การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทย-จีน

กนก วงษ์ตระหง่าน
Source: 
vijaichina
Date: 
26/08/2012

ปาฐกถาพิเศษ ศ.ดร.กนก  วงษ์ตระหง่าน---- กรรมการที่ปรึกษา และอดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย – จีน แห่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ในงานสัมมนายุทธศาสตร์ไทย - จีน ครั้งที่ 1 วันที่ 26  สิงหาคม  2555

 

ฯพณฯ ท่านรัฐมนตรี ท่านอุปทูต ท่านเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ท่านนายกสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทย – จีน ท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยหัวเฉียว แขกผู้มีเกียรติ

 

ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นความสำเร็จของการจัดงานสัมมนายุทธศาสตร์ไทย – จีน ครั้งที่ 1 ตลอดสองวันที่ผ่านมา และต้องขอแสดงความชื่นชมสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ซึ่งได้ให้การสนับสนุนศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย – จีน ร่วมกับสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย – จีน และมหาวิทยาลัยหัวเฉียว แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการจัดงานสัมมนาอันสำคัญนี้ขึ้น ผมรู้สึกประทับใจเป็นพิเศษที่ได้เห็นนักวิชาการจากทั้งสองประเทศร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการกำหนด “ยุทธศาสตร์” ไทย – จีน ต่อไปในอนาคต

 

เมื่อกล่าวถึง คำว่า “ยุทธศาสตร์” ทำให้ผมนึกถึงคำกล่าวของท่านขงจื๊อ ปราชญ์ชาวจีนที่ว่า “ คนที่ไม่รู้จักคิดการไกล ย่อมจะพบทุกข์ร้อนในเวลาอันใกล้ ” ความหมายคือ หากเราคิดแต่เรื่องเฉพาะหน้า คิดแต่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไปทีละเรื่องๆ  โดยขาดการมองและวางแผนทางยุทธศาสตร์ในระยะยาวแล้ว สุดท้ายเราอาจประสบภัยใกล้ตัว ขาดทิศทางที่จะก้าวไปสู่อนาคต เพราะไม่รู้ว่าอนาคตควรเป็นอย่างไร ควรยึดหลักอะไร ควรให้ความสำคัญกับอะไร ดังนั้น คนจีนตั้งแต่สมัยโบราณจึงให้ความสำคัญกับ “ยุทธศาสตร์” เป็นอย่างมาก ดังคำกล่าวในภาษาจีนที่ว่า ตัดสินแพ้ชนะด้วยการ “มองหมากทั้งกระดาน” หรือ “มองครบกระบวนวิธี”

 

ในสมัยที่ผมดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เวชชาชีวะนั้น ผมมีความเห็นว่าในการกำหนดนโยบายอันเกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์ไทย – จีน นั้น เรามักไหลไปตามกระแส มักให้ความสนใจเรื่องเฉพาะหน้า มุ่งแก้ไขปัญหาและขจัดอุปสรรคที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าไปทีละเรื่องๆ ซึ่งก็นับว่าเป็นประโยชน์ในระดับหนึ่งและทำให้เราผ่านวิกฤตและสานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันมาได้ แต่ผมมองว่าวิธีการนั้นไม่ใช่และไม่ควรเป็น “อุดมคติ” ของความสัมพันธ์ที่เรามุ่งหวัง เพราะสุดท้าย การคิดเฉพาะหน้านั้น อาจนำไปสู่ “ทุกข์ร้อนในเวลาอันใกล้” ได้ ตามคำกล่าวของท่านขงจื๊อ

 

เราจำเป็นต้องมี “ยุทธศาสตร์” ครับ ต้องคิดในระดับยุทธศาสตร์ ต้อง “มองหมากทั้งกระดาน” ปัจจุบัน ผมคิดว่าเรายังขาด “ยุทธศาสตร์” เกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย – จีน ที่ชัดเจน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือเราขาดกลไกในการวางยุทธศาสตร์ รวมทั้งผลักดันยุทธศาสตร์ให้สำเร็จลุล่วง ผมจึงคิดว่าเราจำเป็นต้องมี หน่วยงานที่เป็น Think Tank ในการศึกษาและกำหนดยุทธศาสตร์ในระยะกลางถึงยาว รวมทั้งเสนอกลไกในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพื่อให้ไทยสามารถร่วมมือกับประเทศจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นไม่ใช่เพียงแต่วางนโยบายระยะสั้นที่อาจเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลหรือเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง

 

ผมได้เรียนปรึกษาผู้ใหญ่หลายท่าน เช่น ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ ท่านนายกสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทย – จีน และได้เสนอให้จัดตั้งศูนย์ยุทธศาสตร์ไทย – จีน ขึ้น เพื่อทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ไทย-จีน และเผยแพร่ความรู้ให้แก่ผู้กำหนดนโยบายของภาครัฐ และภาคสาธารณะในการนี้ ได้รับความกรุณาเป็นอย่างสูงจากท่านองคมนตรี ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย ให้เกียรติเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา ทั้งได้ ฯพณฯ เอกอัครราชทูต ก่วน มู่ เป็นกรรมการที่ปรึกษา ด้วยผมได้เข้ามาบริหารจัดการศูนย์ในระยะแรก และได้ประสานสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยหัวเฉียวและหน่วยงานด้านนโยบายที่สำคัญหลายแห่งของจีน ต่อมา ก็ได้อาจารย์อาร์ม ตั้งนิรันดร เข้ามาเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ซึ่งท่านก็ได้ช่วยขับเคลื่อนงานของศูนย์อย่างแข็งขัน

 

ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพครับ “ยุทธศาสตร์ไทย – จีน” สำคัญ เพราะเรากำลังเผชิญความท้าทายอันเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัตน์จากโลกยุคสองขั้วอำนาจ สู่โลกยุคที่ไม่มีขั้วอำนาจ การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค และการผงาดขึ้นของเอเชีย ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับภูมิภาคในระยะยาว ภายใต้บริบทของภูมิเศรษฐกิจโลกดังกล่าวความสัมพันธ์ไทย– จีนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่าง “รวดเร็ว” และ “ลึกซึ้ง” ในเรื่องของความรวดเร็ว ชัดเจนที่สุดคงเป็นตัวเลขการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในช่วงเวลาไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา อาทิเช่น มูลค้าการค้าระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่มขึ้นจาก1604.65 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2535 เป็น 56,751.55 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2554 หรือกว่า 35 เท่า ในระยะเวลาเพียง20 ปีเท่านั้นจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างไทยกับจีนที่มีเพียงมีกี่แสนคนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันมีกลับมีมากกว่า 1 ล้าน 5แสนคน ก็สามารถบ่งชี้ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนเป็นไปอย่างรวดเร็วหากเรามองกว้างขึ้นในระดับภูมิภาค เราจะมูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนกับจีนในปีพ.ศ. 2554มีมูลค่ารวมกว่า 362,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่าร้อยละ 37 และสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ อีกทั้งยังทำให้อาเซียนกลายเป็นคู่ค้าอันดับที่สามของประเทศจีนเป็นครั้งแรก ในส่วนที่ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ “ลึกซึ้ง” นั้น ก็เพราะการแลกเปลี่ยนดังกล่าวได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง หากเรามองง่าย ๆ ว่าสาธารณรัฐประชาชนจีนมีประชากรประมาณ 1300 ล้านคน ในขณะที่อาเซียนมีประชากรประมาณ 600 ล้านคนเมื่อเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีนในปี 2553 ก็เกิดการหลอมรวมกันของตลาดสินค้าและบริการที่ส่งผลกระทบกับประชาชนกว่า 1900 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นกว่าหนึ่งในสี่ของประชากรโลก การบูรณาการในด้านใดด้านหนึ่งย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างกับประชาชนทั้งสองประเทศ ยกตัวอย่างเช่น การไหลเข้ามาของสินค้า Made in China ที่จะเพิ่มขึ้น เมื่อมองผิวเผินอาจกล่าวว่าเป็นเรื่องของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ความจริงแล้วการเข้ามาของสินค้าดังกล่าวส่งผลกับประชาชนคนไทยทั้ง 64 ล้านคนอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นด้านความปลอดภัยสาธารณะการสาธารณสุข วัฒนธรรม และข้อบังคับทางกฎหมายซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปเพื่อรองรับการเข้ามาของสินค้า เป็นต้น จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่งกับชีวิตของประชาชนคนไทย

 

ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอัน “รวดเร็ว” และ “ลึกซึ้ง” นี้ ผมคิดว่าไทยและจีนต้องสร้าง “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ระหว่างกัน ด้วยการดำเนินความสัมพันธ์ภายใต้“เป้าหมายทางยุทธศาสตร์” ตามหลักการ 5 ประการ

 

(1) การพัฒนาอย่างสันติ (Peace) ซึ่งเป็นนโยบายที่จีนประกาศอย่างชัดเจน และผมหวังว่าจีนเองจะปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง   การพัฒนาด้านต่างๆ  จะรุดหน้าไปได้ ต้องปราศจากความขัดแย้งทางการทหาร   เพื่อสันติภาพระหว่างสองประเทศและภายในภูมิภาค

 

(2) ความร่วมมือและความกลมเกลียว (Cooperation and Harmony) กล่าวคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศควรมีพื้นฐานอยู่บนการประสานประโยชน์และความร่วมมือระหว่างกัน โดยพยายามให้เกิดความขัดแย้งให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

(3) ความสมดุล (Balance) หมายถึง การพัฒนาที่ไม่ได้เน้นไปที่การแลกเปลี่ยนด้านหนึ่งด้านใดโดยเฉพาะ แต่จะต้องมีความร่วมมือกันในแต่ละภาคส่วนอย่างสมดุล ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมหรือการเมืองก็ตาม นอกจากนี้ความสมดุลดังกล่าวยังมีนัยยะของการปราศจากการกดดันหรือกีดขวางความร่วมมือส่วนใดส่วนหนึ่งจากประเทศตรงข้ามหรือประเทศที่สาม

 

(4) ความยุติธรรม (Justice) ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติต้องอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมที่แท้จริงแล้ว การเคารพในอัตลักษณ์และวัฒนธรรมซึ่งกันและกันไร้ซึ่งการกดขี่ข่มเหงและบีบบังคับไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  ไม่ว่าจะเป็นในด้านใดด้านหนึ่งของความสัมพันธ์หรือในภาพรวมของความสัมพันธ์ก็ตาม

 

(5) ความมั่งคั่งและความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(Prosperity and Technological Advancement) นับเป็นเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งกับประชาชนทั้งสองประเทศ  การพัฒนายุทธศาสตร์ที่ดีจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงแค่มีความสัมพันธ์ที่ดีในระดับรัฐต่อรัฐเท่านั้น ตลอดจนความร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกันเพื่อนำไปสู่การยกระดับขององค์ความรู้และวิทยาการของภูมิภาค

 

ท่านผู้มีเกียรติครับ ไทยเราโชคดีอย่างยิ่ง ที่มีพื้นฐานอันแข็งแกร่ง สำหรับการบรรลุเป้าหมายทั้ง 5 ประการ นี้การปฏิบัติยุทธศาสตร์ไทย-จีนนี้ ประเทศไทยมีความได้เปรียบสำคัญสามประการ ได้แก่ 1. สถาบันพระมหากษัตริย์ 2. ที่ตั้งของไทย และ 3. วัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีนซึ่งเป็นรากฐานที่ช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศตลอดมา

 

ในส่วนของสถาบันพระมหากษัติย์นั้น สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยทรงยอมรับและเป็นที่ยอมรับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมาชิกพระราชวงศ์ไทยทุกพระองค์ ต่างได้มีพระมหากรุณาธิคุณในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศมาอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดหย่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทั้งสองพระองค์เป็นตัวอย่างของการศึกษาและเข้าใจจีนอย่างถ่องแท้ สมเด็จพระเทพฯ นั้น ทรงเป็น “มิตรแท้” ของชาวจีน ทรงแตกฉานภาษา วัฒนธรรม และศิลปวิทยาการของจีนอย่างลึกซึ้ง ได้เสด็จฯ จีนนับครั้งไม่ถ้วน ส่วนสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ก็ทรงเปี่ยมพระอัจฉริยภาพในการทรง “กู่เจิง” อันเป็นเครื่องดนตรีโบราณของจีน ทั้งยังทรงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระหว่างสองประเทศ เป็นที่ชื่นชมแก่ผู้นำจีนและสาธารณชนชาวจีนทั่วไป

 

ในส่วนที่ตั้งของประเทศไทยนั้น ไทยตั้งอยู่ ณ ใจกลางของคาบสมุทรอินโดจีนซึ่งติดต่อกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนรวมสี่ประเทศ และยังเป็นทางผ่านไปยังประเทศอาเซียนทางใต้ประเทศอื่นๆนับว่าประเทศไทยเป็นประตูบานสำคัญที่เชื่อมโยงประเทศจีนเข้าสู่อาเซียน  โดยเฉพาะเมื่อเส้นทางโลจิสติกระหว่างภาคใต้ของจีนกับอาเซียนได้สร้างเสร็จสิ้นแล้ว นอกจากนั้นแม้ไทยจะตั้งอยู่ใกล้ภาคใต้ของจีน และไม่มีพรมแดนติดต่อกับจีนโดยตรงไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางทะเล แต่ไม่เป็นอุปสรรคทำให้ไทยสามารถติดต่อกับจีนภาคใต้ได้ จึงทำให้ไทยไม่มีเงื่อนไขการเผชิญหน้าทางทหารกับประเทศจีนโดยตรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งด้านพรมแดน ต่างจากประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เช่น พม่า เวียดนาม หรือฟิลิปปินส์ ซึ่งต่างก็มีข้อพิพาทด้านพรมแดนไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางทะเลกับจีนอยู่เสมอ ซึ่งหากเรามองจากแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนก็จะพบว่า  ปัญหาพรมแดนเป็นปัญหาที่ประเทศจีนยอมไม่ได้และเสี่ยงที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งด้านการทหารมากที่สุด ไทยจึงมีความได้เปรียบที่ไม่มีความขัดแย้งที่สุ่มเสี่ยงนี้ และทำให้สามารถพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันในด้านอื่น ๆ ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องดังกล่าว

 

ในส่วนของวัฒนธรรมของคนไทยเชื้อสายจีน ได้ผสมกลมกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็น “ชาติไทย” อย่างเป็นเนื้อเดียวกันโดยตามสถิติ ได้มีคนไทยเชื้อสายจีนที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากจีนประมาณ 7.06 ล้านคน คิดเป็นกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนประชากรของประเทศไทย และหากนับลูกหลานของคนไทยเชื้อสายจีนเหล่านี้ ย่อมมีจำนวนมหาศาล และต่างเป็นกำลังสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคมไทย คนจีนเหล่านี้เมื่อเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยก็ได้นำเอาวัฒนธรรมของจีนเข้ามาสู่ประเทศไทย วัฒนธรรมจีนดังกล่าวได้ผสมผสานกลมกลืนเข้ากับวัฒนธรรมของไทยและมีความสัมพันธ์เชิงลึกกับเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย ยกตัวอย่างเช่น วันตรุษจีนซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ในวัฒนธรรมจีนนั้นแม้ไม่ใช่วันหยุดราชการของไทย แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งกับสังคมไทย ดังที่เราจะเห็นว่าในแต่ละภาคส่วนของไทยมีการจัดงานตรุษจีนขึ้นอย่างเอิกเกริก ไม่ใช่เฉพาะในเยาวราชเท่านั้น นอกจากนั้น คุณค่าทางสังคมที่คนไทยและจีนต่างยึดถือร่วมกัน เช่น ความกตัญญู ความเคารพในระบบอาวุโสและครอบครัว เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้คนไทยเชื้อสายจีนได้รับการต้อนรับอันอบอุ่นจากคนไทยบนผืนแผ่นดินไทย จึงกล่าวได้ว่าวัฒนธรรมที่ชาวไทยเชื้อสายจีนได้นำเข้ามาสู่ประเทศไทยนั้น มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของไทยอย่างลึกซึ้งยากที่ชาติอื่น ๆ ในอาเซียนจะมีได้

 

เมื่อมองจากความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับจีนสามสิ่งนี้คือความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของไทยที่ไม่มีประเทศใดในอาเซียนมี  จึงทำให้ประเทศไทยเป็นเงื่อนไขความสำเร็จของอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างอาเซียนและจีน

 

ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมได้ย้ำกับทุกท่านว่า การคิดในระดับ “ยุทธศาสตร์” เป็นเรื่องสำคัญ ผมได้เรียนเสนอ “เป้าหมายทางยุทธศาสตร์”5 ประการ และผมได้เรียนท่านว่าไทยเรามีพื้นฐานอันแข็งแกร่งเป็นทุนเดิม เมื่อเรามียุทธศาสตร์แล้ว มีพื้นฐานอันแข็งแกร่งแล้ว แต่ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นั้น อะไรเล่าครับจะเป็น “หัวใจ”จะเป็นตัวขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โดยใช้ประโยชน์จากพื้นฐานอันแข็งแกร่งที่เรามี

 

การปฏิบัติยุทธศาสตร์ตามเป้าหมายทั้งห้าประการนี้ ผมขอเรียนด้วยความมั่นใจว่า หัวใจสำคัญก็คือ “ทรัพยากรมนุษย์” นั้นคือเรื่องของการสร้าง “คน” มารองรับการเติบโตของการแลกเปลี่ยนและความสัมพันธ์ในทุกมิติของทั้งสองประเทศ “คน” คือตัวการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย - จีน

 

หัวใจอยู่ที่ “คน” เพราะ “คน” คือ ผู้ดำเนินกิจกรรมทางยุทธศาสตร์เป็นตัวการสร้างร่วมมือทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ดังนั้นการสร้างคนจึงเปรียบเสมือนการสร้างสะพานเชื่อมโยงสองประเทศที่ยั่งยืนที่สุด เพื่อเป็นกลไกที่จะตอบสนองผลประโยชน์ในระยะยาวได้ดีกว่าการดำเนินนโยบายของรัฐด้านอื่นๆ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะเมื่อเราสร้าง “คน” หนึ่งคนขึ้นมาได้สำเร็จ เขาผู้นั้นก็จะใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญของตนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย – จีน ตลอดช่วงชีวิตของเขา ดังที่คนรุ่นผมและก่อนผมหลายท่านที่นั่งอยู่ที่นี้ ได้ทำเป็นตัวอย่างมาแล้วด้วยความเสียสละยิ่ง

 

ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของเรา จึงอยู่ที่ว่า จะสร้างคนอย่างไร ผมคิดว่าในเรื่องนี้ เราต้องมองทั้งสองมุม ทั้งมุมเรื่องคุณภาพ และมุมเรื่องปริมาณ

 

ในการสร้างคนให้มีคุณภาพนั้น ผมคิดว่าขณะนี้ เราต้องการคนที่มีความรู้เชิงเทคนิคเป็นอย่างมากกล่าวคือมีความรู้ความเชี่ยวชาญในภาษา กฎหมาย มาตรฐานวิชาชีพ หรือความรู้เชิงเทคนิคอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมตลอดจนการแลกเปลี่ยนทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น หากต้องการเข้าไปทำธุรกิจในจีน เราควรมีคนไทยที่รู้ภาษาจีน รู้กฎหมายจีน รู้วัฒนธรรมการบริโภคของชาวจีน หรือหากเข้าไปทำการศึกษาด้านการแพทย์แผนจีนในประเทศจีน ก็ต้องรู้ว่าประเทศจีนเรียกสมุนไพรต่าง ๆ ว่าอย่างไร มีมาตรฐานการปรุงยาอย่างไร เป็นต้นในขณะเดียวกัน นอกจากสร้างผู้รู้เชิงเทคนิคเฉพาะด้านแล้ว เรายังต้องสร้างผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษา ค้นคว้า หรือมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับจีนในภาพรวมมีความเข้าใจระบอบการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์จีน สำหรับช่วยกันกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายความสัมพันธ์ไทย – จีนในภาพกว้าง นอกจากเรื่องความรู้ความเข้าใจดังที่กล่าวมาแล้ว ทัศนคติก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เราต้องสร้างคนที่มีทัศนคติที่เชื่อมั่นต่อการรักษาความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีน และต้องสร้างให้คนไทยและคนจีนโดยทั่วไปเชื่อว่าอนาคตของไทย-จีนและอาเซียน-จีนจะมั่นคงและเจริญก้าวหน้าได้ด้วยความร่วมมือของคนทั้งสองชาติ นั้นคือคนไทยและคนจีน

 

แต่ผมอยากย้ำว่า คุณภาพอย่างเดียวไม่เพียงพอ มุมเรื่องปริมาณก็มีความสำคัญมาก เพราะโจทย์ของเรา คือทำอย่างไรจึงจะเชื่อมประชาชนทั้งสองประเทศรวมพันกว่าล้านคนเข้าด้วยกันได้ ทำอย่างไรจึงจะเชื่อมโยงสองประเทศที่มีมูลค่าการค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกันกว่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีเข้าด้วยกันทุกวันนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนในไทยนับว่ามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจีนอย่างลึกซึ้ง เพียงแต่น่าเสียดายที่ว่า ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่งหลายท่านก็นั่งอยู่ ณ ที่นี้ มีจำนวนน้อยเกินไปการผูกประชาชนพันกว่าล้านคนเข้าด้วยกันนั้น อาจต้องใช้คนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสองประเทศเป็นล้านคน ซึ่งตัวเลขหนึ่งล้านคนอาจดูเป็นตัวเลขที่มาก แต่จริง ๆ แล้วหากเราคิดเป็นอัตราส่วนต่อประชากรทั้งหมดจะพบว่าคนประมาณล้านคนที่ว่านั้น คิดเป็นอัตราส่วนเพียงไม่ถึงศูนย์จุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ (0.1%) เท่านั้น ดังนั้นการสร้างคนจะต้องดูที่อัตราส่วนต่อจำนวนประชากรของทั้งสองประเทศด้วย

 

นี่คือภารกิจด้านยุทธศาสตร์ที่เราจะต้องร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อความสำเร็จทางยุทธศาสตร์ไทย-จีน นั่นคือ “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” ของคนที่มีคุณสมบัติและความพร้อมดังกล่าว

 

ทีนี้ ในการสร้างคน ผมขอเสนอให้พิจารณาอย่างน้อยสามด้านด้วยกันที่ต้องมุ่งเน้นได้แก่ ด้านการประชาชนด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษา และด้านการแลกเปลี่ยนนักวิจัย

 

ด้านประชาชน การท่องเที่ยวถือเป็นการส่งเสริมการไปมาหาสู่ของ “คน” ทั้งสองชาติ ที่ชัดเจน เป็นรูปธรรมที่สุดประการหนึ่ง ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความร่วมมือและเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองชาติ การส่งเสริมการท่องเที่ยว โจทย์ที่ต้องถามคือสิ่งใดบ้างอาจดึงดูดให้คนจีนมาเที่ยวในประเทศไทย และในทางกลับกัน อาจมีกิจกรรมใดบ้างที่จะช่วยส่งเสริมให้คนไทยไปเที่ยวจีน ตัวอย่างเช่น ผมพบว่าหลายปีมานี้คนจีนจำนวนมากเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยเพื่อไหว้พระ ทั้งนี้ เพราะคนจีนมีความเชื่อว่าในประเทศไทยยังมีพระอรหันต์อยู่หลายรูป จึงเข้ามานมัสการพระอริยสงฆ์ ไม่ใช่เฉพาะเข้ามารับประทานอาหารผลไม้ไทย หรือเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจตามชายหาดชายทะเลเท่านั้น  จะเห็นได้ว่าความเข้าใจในกระแสและวัฒนธรรมจีนอาจช่วยให้รัฐสามารถส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ตรงจุดมากขึ้น ในทางกลับกัน ปัจจุบันก็มีคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากที่เดินทางไปท่องเที่ยวเพื่อเยี่ยมญาติหรือต้นตระกูลของตนในประเทศจีน ไม่ใช่เฉพาะการเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หรือสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีความสวยงามเท่านั้น การท่องเที่ยวที่มีจุดหมายเฉพาะเหล่านี้เกิดขึ้นเองทุกวัน โจทย์ที่สำคัญคือรัฐบาลของไทยและจีนจะส่งเสริมให้ตรงจุดได้อย่างไร

 

ด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษา อาจถือได้ว่าเป็น “หัวใจ” ของ “หัวใจ” ในการส่งเสริมยุทธศาสตร์ในระยะยาว เพราะเป็นความหมายโดยตรงที่สุดของคำว่า “การสร้างคน”จากมุมเชิงปริมาณ โจทย์ของรัฐไม่ได้อยู่เพียงว่าจะส่งคนไปเรียนจีนในสาขาอะไร แต่อยู่ที่ว่าจะเพิ่มอัตราการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างไทยและจีนได้อย่างไร ผมขอเสนอว่า รัฐต้องพิจารณาว่านอกจากการส่งคนไปเรียนที่จีนแล้ว เป็นไปได้ไหมที่จะดึงดูดให้สถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญของจีน ดังเช่น มหาวิทยาลัยหัวเฉียวซึ่งสังกัดสำนักงานกิจการคนจีนโพ้นทะเล นั้น เข้ามาใช้สถานที่ในประเทศไทยในการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนให้กับนักศึกษา ไม่เฉพาะนักศึกษาชาวไทย แต่ยังรวมถึงนักศึกษาจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ทำไมเราไม่ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนภาษาจีนของประเทศจีนในภูมิภาคอาเซียน การส่งครูจีนเข้ามา และใช้ไทยเป็นฐานในการจัดการเรียนสอนภาษาจีนให้แก่นักศึกษาในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน จะเป็นการประหยัดต้นทุนและดึงดูดนักศึกษาได้เป็นจำนวนมาก ผมคิดว่าการมองนอกกรอบเดิมๆ และคิดริเริ่มเช่นนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การพัฒนาทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณสามารถเห็นผลที่ชัดเจนได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว

 

ด้านการแลกเปลี่ยนนักวิจัยก็ถือเป็นอีกกลไกที่ส่งเสริมการสร้างคน  และจะช่วยตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีร่วมกัน ปัจจุบัน การแลกเปลี่ยนนักวิจัยระหว่างไทยกับจีนยังคงอยู่ในอัตราที่ต่ำมาก และหากจะมีการแลกเปลี่ยนดังกล่าวก็มักเป็นในรูปแบบการแลกเปลี่ยนระหว่างองค์กร ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนระหว่างชาติ เช่น การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญหรือการทำบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย อาทิ การจัดสัมมนาเรื่อง “ปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจจีน : จุดเปลี่ยนการค้าการลงทุนในแดนมังกร” ซึ่งเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือของธนาคารกสิกรไทย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยปักกิ่งเมื่อเดือนที่แล้ว แต่การสัมมนาดังกล่าวยังเป็นการสัมมนาในหัวข้อเฉพาะ  ไม่ใช่การสัมมนาแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติการสัมมนาวิชาการระหว่างนักวิชาการทั้งสองประเทศในสองวันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นในระดับชาติ ผมจึงหวังว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะนำไปสู่การแลกเปลี่ยนในวงกว้างและถี่ขึ้นต่อไป ผมคิดว่าเราควรจะมีกลไกการปรึกษาหารือกันในระดับยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและจีนที่เรียกว่า “Strategic Dialogue” เราอาจเริ่มต้น Strategic Dialogue นี้ในหมู่นักวิชาการก่อนได้อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง

 

นอกเหนือจากนี้แล้ว ในเรื่องของการสร้างคนนั้น ผมคิดว่าเราต้องให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคต่างๆ ในการสร้างคนหรือแลกเปลี่ยนคนระหว่างสองประเทศด้วยวิธีการก็คือ การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ โครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมาย และโครงสร้างพื้นฐานทางความรู้

 

ข้อที่หนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ การแลกเปลี่ยนความรู้และการทำกิจกรรมร่วมกันของคนทั้งสองชาติ จะเป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว จำเป็นต้องมีโครงสร้างทางกายภาพต่าง ๆ คอยรองรับ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างการขนส่ง โทรคมนาคม สาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน เป็นต้น การพัฒนาโครงสร้างข้างต้นให้มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างคนตามเป้าหมาย กล่าวคือ โครงสร้างดังกล่าวต้องสามารถรองรับคนหรือสินค้าจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้อย่างมีคุณภาพ นอกจากนั้น โครงสร้างดังกล่าวยังต้องมีราคาที่เหมาะสม ทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ด้วยราคาไม่แพงจนเกินไป อาทิเช่น ในปัจจุบันการเดินทางระหว่างสองประเทศอาศัยการเดินทางทางรถ ทางเรือและทางอากาศยานเป็นสำคัญ แต่หากโครงการสร้างรถไฟความเร็วสูงจากจีนถึงอาเซียนแล้วเสร็จก็ย่อมทำให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกมากขึ้นในการเดินทาง การขนส่งสินค้ามีต้นทุนต่ำลงมาก เป็นต้น นอกจากนี้ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินการธนาคารที่มีประสิทธิภาพร่วมกันจะช่วยให้การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยวสะดวก ประหยัด และรวดเร็ว ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

ข้อที่สอง โครงสร้างพื้นฐานกฎหมาย มาตรการกีดกันทางการค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมในกฎหมาย และความแตกต่างกันด้านระบบการเมืองและกฎหมายนับเป็นอุปสรรคในการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมของไทยและจีน อาทีเช่น รัฐบัญญัติเกี่ยวกับราคาของสาธารณรัฐประชาชนจีนออนุญาตให้รัฐบาลเป็นผู้กำหนดราคาปัจจัยการผลิตบางประเภท ให้ไม่เป็นไปตามกลไกตลาดได้ เช่น ราคาที่ดิน ค่าสำรวจเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งนักลงทุนชาวไทยที่ไม่คุ้นชินกับกระบวนการทางกฎหมายดังกล่าวอาจไม่สามารถดำเนินการลงทุนในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้อย่างราบรื่น นอกจากนั้น ในส่วนของการแลกเปลี่ยนและสร้างทรัพยากรมนุษย์ของทั้งสอง ข้อกำหนดในกฎหมายก็ยังเป็นอุปสรรคในหลายเรื่อง ตัวอย่างเช่น ในการสอบเนติบัณฑิตของทั้งประเทศไทยและประเทศจีนต่างระบุให้ผู้มีสิทธิ์สอบต้องมีสัญชาติไทยและสัญชาติจีน ดังนั้น นักศึกษาไทยซึ่งจบการศึกษาในสาขานิติศาสตร์จากประเทศจีนจึงไม่มีสิทธิ์สอบเพื่อทำงานเป็นทนายในประเทศจีน นักศึกษาจีนในประเทศไทยเองก็เช่นกัน แม้ว่ามองจากเหตุผลด้านความมั่นคงการจำกัดสัญชาติอาจเป็นเรื่องจำเป็น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในมุมของการแลกเปลี่ยนความรู้ข้อจำกัดดังกล่าวส่งผลอย่างมากต่อการเรียนรู้ด้านเทคนิคของนักศึกษา นอกจากวิชาชีพกฎหมายแล้ว วิชาชีพด้านการสาธารณสุข วิศวกรรม เป็นต้นก็มีข้อจำกัดลักษณะเดียวกันด้วย

 

ข้อที่สาม โครงสร้างพื้นฐานทางความรู้ ประเทศแต่ละประเทศมีโครงสร้างความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น การปรับโครงสร้างดังกล่าวให้มีมาตรฐานบางประการร่วมกันจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการแลกเปลี่ยนและพัฒนาทรัพยากรคนร่วมกัน ในด้านหนึ่ง ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องมีกลไกปรับพื้นฐานหรือทดสอบความรู้ที่เป็นที่ยอมรับของอีกฝ่ายหนึ่ง  รวมถึงต้องมีการจัดตั้งฐานข้อมูลทางวิชาการและกลไกการแลกเปลี่ยน จัดการและบริหารความรู้ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น การทดสอบมาตรฐานทางภาษาของคนต่างชาติจำเป็นต้องมีระบบที่แน่นอนและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่มีอำนาจหรือได้รับการยอมรับ ในกรณีของประเทศจีนมีการทดสอบที่เรียกว่า HSK เพื่อทดสอบมาตรฐานภาษาของคนต่างชาติ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นยังขาดความชัดเจนในเรื่องการทดสอบมาตรฐานภาษาไทย ในอีกด้านหนึ่ง รูปแบบการแลกเปลี่ยนนักวิชาการ อาจารย์และบุคคลากรทางวิชาการก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ต่างกันของทั้งสองประเทศทำให้ความร่วมมือของสองประเทศอาจไม่สามารถตั้งอยู่บนพื้นฐานความเท่าเทียมได้เสมอไป ยกตัวอย่างเช่น ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศจีนมีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศไทยมาก  ความร่วมมือกันด้านเทคโนโลยีอวกาศจึงไม่สามารถดำเนินการบนพื้นฐานการลงทุนที่เท่ากันหรือการแลกเปลี่ยนทางวิชาการที่เท่าเทียมได้  แต่อาจต้องอยู่ในลักษณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ขอความรู้จากประเทศจีน เป็นต้น  ดังนั้น  การปรับโครงสร้างความรู้และการเรียนรู้   เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยน   จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงด้วย

 

การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นสิ่งสำคัญในการขจัดอุปสรรคการแลกเปลี่ยนและพัฒนา “คน” ที่จะเข้ามาเป็นตัวการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทย – จีน ต่อไปในอนาคต รัฐต้องให้ความสำคัญกับโครงสร้างเหล่านี้ด้วย นอกเหนือไปจากการส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนและสร้างคนโดยตรง

 

ท่านผู้มีเกียรติ ผมขอสรุปใจความสำคัญของสิ่งที่ผมพูดในวันนี้ ว่าสิ่งสำคัญนั้น ได้แก่

 

- “ยุทธศาสตร์” สำคัญเราจะดำเนินความสัมพันธ์ไทย – จีน แบบเฉพาะหน้า โดยไม่คิดถึงยุทธศาสตร์ไม่ได้

 

- ภายใต้เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ 5 ข้อ คือ การพัฒนาอย่างสันติความร่วมมือและความกลมเกลียวสมดุลทางอำนาจความยุติธรรมความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกัน เป็นเป้าหมายที่เราควรจะยึดถือและปฏิบัติร่วมกัน 

 

- ด้วยพื้นฐานอันแข็งแกร่งสามประการ คือ พระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย – จีน ที่ตั้งของประเทศไทย และวัฒนธรรมขแงคนไทยเชื้อสายจีน เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเป็น “พันธมิตรทางยุทธศาสสตร์” ของจีนต่อความสำเร็จในความสัมพันธ์อาเซียนและจีน

 

- “คน” เป็นตัวการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ เพราะฉะนั้น “การสร้างคน” จึงเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดที่เชื่อมโยงทุกอย่าง การสร้างคนและการแลกเปลี่ยนคนนั้น ต้องเน้นทั้งคุณภาพและปริมาณ เน้นทั้งระดับประชาชน การแลกเปลี่ยนนักศึกษา และการแลกเปลี่ยนนักวิจัย

 

- ทั้งรัฐยังต้องขจัดอุปสรรคในการแลกเปลี่ยนและพัฒนาคน ด้วยการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ทางกฎหมายและทางความรู้ เพื่อส่งเสริมยุทธศาสตร์การสร้าง “คน”

 

ผมมีความมั่นใจว่าศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย– จีนภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจไทย– จีนและภาคีเครือข่ายต่างๆทั้งในและนอกประเทศจะเป็นผู้นำในวงวิชาการไทย ทำการผลิตผลงานวางแผนยุทธศาสตร์ในเชิงรูปธรรม ภายใต้กรอบคิดที่ว่า หัวใจคือ “การสร้างคน” ที่จะเป็นหัวรถจักรขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ต่างๆ ทั้งหมด

 

ท่านผู้มีเกียรติครับ ถ้า “คน” พร้อม ทุกอย่างที่เหลือก็จะเกิดขึ้นตามมาโดยปริยายไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศ ความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน

 

เพื่อเชื่อมประชาชนทั้งสองประเทศรวมพันกว่าล้านคนเข้าด้วยกัน การสร้าง “คน” กล่าวคือ คนไทยที่รู้เรื่องจีน และคนจีนที่รู้เรื่องไทย รวมกันให้ได้หนึ่งล้านคน นี่คือเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่ผมคิดว่าเราต้องทำให้ได้ และผมเชื่อว่าไม่ไกลเกินเอื้อม

 

ผมขอตั้งความหวังว่า การสัมมนายุทธศาสตร์ไทย-จีนครั้งที่ 2 จะเกิดขึ้นในปี 2556 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเราทุกคนจะได้รายงานความคืบหน้าของการปฏิบัติยุทธศาสตร์ของเรา เราทุกคนจะได้มีส่วนช่วยกันผลักดันให้ยุทธศาสตร์ไทย-จีนเข้าใกล้ความสำเร็จขึ้นทุกๆปี

 

ขอบพระคุณครับ

Facebook Comments Box