กองทัพจีนในบริบทโลกที่เปลี่ยนไป

ไชยสิทธิ์ ตันตยกุล
Source: 
vijaichina
Date: 
23/10/2012

พ.อ.ไชยสิทธิ์ ... ณ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศกรุงปักกิ่ง

 

*** พันเอก ไชยสิทธิ์ ตันตยกูล เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศ สำเร็จการศึกษาด้านยุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศ จากมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองภูมิภาคศึกษา ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย

 

ขอให้อาจารย์เล่าถึงแรงจูงใจที่ทำให้สนใจเรื่องความมั่นคงทางการทหารของจีน และประสบการณ์ในการศึกษาที่ประเทศจีนครับ

 

การสัมภาษณ์ในครั้งนี้เป็นการพูดคุยด้วยความเห็นส่วนบุคคลในฐานะที่ผมได้ทำดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน : ศึกษาเฉพาะกรณีความร่วมมือทางการทหาร” ตามโครงการปรัชญาดุษฎีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงนะครับ รวมทั้งผมได้รับทุนการศึกษาของกองบัญชาการกองทัพไทยให้ไปศึกษาหลักสูตรระดับสูงของกองทัพจีนถึง 2 ครั้ง (ในปี พ.ศ.2547 – 2548 และ พ.ศ.2553) ตามโครงการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกระทรวงกลาโหมของไทยกับกระทรวงกลาโหมของสาธารณรัฐประชาชนจีน ความสนใจของผมเกี่ยวกับประเทศจีนเริ่มขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2542 ผมได้เข้าเรียนหลักสูตรเสนาธิการทหาร และได้มีโอกาสทำเอกสารเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศ โดยได้ศึกษาทบทวนแนวความคิดเกี่ยวกับภูมิสถาปัตย์ทางการเมืองระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย จึงเริ่มเห็นความสำคัญของจีนในเรื่องความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

 

ผมจึงเริ่มศึกษาภาษาจีนเพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วัฒนธรรมของจีนเพื่อทำความเข้าใจกับกระบวนการสร้างแนวความคิดของคนจีนที่มีรากฐานด้านอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองมานับพันปี โดยเฉพาะปรัชญาแนวคิดทางยุทธศาสตร์การทหาร เช่น ตำราพิชัยสงครามของซุนวู เป็นต้น และผมได้วางแผนล่วงหน้าในการเตรียมการที่จะเข้าศึกษาในหลักสูตรยุทธศาสตร์และการป้องกันประเทศของจีนซึ่งเป็นหลักสูตรระดับเดียวกับวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรของไทย จนในที่สุดผมก็ได้รับคัดเลือกให้ไปเรียนในหลักสูตรดังกล่าวที่วิทยาลัยป้องกันประเทศ (College of Defense Studies : CDS)ของมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศ (National Defense University : NDU) กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) ซึ่งมีระยะเวลาการศึกษาตามหลักสูตร ๑ ปี NDU ของจีนมีความพร้อมที่จะรองรับนายทหารนักเรียนจากต่างชาติ โดยได้เปิดขั้นเรียนที่ใช้ภาษาต่างประเทศถึง 5 ชั้นเรียน ได้แก่ ชั้นเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน และรัสเซีย สำหรับสถานฝึกอบรมจีนได้แยกเป็น 2 วิทยาเขต คือ วิทยาเขตที่นายทหารนักเรียนต่างชาติเรียนจะตั้งอยู่ที่เขตชางผิงอยู่ทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่งใกล้กับสุสานสิบสามราชวงศ์หมิง ส่วนอีกวิทยาเขตซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการหลักของมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศ (NDU) และเป็นสถานที่สำหรับนายทหารนักเรียนจีนศึกษาเล่าเรียน โดยตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังฤดูร้อนอี้เหอหยวน แต่ทั้งสองวิทยาเขตจะมีกิจกรรมร่วมกันบ้างตามความเหมาะสมเพื่อให้นายทหารจีนได้พบปะกับนายทหารต่างชาติ เช่น การฟังบรรยายร่วมกัน การสัมมนาทางวิชาการและกิจกรรมกีฬา

 

ประสบการณ์สำคัญที่ผมรู้สึกได้ชัดเจน ก็คือ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลมีความสำคัญมากตลอด 8 ปี ที่ผ่านมาหลังสำเร็จการศึกษาผมได้เดินทางกลับไปเยี่ยม NDU ทั้งวิทยาเขตที่ชางผิงและที่วิทยาเขตหลักทุกปี โดยใช้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลที่ได้รู้จักและสนิทสนมกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่และนายทหารฝ่ายเสนาธิการหลายท่าน โดยเฉพาะผมได้มีโอกาสเป็นนายทหารติดต่อประจำตัวของท่านพลเอกหวาง สี่ปิน ผู้บัญชาการมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศในขณะที่เดินทางมาเยือนประเทศไทยในปี พ.ศ.2552 เพื่อประชุมหัวหน้าสถาบันการศึกษาด้านการป้องกันประเทศของ ARF ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม จนนำไปสู่การทำข้อตกลงในบันทึกความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศของจีนและสถาบันวิชาการป้องกันประเทศของกองทัพไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติอนุมัติให้สถาบันวิชาการป้องกันประเทศทำบันทึกความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศของจีน เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 และมีการลงนาม ณ มหาวิทยาลัยป้องกันประเทศของจีน ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2553 โดยผมได้เดินทางร่วมคณะของผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศในฐานะผู้ประสานงานของสถาบันฯ ทำให้ผมได้รับความไว้วางใจเป็นพิเศษในการอนุญาตให้ผ่านเข้าออกในมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศของจีน และผมก็ได้โอกาสมีความใกล้ชิดกับนายทหารของจีนมากขึ้นจากการได้เดินทางไปศึกษาหลักสูตรการสัมมนาระหว่างประเทศที่ NDU อีกครั้ง ในปี พ.ศ.2553 แม้ว่าจะมีระยะเวลาการศึกษาเพียง 3 สัปดาห์ก็ตาม แต่ก็เป็นประโยชน์อย่างมากในการประสานงานในภารกิจราชการของทางกองทัพสืบเนื่องต่อมาจนทุกวันนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่า ความสัมพันธ์ระดับส่วนบุคคลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการติดต่อประสานงานกับกองทัพของจีน

 

อาจารย์ได้พบว่ากองทัพจีนมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากกองทัพของประเทศอื่นอย่างไรครับ

 

เอกลักษณ์ของจีนคือ ความใกล้ชิดระหว่างกองทัพกับฝ่ายการเมือง โดยคณะกรรมการทหารของพรรคคอมมิวนิสต์ กับกรรมาธิการทหารซึ่งอยู่ภายใต้สภาประชาชน ทั้งสองชุดก็คือบุคลากรคณะเดียวกัน เพียงแต่มีสองหน้าที่ หน้าที่หนึ่งเป็นเรื่องการควบคุมนโยบายของกองทัพ และการดำเนินกิจการทางทหารกับต่างประเทศ อีกหน้าที่หนึ่งคือการดูแลกฎระเบียบวินัยทหารตามปกติ โดยเฉพาะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและประธานกรรมาธิการทหารกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ด้วยเหตุนี้ จึงเชื่อมโยงกองทัพเข้ากับการเมืองได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

เอกลักษณ์อีกข้อก็คือที่จีนนั้นความสัมพันธ์ส่วนตัวจะมีความสำคัญมาก เพราะว่าคนที่จะขึ้นไปกุมอำนาจต่างๆในกองทัพ จะต้องได้รับความไว้วางใจจากพรรคคอมมิวนิสต์ ดังนั้น จึงต้องมีตำแหน่งสำคัญอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย แต่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลบางครั้งก็มีจุดอ่อนตรงที่เป็นการเล่นพรรคพวก แต่คนจีนมีตัวเลือกเยอะ การแข่งขันสูง สามารถจะเลือกคนที่มีฝีมือจริงๆได้ คือต้องมีทั้งฝีมือ และต้องมีเส้นในระดับหนึ่งด้วย

 

แนวโน้มความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทยและจีนคล้ายหรือต่างกับความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทยและสหรัฐฯ ครับ

 

ผมคิดว่ากรอบความร่วมมือทางการทหารมีความคล้ายคลึงกัน แต่ลักษณะเด่นของความร่วมมือทางการทหารระหว่างไทยและจีนก็คือ เรามีความสัมพันธ์แบบพิเศษ เพราะเรามีความใกล้ชิดในทางวัฒนธรรม เชื้อชาติและความเป็นเพื่อน ส่วนความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ นั้น อยู่บนพื้นฐานของสนธิสัญญาความร่วมมือต่างๆ รวมถึงค่านิยมที่ผู้นำทหารไทยส่วนหนึ่งได้รับการศึกษามาจากสหรัฐฯ ดังนั้น ความร่วมมือกับสหรัฐฯ จะเป็นความร่วมมือในเชิงสถาบันเป็นหลัก แต่ของจีนจะมีความใกล้ชิดทั้งในระดับสถาบันและระดับบุคคล ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 

 

เรามีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แนบแน่น แต่ในยุคที่หลายชาติเริ่มหวาดระแวงจีน หากพิจารณาในด้านความมั่นคงของไทยแล้ว จีนเป็นภัยคุกคามไหมครับ

 

ความมั่นคงภายในเกี่ยวพันกับการเมืองระหว่างประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนเป็นความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานและซับซ้อน มีทั้งความร่วมมือที่ใกล้ชิด มีทั้งความห่างเหินหรือแม้กระทั่งความขัดแย้งในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะหลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะสงครามกลางเมือง ทำให้รัฐบาลไทยสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม หวาดระแวงภัยคุกคามจากการขยายอิทธิพลของลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านภัยจากคอมมิวนิสต์ ต่อมารัฐบาลของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งมีนโยบายที่ผูกพันกับสหรัฐฯ ก็ได้ห้ามติดต่อค้าขายกับจีนและห้ามคนไทยเดินทางไปจีน และเมื่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้จับอาวุธขึ้นต่อสู้ในปี พ.ศ. 2508 ไทยก็ยินยอมให้สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพอากาศในไทยเพื่อปฏิบัติการในเวียดนาม ทำให้จีนหวาดระแวงไทยเหมือนกัน

 

ต่อมาสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศของไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มีผู้นำทหาร คือ จอมพลถนอม กิตติขจร มาเป็นผู้นำที่เป็นพลเรือนคือท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ เมื่อปี พ.ศ. 2516 และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านคึกฤทธิ์เห็นว่า ไทยจะได้ประโยชน์จากการเปิดความสัมพันธ์กับจีนทั้งในด้านความมั่นคงจากปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์ในไทย และด้านเศรษฐกิจจากการขายสินค้าเกษตรให้กับจีน รวมทั้งขอซื้อน้ำมันจากจีนในราคามิตรภาพได้

 

แต่ที่สำคัญคือ ไทยขณะนั้นต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายสหรัฐฯ และเพื่อลดแรงกดดันจากเวียดนามที่กำลังมีความรู้สึกเหิมเกริมหลังจากได้รับชัยชนะในสงครามเวียดนาม โดยไทยเห็นว่า เวียดนามเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย นอกจากนี้ เพื่อเป็นการตัดการสนับสนุนต่อพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เราจึงเป็นมิตรกับรัฐบาลจีนมากขึ้น และตัดสินใจเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518

 

ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์กรณีที่เวียดนามรุกรานกัมพูชาในปี พ.ศ. 2521 และมีกองกำลังทหารเวียดนามได้รุกเข้าประชิดพรมแดนไทยในปี พ.ศ. 2523 ยิ่งทำให้ไทยกับจีนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหากัมพูชาจนได้มีการแลกเปลี่ยนการเยี่ยมเยือนทั้งในระดับพระราชวงศ์ ผู้นำรัฐบาล ผู้นำทางทหารและมีการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนมากขึ้น

 

หลังจากเปิดความสัมพันธ์กับจีนเป็นต้นมา ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยกับจีนได้มีพัฒนาการชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขั้นยกระดับความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ดังนั้น จีนจึงไม่ใช่ภัยคุกคามของไทย

 

ไม่คุกคามไทย แต่ก็ดูจะคุกคามประเทศอื่น เช่นฟิลิปปินส์ เวียดนาม ซึ่งมีข้อพิพาทหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ อาจารย์มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างจีนกับประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้ครับ

 

ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้นั้น แม้ไม่ใช่ผลประโยชน์ของไทยโดยตรง แต่ไทยเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคของอาเซียน ทะเลจีนใต้อยู่ในขอบเขตของผลประโยชน์ร่วมของอาเซียน ในภาพความเป็นอาเซียนและในภาพความเป็นสากลแล้วทะเลจีนใต้เป็นเส้นทางการเรือที่สำคัญของโลกดังนั้น จะบอกว่าไทยไม่เกี่ยวข้องกับทะเลจีนใต้เลยคงไม่ได้ผมคิดว่าปัญหาระหว่างจีนกับเวียดนาม มีมานับ 100ปีแล้ว เป็นปัญหาตั้งแต่ในอดีตถ้าดูตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และการค้นพบแล้ว จีนมีหลักฐานว่าจีนค้นพบเกาะนี้ก่อน

 

ปัญหาที่มาปะทุในตอนนี้ ผมคิดว่าเป็นเพราะสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงเพราะยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่จะปิดล้อมจีน สหรัฐฯ ที่ใช้วิธีทั้ง Engagement and Containment คำว่า Engagement ของสหรัฐฯ หมายความว่า จีนทำอะไรสหรัฐฯจะต้องทำด้วยการที่จีนจะได้ประโยชน์อะไร สหรัฐฯจะต้องได้ประโยชน์ในสิ่งนั้นด้วย และการที่เข้าไปทำเช่นนั้น ก็เป็นการ contain ไปในตัว คือขัดขวาง จนตอนนี้มีศัพท์ใหม่เรียกว่า “Congagement” เมื่อสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงในภูมิภาคนี้ จึงกระตุ้นให้ประเทศที่มีข้อพิพาทกับจีน ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือฟิลิปปินส์ แสดงออกหลายทางว่าไม่ยอมรับจีนเวียดนามก็เปลี่ยนชื่อทะเลจีนใต้เป็นทะเลตะวันออก ฟิลิปปินส์ก็บอกว่านี่คือทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก

 

นักวิชาการหลายท่านพูดถึงเรื่องการพัฒนาพื้นที่ร่วม แต่ทำได้ยากครับเพราะการพัฒนาพื้นที่ร่วม ประเทศคู่พิพาทต้องยอมรับสถานะของทั้งสองฝ่าย ว่ามีพรมแดนหรือดินแดนที่ทับซ้อนกัน แต่ทั้งจีน ฟิลิปปินส์ และเวียดนามนั้นต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่าเกาะในทะเลจีนใต้เป็นกรรมสิทธิ์ของตนแต่เพียงผู้เดียว

 

นอกจากนั้น บริเวณแถบนั้นมีผู้อ้างสิทธิหลายประเทศนะครับ มาเลเซีย บรูไน ไต้หวัน ก็อ้างเหมือนกัน แต่อ้างถึงพื้นที่ไม่เท่ากัน บางพื้นที่ในทะเลจีนใต้ ก็ทับกัน 2 ฝ่าย บางพื้นที่ก็ทับกัน3 ฝ่าย แต่จีนอ้างว่าเกาะทั้งหมดในทะเลจีนใต้จีนเป็นของจีน จีนจึงไปพัวพันครบทุกวง ซึ่งโดยสภาพทางภูมิศาสตร์แล้วเกาะเหล่านี้เกือบทั้งหมดไม่มีคนอยู่อาศัย บางเกาะยังไม่รู้ว่าเป็นเกาะได้ไหม อาจเรียกว่าแนวปะการังยังเหมาะสมกว่า เพราะฉะนั้นจริงๆ ทุกฝ่ายก็มองไปที่ทรัพยากรใต้ทะเล โดยเฉพาะในอนาคตหากมีเทคโนโลยีที่สามารถนำทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นก๊าซหรือน้ำมันในบริเวณนั้นขึ้นมาใช้ได้

 

แล้วพอมีทางเจรจากันรู้เรื่องไหม

 

จีนบอกว่า จีนพร้อมจะเจรจา แต่การเจรจาพหุภาคียากมากจะเริ่มได้อย่างไร ในเมื่อเขตแดนที่ พหุภาคีแต่ละฝ่ายอ้างไม่เท่ากัน ดังนั้น จีนจึงเสนอให้เริ่มด้วยทวิภาคี แต่การเริ่มด้วยทวิภาคี ฟิลิปปินส์ก็ดี เวียดนามก็ดีต่างก็ไม่เอาด้วย เพราะเสียเปรียบ ฟิลิปปินส์และเวียดนามก็อยากจะลากเอาอาเซียนเข้าไปด้วยแต่อาเซียนไม่มีกำลังพอ ลำพังปัญหาภายใน คู่ขัดแย้งก็ยังมีเยอะ เช่น ปัญหาไทยกับกัมพูชาก็ยังแก้ไม่ตก หรือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย หรือสิงคโปร์กับมาเลเซียเวียดนามและฟิลิปปินส์ต่างเห็นว่าอาเซียนคงช่วยอะไรไม่ได้ จึงจำเป็นต้องไปเอาสหรัฐฯ เข้ามา

 

ผมมองว่าไทยเรายังสามารถแสดงบทบาทเป็นตัวประสานในเรื่องทะเลจีนใต้ได้วิธีที่เป็นรูปธรรมคือ เราเสนอตัวเป็นตัวกลางจัดการสัมมนา ดึงเอาคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในภาควิชาการมาคุยกันเรื่องทะเลจีนใต้โดยจัดให้มีเวทีภายในในหมู่ประเทศอาเซียนด้วยกันก่อนพอนักวิชาการคุยกันแล้ว ก็มาจัดเป็น workshop คุยกับภาคปฏิบัติต่อไปทางออกที่ภาควิชาการเสนอเป็นไปได้แค่ไหน มีปัญหาอะไรบ้างจากนั้นจึงค่อยเปิดเวทีสาธารณะให้คนทั่วไปเข้าร่วมและให้สื่อมวลชนทำข่าว แต่ในสองเวทีแรก คือภาควิชาการ กับระหว่างภาควิชาการและภาคปฏิบัตินั้น ควรเป็นการประชุมที่ปิด เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ สรุปก็คือ ให้ภาควิชาการคุยกันก่อน แรกที่สุดอย่าเพิ่งเอาผู้ปฏิบัติเข้ามา เพราะลำพังหากให้ฝ่ายปฏิบัติไปคุยกันเอง จะทะเลาะกันได้ง่าย จากนั้น พอทราบว่าภาควิชาการมองเห็นอย่างนี้ ภาคปฏิบัติอาจมีหลายๆ อย่างที่ภาควิชาการมองไม่เห็น ก็มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แล้วค่อยผนึกรวมเป็นข้อสรุปที่เป็นเสียงเดียวกันทั้งอาเซียน มาจากทั้งทางภาควิชาการและปฏิบัติจากนั้นจึงค่อยนำข้อสรุปนั้นไปเจรจากับจีน ก่อนเจรจาก็สามารถทำเป็นข่าวออกไปได้ว่าเรามีความเห็นร่วมกันในอาเซียนแล้วในวงสัมมนาตั้งแต่เวทีวิชาการ ผมว่าเราสามารถเชิญนักวิชาการจีน นักวิชาการสหรัฐฯ มาร่วมให้ความเห็นด้วยตั้งแต่ต้น เพื่อที่จะได้พอเห็นท่าทีและมุมมองของจีนและสหรัฐฯ ด้วย

 

อาจารย์คิดว่าไทยควรวางตัวอย่างไรระหว่างมหาอำนาจจีนและสหรัฐฯ เพราะเราก็สนิทกับทั้งคู่ กลัวว่าต่อไปเราจะถูกบังคับให้เลือกข้าง

 

โลกสมัยสงครามเย็นมีขั้วอำนาจ 2 ขั้ว คือ สหรัฐฯกับสหภาพโซเวียต ต่อมาสหภาพโซเวียตอ่อนกำลังลงสหรัฐฯ ก็เล่นเกมคือดึงเอาจีนมาถ่วงดุลอำนาจสหภาพโซเวียต จนสหภาพโซเวียตล่มสลายไป สหรัฐฯ ก็เป็นเจ้าโลกอย่างชัดเจน ศักยภาพทั้งทางเศรษฐกิจและทางทหารเป็นอันดับหนึ่ง แต่การมี ขั้วอำนาจเดียวของสหรัฐฯ นั้น โลกกลับไม่มีเสถียรภาพ เกิดสงครามในตะวันออกกลาง และมีการก่อการร้ายเพื่อต่อกรกับสหรัฐฯ

 

พอตอนนี้ จีนกำลังผงาดขึ้นมา รัสเซียเองก็พยายามกลับขึ้นมามีอำนาจอีกครั้ง อินเดียด้วย ญี่ปุ่นเองก็กำลังเสริมสร้างศักยภาพของตัวเอง ทุกประเทศเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นขั้วอำนาจใหม่ทั้งสิ้นโลกน่าจะพัฒนาไปสู่ความสมดุลของการมีหลายขั้วอำนาจเพราะถ้ามีเพียง 2 ขั้ว ก็จะขัดแย้ง กลับเข้าสู่ยุคสงครามเย็น ประเทศเล็กๆ ก็ต้องถูกบังคับให้เลือกข้าง แต่ถ้ามีหลายขั้วอำนาจก็จะเกิดความสมดุล ดุลและคานอำนาจกันในตัว แต่ละฝ่ายจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายมีอำนาจมากจนเกินไป

 

หันมาดูไทย ถ้ามีแค่ 2ค่ายเราก็จะต้องถูกบังคับให้เลือกข้าง แต่ถ้าโลกมีขั้วอำนาจหลายขั้ว ก็จะทำให้การดำเนินนโยบายของเรายืดหยุ่นได้มากขึ้น ตอนนี้สหรัฐฯเองยังไม่ยอมที่จะเปลี่ยนท่าที ยังต้องการเป็นมหาอำนาจเดี่ยว จึงเล่นบทขัดขวางประเทศอื่นๆโดยเฉพาะจีน การเข้ามาของสหรัฐฯ ในภูมิภาคไม่ได้มีประเด็นอื่นเลย นอกจากเพื่อปิดล้อมจีน แต่ธนาคารโลกได้ทำวิจัยออกมาแล้วว่า จีนในปี พ.ศ.2561จะมีขนาดทางเศรษฐกิจเทียบเท่ากับสหรัฐฯ และประมาณปี พ.ศ. 2583 ศักยภาพทางทหารของจีนจะเทียบเท่ากับสหรัฐฯตอนนี้สหรัฐฯ กำลังอยู่ในช่วงขาลง และได้กลายเป็นลูกหนี้จีน ผมคิดว่าจีนตอนนี้ไม่ต้องใช้แสนยานุภาพทางทหาร เพียงแค่ปรับเปลี่ยนหรือพยายามส่งอิทธิพลต่อกติกาทางเศรษฐกิจของโลก ก็น่าจะสร้างปัญหาแก่สหรัฐฯ ได้มากทีเดียว โดยธรรมชาติ เมื่อจีนมีศักยภาพและมีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องมหาศาลขนาดนี้ก็ย่อมจะหาทางเข้ามามีส่วนจัดระเบียบทางเศรษฐกิจของโลก เพราะฉะนั้นผมจึงเชื่อว่าระเบียบโลกใหม่กำลังจะเกิดขึ้น

 

ผมคิดว่าไทยมีความสัมพันธ์แบบพิเศษกับจีนในฐานะญาติมิตร แต่เราก็มีความสัมพันธ์เป็นพิเศษกับสหรัฐฯในฐานะเป็นเพื่อนเก่า และเราคงไม่ทิ้งเพื่อนเก่า ปัญหาอยู่ที่ว่าภายใต้บริบทที่พูดมา ไทยสามารถสร้างความสมดุลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรมได้ไหมหลายคนบอกว่าเป็นศิลปะ แต่ผมกลับคิดว่าเราต้องพยายามคิดให้เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น

 

ปัญหาภายในอันหนึ่งคือการเมืองเราไม่นิ่ง เมื่อการเมืองเราไม่นิ่ง เราก็ไม่สามารถจะวางเกมอะไรได้นอกจากเป็นฝ่ายตั้งรับ เราจะสร้างความสมดุลระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก็คงยาก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าจริงๆ ผลประโยชน์ของเราคืออะไร สิ่งที่เราต้องการจะได้คืออะไร และที่น่าเป็นห่วงคือเราไม่ค่อยตระหนักว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของอาเซียน และเราควรจะต้องผลักดันอาเซียนให้ก้าวขึ้นเข้ามาเป็นขั้วอำนาจหนึ่งเหมือนกัน

 

อยากให้อาจารย์สรุปภาพยุทธศาสตร์ของประเทศไทยภายใต้บริบทนี้

 

อันดับแรกคือ ไทยต้องสร้างความสมดุลให้ได้ ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งจีนและสหรัฐฯและควรสนับสนุนบทบาทของขั้วอำนาจอื่น เช่น รัสเซีย อินเดียบราซิล ญี่ปุ่น ฯลฯ ไทยเราควรสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ขึ้น เราต้องไม่ทิ้งสหรัฐฯ แต่ต้องเล่นบทบาทผู้เชื่อมโยงสหรัฐฯเข้ามานั่งพูดคุยกับกลุ่มประเทศต่างๆ ในฐานะเพื่อน ไม่ใช่แต่จะคอยชี้นิ้วกำหนดทิศทาง และเราต้องให้กลุ่มประเทศมหาอำนาจใหม่อย่างจีน รัสเซีย อินเดีย เข้ามามีส่วนร่วมด้วยเพื่อสร้างความสมดุล ขณะเดียวกัน เราต้องพยายามกระชับความสัมพันธ์ภายในกลุ่มประเทศอาเซียน เราออกไปประเทศเดียวไปไม่รอดหรอก เราต้องไปในฐานะกลุ่มอาเซียน เราต้องลดความขัดแย้งภายในกลุ่มของเรา และต้องสร้าง ASEAN WAY ให้มีความชัดเจนขึ้นเมื่อนั้นอาเซียนจะมีความหมาย อาเซียนมีคนถึง 500 ล้านคนบวกกับจีนอีก 1200 ล้าน เป็น 1700 ล้านเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ถ้ารวมอินเดียด้วยก็เกินครึ่ง  สำหรับไทยนั้น เราเป็นประเทศที่มีลักษณะพิเศษคือมีความประนีประนอมสูงเราต้องใช้ศักยภาพตรงนี้เล่นเกมเป็นตัวเชื่อมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน

Facebook Comments Box