มุมมองความร่วมมือไทย-จีน ด้านการค้าโลก

สารสิน วีระผล
Source: 
vijaichina
Date: 
24/08/2012

 

ปาฐกถาพิเศษ ดร.สารสิน วีระผล---- รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในงานสัมมนายุทธศาสตร์ไทย - จีน ครั้งที่ 1 วันที่ วันที่ 24 สิงหาคม 2555

ประเทศไทยกับจีนเป็นเพื่อนบ้านที่มีความสัมพันธ์มายาวนาน ปัจจุบันเราอยู่ในเรือลำเดียวกันของขบวนการโลกาภิวัฒน์ โดยที่การค้าโลกมีบทบาทสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศและความมั่งคั่งของประชาชน สองประเทศเป็นหุ้นส่วน เปรียบเสมือนฝีปากกับฟัน ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน คำพังเพยจีนที่ว่า “ฉุนหวังฉื่อหัน” (唇亡齿寒) ซึ่งมีความหมายว่า ริมฝีปากหายไป ฟันก็หนาว แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างริมฝีปากกับฟันฉันท์ใด ไทยกับจีนที่ต้องอยู่ร่วมกันก็เป็นฉันท์นั้น จากการพัฒนาในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการเปิดประเทศ จีนปัจจุบันนี้กลายเป็นโรงงานและตลาดของโลก โดยได้รับอานิสงส์จาก ทุน เทคโนโลยี ความรู้ การจัดการและตลาด ของทั่วโลก ซึ่งทำให้จีนกลายเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่รองลงมาจากสหรัฐฯ มีบทบาทสูงสุดในการค้าระหว่างประเทศ และลงทุนมากที่สุดในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา สำหรับประเทศไทยมีประสบการณ์ จากการได้รับผลประโยชน์ของโลกาภิวัตน์คล้ายคลึงกัน ที่ทำให้ประเทศไทยมีบทบาทที่สำคัญในเวทีการค้าระหว่างประเทศ ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศอาศัยการส่งออกไปสู่ตลาดตะวันตก เป็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

 

เมื่อเกิดวิกฤตในประเทศตะวันตกปี ค.ศ.2008 ทั้งสองประเทศเจอปัญหาอัตราการเติบโตของGDP ถูกกระทบอย่างแรง การเติบโตของยอดการส่งออกของจีนได้ลดลงจาก 25% ในปีที่ผ่านมา เหลือคาดว่าไม่ถึง 10% ในปีนี้ และของไทยเองก็ลดลงจากปีที่แล้ว 17.2% เหลือ ณ ตอนนี้ 5.8% หลังจากที่ GDP ของจีนได้โตเป็นตัวเลขสองหลักต่อเนื่องเป็นเวลานับ 10 ปี นายกรัฐมนตรีของจีน เวิน เจีย เปา ได้ประกาศเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ เหลือ 7.6% โรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าส่งออกในมณฑลหลัก เช่น มณฑลกวางตุ้ง หรือเจียงซู ต่างปรับลดกำลังการผลิตและอัตราการจ้างงาน ที่เมืองเวินโจ มณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นแหล่งรวม SME ของจีน ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน และเริ่มมีกรณีล้มละลายมากยิ่งขึ้น สาเหตุสำคัญ นอกจากวิกฤตเศรษฐกิจในซีกโลกตะวันตกแล้ว ยังมาจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากปัญหาแรงงาน วัตถุดิบที่มีราคาแพงขึ้น อสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาสูงขึ้น ค่าสาธารณูปโภคที่แพงขึ้น

 

ประเทศไทยนอกจากภัยธรรมชาติรุนแรงที่ทำให้การผลิตหลายอุตสาหกรรมหยุดชะงัก  ผู้ประกอบการก็ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นคล้ายๆ กับจีน รัฐบาลจีนได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยใช้มาตรการทางการเงินและการคลัง ผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ย การให้สินเชื่อ เช่น กระตุ้นยอดซื้อรถ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ทีวี เครื่องปรับอากาศ (มีปริมาณเท่ากับ 3 ล้านล้านบาท) ในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อหวังให้ตัวเลขการบริโภคภายในประเทศสูงขึ้น ส่วนของประเทศไทยก็มีความพยายามที่ไม่ต่างกันนัก อย่างไรก็ดี จีดีพีของจีนปีที่แล้วลดเหลือ 9.2 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปีนี้ยังคาดไม่ได้ว่าจะอยู่เหนือหรือต่ำกว่า 8% ซึ่งนักวิชาการของจีนมีความเห็นว่าเป็นเส้นแบ่งระหว่าง Hard Landing หรือ Soft Landing ของเศรษฐกิจจีน สำหรับไทยในปี พ.ศ. 2554 อัตราการเจริญเติบโตของ GDP อยู่ต่ำกว่า 1% ในปี พ.ศ. 2555 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 5.5%

 

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของโลกที่กระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของจีนและไทย  ทั้งสองประเทศต่างหันมาดูว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์การค้าการลงทุนอย่างไร ไทยในฐานะเป็นเศรษฐกิจใหญ่ในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจยุทธศาสตร์ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีผู้บริโภคถึง 500 ล้านกว่าคน ปัจจุบันจีนเป็นผู้ค้าที่สำคัญอันดับ 1 ของอาเซียน และปีที่ผ่านมามูลค่าการค้าระหว่างอาเซียนและจีนแตะหลัก 4 แสนล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 12 ล้านล้านบาท แซงหน้าญี่ปุ่นที่เป็นคู่ค้าสำคัญ สำหรับจีน อาเซียนเป็นผู้ค้าอันดัง 3 รองลงมาจากสหรัฐและญี่ปุ่น ที่ผ่านมาอาเซียนประสบปัญหากับตลาดญี่ปุ่น เนื่องจากว่าตลาดญี่ปุ่นไม่เปิดกว้าง โดยบริษัทลูกญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากอาเซียนเป็นหลัก ขณะที่จีนเปิดกว้างให้อาเซียนไปค้าและลงทุน คาดการณ์ว่าใน 10 ปีข้างหน้า จีนจะเป็นตลาดที่สำคัญมากที่สุดในเอเชีย ปัจจุบันจีนเป็นตลาดในอาเซียนที่ใหญ่มากกว่าญี่ปุ่นถึง 3 เท่า และการนำเข้าของแต่ละประเทศไปสู่จีนจะเจริญเติบโตอีกปีละประมาณ 30 – 40% ปัจจุบันจีนเป็นผู้ค้าที่สำคัญของไทยเป็นอันดับ 2 โดยปี พ.ศ. 2554 มีมูลค่าการค้าร่วมกัน 1.7 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 12.6% สินค้าที่ไทยส่งออกไปจีนในปี พ.ศ.2554 อันดับ 1 คือ ยางพารา จำนวน 1.4 แสนล้านบาท อันดับ 2 คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ จำนวน 1.3 แสนล้านบาท อันดับที่ 3 เป็นเคมีภัณฑ์ จำนวน 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งสินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าปฐมภูมิและกึ่งสำเร็จรูปที่จีนในฐานะเป็นโรงงานของโลกนำไปประกอบเป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อตลาดโลก

 

ความร่วมมือของอาเซียนกับจีนใน 20 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จีนเข้ามาเป็นคู่เจรจาของอาเซียน หรือ Dialogue Partner เมื่อปี ค.ศ. 1991 ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับซึ่งกันและกัน ใน 10 ปีต่อมา คือ ค.ศ. 2001 อาเซียนกับจีนได้ตกลงที่จะวางกรอบความร่วมมือทางการค้าเสรี ซึ่งมีผลใช้เมื่อปีที่ผ่านมา เป็นสัญลักษณ์ความพร้อมของทั้งสองฝ่าย ที่จะสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยก่อนหน้านี้ ประเทศอาเซียน เช่น ประเทศไทยเพิ่งจะเผชิญกับวิกฤตต้มยำกุ้ง และประเทศจีนได้มีบทบาทในการพยุงสถานการณ์ในห้วงเวลาดังกล่าว ความสัมพันธ์จีน - อาเซียนได้คืบหน้าไปอย่างน่าพอใจ พร้อมๆ กันกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย จีนได้แสดงต่ออาเซียนถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ที่พึ่งพาอาศัยกัน ในฐานะที่เป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดในลักษณะหุ้นส่วนที่จะเอื้อผลประโยชน์ต่อกันอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อกรณีพิพาทหมู่เกาะทะเลจีนใต้ ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างอาเซียนและจีนในเวทีประชุมความร่วมมืออาเซียน ตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้วเป็นต้นมา ความสัมพันธ์อาเซียนกับจีนถูกมองว่าจะพัฒนาไปอย่างที่มีการคาดหวังไว้ได้ต่อไปหรือไม่ หรือจะกลายเป็นการเผชิญหน้า

 

จีนได้กลายเป็นมหาอำนาจ อันดับสองของโลก ที่มีขนาดเศรษฐกิจเมื่อเปรียบเทียบกับอาเซียน 10 ประเทศ ในปี ค.ศ. 2000 เศรษฐกิจจีนโตกว่าอาเซียน 1.8 เท่า อีก 10 ปีต่อมา ขนาดของเศรษฐกิจจีนโตเพิ่มขึ้นเป็น 3.65 เท่า ของอาเซียน และคาดว่าอีก 20 ปีข้างหน้าจะโตมากกว่าอาเซียนอีก 5 เท่า ขณะเดียวกันแม้ว่าจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญของอาเซียน แต่เมื่อพิจารณาถึงรูปแบบการค้า การนำเข้าสินค้าจากอาเซียนของจีนส่วนใหญ่เป็นสินค้าปฐมภูมิและกึ่งสำเร็จรูป ในขณะที่จีนส่งออกสินค้าสำเร็จรูป ราคาถูก คุณภาพดีสู่ตลาดโลกรวมถึงอาเซียน ซึ่งประเทศในอาเซียนแข่งขันได้ยาก

 

ใน 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนได้เริ่มยุทธศาสตร์ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยไปนำทรัพยากร เช่น แร่ธาตุ พลังงาน ถั่วเหลือง ฝ้าย ไม้ เป็นต้น จากประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อไปเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตัวเอง พื้นเพของเศรษฐกิจจีนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทำให้จีนสามารถส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคในปริมาณมาก คุณภาพดี ราคาถูก ได้อย่างมีประสิทธิภาพสู่ประเทศอาเซียน รวมทั้งไทย ซึ่งตรงนี้กระทบต่ออำนาจการแข่งขันของบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางของอาเซียนรวมทั้งของประเทศไทย ตัวอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เมื่อไม่นานมานี้ คือ โครงการของกลุ่มบริษัทจีน ที่จะเข้ามาสร้างคลังและศูนย์กระจายสินค้าอุปโภคบริโภคของจีน บนถนนบางนา - ตราด ได้สร้างปฏิกริยาต่อต้านจาก SME ประเทศไทย ในภาวะที่ทั้งจีน ไทย และอาเซียน ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาเหล่านี้จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต้องใส่ใจสิ่งเหล่านี้ การค้า การลงทุนของจีนกับไทยก็ดี กับอาเซียนก็ดี มีโอกาสอยู่มหาศาลดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น  และจะทำให้ทั้งสองฝ่ายขยายความร่วมมือเพื่อพัฒนาพลังและบทบาทเศรษฐกิจของแต่ละฝ่ายให้แข็งแกร่ง

 

มองโอกาสใน 10 ปีข้างหน้า ความร่วมมือของจีน - ไทย เชื่อว่ายิ่งมีความหมายมากขึ้นไปอีก เนื่องจากโอกาสมีมากขึ้น สอดคล้องกับความหมายพิเศษของความสัมพันธ์ไทย - จีนที่มีมาตั้งแต่ในอดีตที่จีนมักนิยามว่าเป็น “ซวงอิ๋ง” (双赢) หรือ Win Win

 

จีน – ไทย หรือ จีน – ไทย - อาเซียน จะพึ่งพาอาศัยกันได้ จะต้องเป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเชื่อมโยงและประสานโอกาสการค้าการลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และระดับเอเชียทุกรูปแบบ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยต้องพิจารณาถึงการจัดระบบธุรกรรมการเงินที่จะเอื้อประโยชน์ให้เกิดการไหลเวียนของเงินในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างคล่องตัว ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการไปบ้าง ยกตัวอย่างการใช้เงินสกุลจีน หรือเงินสกุลในภูมิภาค

 

สุดท้ายนี้ โอกาสทางธุรกิจที่จะเกิดขึ้นผ่านความร่วมมือระหว่างกันมีหลายด้าน ดังนี้

 

1. เรื่องการเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เรื่อง Food Security ความมั่นคงด้านอาหาร, Food Safety ด้านอาหารปลอดภัย ยังครอบคลุมอย่างบูรณาการไปถึงเรื่องการพัฒนาเกษตรกรรมที่ทันสมัย การสร้างความมั่งคั่งให้กับคนที่อยู่ในภาคชนบท สร้างความเจริญให้กับชนบท รวมถึงการปรับสภาพแวดล้อมของชนบท

 

2. ธุรกิจยานยนต์ ธุรกิจประกอบรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

 

3. ธุรกิจบริการ เช่น การท่องเที่ยว การบิน การเงิน การธนาคาร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ อาหารและเครื่องดื่ม สปา

 

4. ธุรกิจสื่อสารมวลชน อาทิ หนังสือพิมพ์ ทีวี เคเบิ้ลทีวี วิทยุ อินเตอร์เน็ต

 

5. ธุรกิจการศึกษา ในโลกยุคสังคมความรู้ เรื่องความรู้ใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรม ภาษา เป็นเรื่องสำคัญ

 

6. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมความเย็นความร้อน ที่ใช้ในบ้านเรือน สำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม

 

7. ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ ดูได้จากเทคโนโลยีอวกาศของอเมริกาที่นำมาทำประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิผล

 

8. ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ เช่น โรงพยาบาล การค้นคว้า ด้านยา อาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพ สถานเสริมความงาม

 

9. ธุรกิจ ร้านอาหารที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เป็นบริการ

 

10. ธุรกิจไลฟ์สไตล์ สังคมที่เปลี่ยนแปลงไป มีผู้สูงอายุมากขึ้น เมื่อเกษียณแล้วต้องอยู่ในสถานที่ที่มีคนดูแลระดับหนึ่ง เมื่ออายุสูงขึ้นก็ต้องดูแลอีกระดับหนึ่ง และมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคงขึ้น

 

11. ธุรกิจกีฬา จะโยงเรื่องการศึกษา ภาคธุรกิจบริการ และการวิจัยเกี่ยวกับสรีระ

 

12. ธุรกิจการวิจัยและพัฒนา ธุรกิจลิขสิทธิ์ เช่น การค้นคว้าเกี่ยวกับการพัฒนาพันธุวิศวกรรม การวิจัยยาแผนโบราณ วิธีบำบัดแผนโบราณ

 

13. ธุรกิจโลจิสติกส์ การขนส่งทางบก(ถนน ,รถไฟ) ทางอากาศ และทางทะเล

 

14. ธุรกิจซอฟต์พาวเวอร์ เช่น วัฒนธรรม ดนตรี อาหาร ความบันเทิง การกีฬา ยา (ซึ่งจีนดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมผ่านสถาบันขงจื้อ)

 

15. สิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทน (น้ำมันบนดิน)

 

สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นประโยชน์ที่จะนำไปพัฒนาเป็นยุทธศาสตร์ความร่วมมือไทย - จีน ต่อไป เพื่อให้ทั้งสองประเทศพัฒนาขีดความสามารถก้าวไปสู่โลกาภิวัตน์ที่กำลังเปลี่ยนไป และหวังว่าการเจริญเติบโตของเอเชียจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับโลก

Facebook Comments Box