยเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งควรเร่งให้มีการศึกษาศักยภาพและโอกาสของเมืองตามแนวเส้นทาง OBOR เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชน หรือการร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาตลาดที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ต่อไป โดยเฉพาะการเชื่อมโยงภูมิภาค (Connectivity) อันเป็น Blueprint ของอาเซียน ที่สอดรับกับยุทธศาสตร์หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง (OBOR) ของจีน ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ร่วมระหว่างไทยกับจีน รวมถึงอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และอาเซียนโดยรวม แต่จะต้องไม่ละเลยต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการพัฒนาดังกล่าวด้วย ตลอดจนหาแนวทางในการแก้ไขฟื้นฟู เช่น ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่อาจเปลี่ยนแปลงไปหลังจากการขยายร่องน้ำแม่น้ำโขง เป็นต้น

 

ประมวลโดย :

พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล

KU.40

 

(ข้อมูลจากเว็บไซต์ https://today.line.me/TH/article/4c9705e8a2e13560440f03c606806caf763cc1254af01fa9bc50d83995ded6df?openExternalBrowser=1รวมทั้งเว็บไซต์   http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=136711&t=news และ เว็บไซต์ http://www.tnews.co.th/contents/315430)

Facebook Comments Box