ยุทธศาสตร์ไทย-จีน ด้านธุรกิจ

กิตติรัตน์ ณ ระนอง
Source: 
vijaichina
Date: 
24/08/2012

ปาฐกถาพิเศษ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในงานสัมมนายุทธศาสตร์ไทย - จีน ครั้งที่ 1 วันที่ 24 สิงหาคม 2555

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนมีความสำคัญ และมีบทบาทอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก ในปี พ.ศ. 2553 เศรษฐกิจสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 4 ของ GDP โลก ในขณะที่จีน ร้อยละ 2.5 แต่ในขณะนี้เศรษฐกิจจีนถือว่ามีความสำคัญเป็นอันดับ 2 ของโลก และสำคัญมากขึ้น สำหรับความสัมพันธ์ไทย-จีน นั้น มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นและยาวนานในทุกๆ ด้าน ทั้งสังคม วัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย – จีน มีพลวัตรเป็นอย่างมาก ทั้งกรณีของทวิภาคี พหุภาคี และเวทีในระดับนานาชาติที่ใหญ่ขึ้น ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย – จีน มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ไทย – จีน ยกเลิกการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกัน ภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน – จีน ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และในปัจจุบันสินค้าส่วนใหญ่มีอัตราภาษีร้อยละ 0 ส่งผลให้การค้าทั้งสองฝ่ายขยายตัว โดยมูลค่าในปี พ.ศ. 2554 มีจำนวนถึง 57 พันล้านเหรียญสหรัฐ จีนถือเป็นผู้ซื้อสินค้าส่งออกรายใหญ่ที่สุดของไทย ในปี 2554 มีมูลค่า 27 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 12% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และจีนเป็นประเทศที่ไทยนำเข้าสินค้ามากที่สุดเป็นอันดับ 2 ซึ่งในปี พ.ศ. 2554 มีมูลค่าถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 13% ของทั้งหมด ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นคู่ค้าอันดับ 14 ของจีน ส่วนในกลุ่มอาเซียน ไทยเป็นอันดับที่ 3 รองจากมาเลเซีย และสิงคโปร์

 

สำหรับความสัมพันธ์ด้านการลงทุนไทย – จีน ได้มีการพัฒนาตั้งแต่เริ่มมีการลงนามในความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ในปี พ.ศ. 2528 และความตกลงที่จะไม่เก็บภาษีซ้อนในปี พ.ศ. 2530 การลงทุนจากจีนมายังไทยเพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ตามสถิติในปี พ.ศ. 2544 คิดเป็น 970 ล้านเหรียญสหรัฐ จีนจึงถือเป็นประเทศที่ลงทุนเป็นอันดับสองของไทย รองจากญี่ปุ่น ทั้งนี้การลงทุนจากจีนมายังไทย ปี พ.ศ. 2554 นั้นมีมูลค่าทั้งสิ้น 4,200 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนในสาขาผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร สินค้าเกษตรกรรม ผลิตผลทางการเกษตร รวมทั้งอุตสาหกรรมเบา เช่น แร่เซรามิก ขนาดการลงทุนของจีนมีหลากหลายขนาด ทั้งมูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาท จำนวน 13 โครงการ รองลงไปก็เป็นการลงทุนที่มีมูลค่าเกินกว่า 500 ล้านบาท โดยโครงการขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนในไทยขณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 36 โครงการ และมีโครงการที่มีขนาดเกินกว่า 1 พันล้านบาทด้วย

 

ความสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจากจีนมาไทยในปีที่แล้ว มีจำนวนเกิน 1.7 ล้านคน และมีอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง การขยายตัวของปี พ.ศ. 2554 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2553 ขยายตัวถึงร้อยละ 57 โดยถือว่าเป็นอันดับที่ 2 คิดเป็นร้อยละ 9 ในสัดส่วนของนักท่องเที่ยวทั้งหมดที่เดินทางมาไทย และข้อมูลล่าสุด จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทยในช่วง 7 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2554 มีจำนวน 1.4 ล้านคน และมีการประมาณว่าจะมีอัตราการขยายตัวถึงร้อยละ 34 ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปจีนมีอัตรากว่า 600,000 คน และมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น

 

การค้าระหว่างไทย – จีน มีมากขึ้นโดยปริมาณธุรกรรมของสินค้านำเข้าและส่งออกที่เป็นเงินหยวนได้เพิ่มขึ้น ปี พ.ศ. 2513 มีจำนวนเพิ่มขึ้นเพียง 0.28 ล้านหยวน ได้เพิ่มขึ้นเป็น 110 ล้านหยวนในปี พ.ศ. 2554 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการจัดตั้งสำนักงานที่กรุงปักกิ่งเพื่อปรึกษาหารือในการทำงานร่วมกัน รวมทั้งเตรียมตัวการชยายตัวของการใช้เงินสกุลหยวนในการติดต่อการค้าระหว่างกัน รวมทั้งการทำสัญญา Bilateral Swap Arrangement ซึ่งขณะนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ภายใต้กรอบความร่วมมือ ASEAN Plus Three (จีน ญี่ปุ่น เกาหลี) มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการจัดตั้งกลไกที่สำคัญ คือ มาตราการริเริ่มเชียงใหม่ (Chiangmai Initiative) เป็นการตกลงร่วมกันของประเทศ ASEAN Plus Three ว่าจะดูแลกันในกรณีที่เกิดวิกฤตทางการเงิน เริ่มต้นมีวงเงินเพียง 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาเพิ่มเป็น 120 พันล้านเหรียญสหรัฐ และปัจจุบันได้เพิ่มขนาดวงเงินเป็น 240 พันล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างการเดินทางเยือนของนายกรัฐมนตรีไทยในเดือนเมษายน 2555 ที่ผ่านมา ไทยและจีนได้ลงนามความตกลงสำคัญอีก 2 ฉบับ คือ แผนปฎิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – จีน ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2555 – 2559) และแผนพัฒนาระยะ 5 ปี ภายใต้ความตกลงการขยายความร่วมมือทวิพาคีทางเศรษฐกิจและการค้าในทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก ซึ่งทั้งสองข้อตกลงแม่บทส่งเสริมความร่วมมือทั้งในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และในแผนพัฒนาได้ระบุว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมุ่งหมายให้มีมูลค่าการเพิ่มขึ้นระหว่างกันและกัน ในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี และหาทางอำนวยความสะดวกเพื่อที่จะลดผลกระทบของความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

ส่วนด้านการท่องเที่ยวนั้น คาดการณ์ว่าจะมียอดเพิ่มขึ้น ร้อยละ 20 ต่อปี มีปริมาณและคุณภาพที่มากขึ้น ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยย้ำถึงความเชื่อมั่นความพร้อมที่ไทยจะพัฒนาตนเองเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ดีของจีน เพื่อบรรลุเป้าหมายในเวลา 5 ปี

 

ประการแรก ในด้านเศรษฐกิจมหภาพ ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เมื่อปลาย พ.ศ. 2554 ประเทศไทยได้ประสบปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคบริการ รวมถึงการลงทุน ซึ่งมีผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว ยังผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยเหลือเพียง 0.1% ต่อปี รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายเพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมได้ดำเนินการผลิตได้ตามปกติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ผ่านมาตราการต่างๆ เช่น มาตรการทางภาษี มาตรการการเร่งรัดและเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ มาตรการด้านการเงิน การประกันภัยพิบัติ และมาตรการด้านการขยายการลงทุน ณ กำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งส่งผลให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะมีการขยายตัวมากขึ้น ภาคอุปโภคบริโภค และภาคการส่งออกเริ่มมีการขยายตัวมากขึ้น แต่ต้องเผชิญกับกำลังซื้อที่อ่อนลงของเศรษฐกิจคู่ค้าในภูมิภาคตะวันตก เนื่อจากประสบปัญหาเศรษฐกิจในยุโรป ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการผลิตและการจำหน่ายสินค้าในหลายประเทศ ซึ่งล้วนเป็นตลาดสำคัญของไทย อย่างไรก็ตาม สถานภาพทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่ง เห็นได้จากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2555 ยังคงอยู่ในระดับสูงและมั่นคงที่ 175,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าระดับหนี้ระยะสั้นถึง 3 เท่า ทั้งนี้ เชื่อว่าการดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของไทย เสถียรภาพที่แข็งแกร่งนั้นจะทำให้เศรษฐกิจของไทยมีความพร้อมที่จะเป็นคู่ค้าที่ดีของจีนต่อไป

 

ประการที่ 2 ในด้านสิ่งแวดล้อมทางด้านการลงทุน รวมถึงมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ ประเทศไทยมีนโยบายที่จะต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยมีการปรับปรุงนโยบายและมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุนมาโดยตลอด และมีการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ร้อยละ 30 เหลือ ร้อยละ 23 ในปีนี้ และจะลดลงเหลือ ร้อยละ 20 ในปีหน้า ซึ่งสอดคล้องกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลของประเทศที่มีความแข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียน

 

ประการที่ 3 ทางด้านภูมิศาสตร์ของไทย ไทยมีความพร้อมและมีภารกิจจะต้องเป็นสะพานเชื่อมจีนสู่อาเซียน โดยประเทศไทยถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นจุดเชื่อมระหว่างระเบียงเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ และระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก เป็นประเทศที่พร้อมที่จะเสริมสร้างและเชื่อมโยงทางด้านกายภาพของเครือข่ายระบบคมนาคม รวมทั้งในบทบาทที่ประเทศไทยมีระดับของเศรษฐกิจที่อยู่ตรงกลางระหว่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูงต่อคน เช่น สิงคโปร์ กับประเทศซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เช่น พม่า กัมพูชา และลาว ประเทศไทยสามารถเป็นผู้ค้าที่ดีของประเทศต่างๆ ได้โดยคล่องตัว

 

ในช่วงที่สำคัญ ไทยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการและได้มีการสำรวจว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมการสำหรับการลงทุนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ คณะกรรมการได้ศึกษาและมีผลการศึกษาพบว่าเราควรจะเตรียมประเทศที่พร้อมในการลงทุน มียอดประมาณ 2.27 ล้านบาท หรือประมาณ 72,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับระยะเวลาในอีก 7 ปีข้างหน้า ซึ่งกระทรวงการคลังก็มีบทบาทหน้าที่ในการเตรียมความพร้อมในการจัดหาแหล่งเงินทุนที่เพียงพอ และรูปแบบของการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ กรอบของการลงทุนส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการพัฒนาเครือข่ายความเชื่อมโยงของการคมนาคม ทั้งทางหลวงพิเศษ ทั้งทางระบบรถไฟ การขนส่งด้วยรถไฟความเร็วสูง การขนส่งมวลชนทางราง และการขนส่งในรูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงประเทศในภูมิภาคและอนุภูมิภาค เช่น การปรับปรุงระบบคมนาคมเพื่อรองรับการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวายซึ่งถือเป็นโจทย์ที่สำคัญ เนื่องจากจะทำให้ภูมิภาคอาเซียนเชื่อมโยงไปยังฝั่งทะเลอันดามันได้สะดวกขึ้น การขยายฐานการผลิตอุตสาหกรรมและการเชื่อมโยงโซ่อุปทานของไทยและภูมิภาคอุตสาหกรรมจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่จะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยแต่รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียนด้วย โดยรัฐบาลพยายามดำเนินความสัมพันธ์ในภูมิภาคอย่างเข้มแข็งทั้งการคมนาคมทางบก ทางน้ำ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมทั้งการสร้างระบบรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้เกิดความก้าวหน้าและเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างกัน เครือข่ายที่กำลังดำเนินการร่วมกับประเทศต่างๆ โดยเฉพาะกับจีน เช่น ถนนคุณหมิง – กรุงเทพฯ หรือ ถนนมุกดาหาร – หนานหนิง และถนนนครพนม – หนานหนิง และรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยการดำเนินการปรึกษาหารือกับประเทศสมาชิกอาเซียนอย่างใกล้ชิด รัฐบาลจึงมีภารกิจที่จะต้องดำเนินการร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อเตรียมความพร้อมในการที่จะมีบทบาทในการเป็นประเทศที่เชื่อมโยงระหว่างจีนกับอาเซียน และการจะเชื่อมโยงอาเซียนให้ดี ให้เศรษฐกิจของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และประเทศอาเซียนซึ่งเชื่อมโยงกันทางทะเล

Facebook Comments Box