การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1949

Event-Date: 
Sunday, October 1, 2017 (All day)
ขอนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม ค.ศ.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
 
๑. ย้อนกลับไปในอดีตช่วงระหว่างวันที่ ๒๐ - ๓๐ ก.ย.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) มีการประชุมเต็มคณะของสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีนชุดที่ ๑ จัดขึ้นที่ทำเนียบจงหนานไห่ โดยมีผู้แทนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน พรรคประชาธิปไตยต่างๆ บุคคลที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง และสมาชิกสมาคมต่างๆ วงการต่างๆ ทางสังคม ชนเผ่าส่วนน้อยและชาวจีนโพ้นทะเลเข้าร่วมด้วย ซึ่งที่ประชุมได้ผ่านหลักการการประชุมที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน กฎหมายว่าด้วยการจัดการประชุมที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีน และกฎหมายว่าด้วยการจัดการของรัฐบาลจีน นอกจากนี้ ที่ประชุมได้ผ่านมติเกี่ยวกับเมืองหลวง ธงชาติ เพลงชาติและลำดับเหตุการณ์ ๔ ฉบับ และจัดตั้งคณะกรรมการการประชุมสภาปรึกษาการเมืองแห่งชาติจีนและคณะกรรมการรัฐบาลกลางจีน โดยเลือกเหมา เจ๋อตง เป็นประธานรัฐบาลกลางจีน เมื่อวันที่ ๓๐ ก.ย.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) 
 
 
๒. การประชุมเต็มคณะของสภาที่ปรึกษาแห่งชาติจีนชุดที่ ๑ ดังกล่าว ได้เห็นพ้องต้องกันผ่านแถลงการณ์ฯ ประกาศอย่างเป็นทางการกับโลกว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาขึ้นแล้ว และประชาชนจีนมีรัฐบาลกลางของตนเองด้วย ดังนั้น เมื่อวันที่ ๑ ต.ค.๑๙๔๙ (พ.ศ.๒๔๙๒) จึงจัดพิธีฉลองการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนและรัฐบาลกลางจีนที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจีน โดยตั้งเหมา เจ๋อตง ประธานรัฐบาลกลางจีนประกาศอย่างเคร่งขรึมบนพลับพลาเทียนอันเหมินว่า "สาธารณรัฐประชาชนจีนสถาปนาขึ้นแล้วในวันนี้"
 
๓. สาธารณรัฐประชาชนจีน แบ่งการปกครองเป็นสองระดับ ได้แก่ การบริหารส่วนกลาง และการบริหารส่วนภูมิภาค 
      ๓.๑ การบริหารส่วนกลาง คือ รัฐบาลกลางของประชาชน หรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี คณะมุขมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ประธานคณะกรรมการต่าง ๆ ผู้อำนวยการสำนักงานตรวจสอบบัญชี และเลขาธิการ รัฐบาลกลางของจีนมีอำนาจเหนือองค์กรบริหารส่วนภูมิภาคท้องถิ่นทั้งหมด
      ๓.๒ การบริหารส่วนภูมิภาค รัฐบาลส่วนภูมิภาคระดับต่าง ๆ แบ่งได้เป็น ๔ ระดับ ได้แก่ (๑) รัฐบาลประชาชนระดับมณฑล (๒) รัฐบาลประชาชนระดับท้องที่ (๓) รัฐบาลประชาชนระดับอำเภอ และ (๔) รัฐบาลประชาชนระดับตำบลหมู่บ้าน
 
๔. สาธารณรัฐประชาชนจีนมีรูปแบบการปกครองในพื้นที่ต่าง ๆ ที่สำคัญ ดังนี้
      ๔.๑ มณฑล แบ่งเป็น ๒๓ มณฑล ซึ่งรวมไต้หวันอยู่ด้วย คือ เหอเป่ย ชานสี เหลียวหนิง จี๋หลิน เฮยหลงเจียง เจียงซู เจ้อเจียง อานหุย ฝูเจี้ยน เจียงซี ชานตง เหอหนาน หูเป่ย หูหนาน กวางตุ้ง ไห่หนาน เสฉวน กุ้ยโจว ยูนนาน ส่านซี กานซู ชิงไห่
      ๔.๒ เขตปกครองตนเอง ๕ เขตปกครองตนเอง คือเขตที่พลเมืองส่วนมากเป็นชนกลุ่มน้อย ได้แก่ มองโกเลียใน (ชนชาติมองโกล) หนิงเซี่ย (เขตที่นับถือศาสนาอิสลาม) ซินเจียง (ชนชาติอุยกูร์)  กวางสี (ชนชาติจ้วง)  และทิเบต (ชนชาติทิเบต)
      ๔.๓ มหานคร ๔ มหานคร มีสถานะเทียบเท่ามณฑล แต่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง คือ กรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ นครเทียนจิน และนครฉงชิ่ง
      ๔.๔ เขตบริหารพิเศษ ๒ เขต ได้แก่ ฮ่องกงและมาเก๊า ซึ่งอยู่ภายใต้อธิปไตยของจีน แต่คงวิถีการปกครองและเศรษฐกิจของตนเอง ตามหลักการ"หนึ่งประเทศ สองระบบ"
 
 
๕. ข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองของจีน โดยในแต่ละมณฑล (ยกเว้นไต้หวัน) เขตปกครองตนเองและมหานครเหล่านี้ จะมีผู้ว่าการมณฑล ประธานเขต หรือนายกเทศมนตรีของมหานคร ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยสภาประชาชนในแต่ละมณฑล และต้องได้รับความเห็นชอบของพรรคคอมมิวนิสต์ ให้เป็นผู้บริหารจัดการเรื่องภายในมณฑลหรือเขตการปกครองของตนเอง อย่างไรก็ตาม พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะแต่งตั้งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ไปกำกับดูแลด้วย ถือเป็นการปกครองจากรัฐบาลกลางอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์นี้ จะมีอำนาจเหนือผู้ว่าการมณฑล ประธานเขตการปกครองและนายกเทศมนตรีของมหานคร สำหรับผู้ว่าการเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า แม้จะได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากพรรคคอมมิวนิสต์เสียก่อนจึงจะเข้ารับตำแหน่งได้
 
บทสรุป นับตั้งแต่สาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาเป็นเวลา ๔๒ ปี ( ๑ ก.ค.๑๙๗๕ หรือ พ.ศ.๒๕๑๘) ความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทย-จีนได้ผ่านการผันผวนของสถานการณ์โลกและความท้าทายต่างๆ จนอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ไทย-จีน นับเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและพัฒนาร่วมกันระหว่างประเทศที่มีระบอบการเมืองที่แตกต่างกัน 
 
ประมวลโดย:
พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล
KU4.0
 

Facebook Comments Box