ยุทธศาสตร์จีน – อาเซียน

สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
Source: 
vijaichina
Date: 
25/08/2012

ปาฐกถาพิเศษ ศาสตราจารย์ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย---- อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในงานสัมมนายุทธศาสตร์ไทย - จีน ครั้งที่ 1 วันที่ 25 สิงหาคม 2555

 

ASEAN – China Strategic Partnership หรือการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของจีน – อาเซียน นั้นต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นลักษณะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์หรือ Strategic Partnership คำว่า “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” นั้นฟังดูแล้วเป็นนามธรรม จึงจำเป็นที่จะต้องพูดว่า

 

ประการที่ 1 ทำไมจึงต้องมียุทธศาสตร์ร่วมกันระหว่างจีนกับอาเซียน

 

ประการที่ 2 ทำอย่างไรถึงจะมียุทธศาสตร์ร่วมกันได้

 

ประการที่ 3 อะไรเป็นอุปสรรคต่อการมียุทธศาสตร์ร่วมกัน

 

ในเรื่องยุทธศาสตร์จีน – อาเซียนนั้น ไทย – จีน ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน แม้ว่าจะไม่มีพรมแดนติดกัน แต่เราเชื่อมกันด้วยแม่น้ำและสายโลหิต ท่านเจียงเจ๋อหมินเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และไม่ใช่แค่เพื่อนบ้าน ญาติสนิทมิตรสหาย แต่เป็นความสัมพันธ์พิเศษ ไม่เฉพาะไทย – จีน แต่รวมถึงจีน – อาเซียน ต้องมีความสัมพันธ์ในลักษณะพิเศษ ดังนั้นคำตอบ คือ

 

เหตุผลประการที่ 1 เป็นเพราะลักษณะและภูมิสถาปัตย์ของทั้งสองประเทศที่ทำให้ทั้งสองคือจีนกับอาเซียน ต้องสร้างความไว้วางใจให้กันและกัน ถึงระดับที่ต้องวางยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆ ร่วมกันได้ จีนมีพลังทางเศรษฐกิจอย่างมาก มีพลังทางการเมือง มีเพื่อนมากมายในทวีปต่างๆ เช่น แอฟริกา ลาตินอเมริกา ขณะเดียวกันอาเซียนก็มีเพื่อนมากจากทุกค่ายของอุดมการณ์ในโลกนี้ มีอาเซียนที่ใกล้ชิดกับจีน มีอาเซียนที่เคยใกล้ชิดกับรัสเซีย มีอาเซียนที่ใกล้ชิดกับอเมริกา มีอาเซียนที่อยู่ในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมัน มีอาเซียนที่เป็นประเทศมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ อินโดนีเซีย และมีอีก 2 ประเทศที่เป็นมุสลิม คือ บรูไนและมาเลเซีย เรามีอาเซียนที่ปกครองทุกความเข้มข้นของประชาธิปไตย ตั้งแต่สมบูรณาญาสิทธิราชไปจนถึงระบบสังคมนิยม ไปจนถึงประชาธิปไตย ดังนั้น โดยลักษณะและที่ตั้ง และความสัมพันธ์เหล่านี้จึงเป็นคำตอบเอง ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องมีบทบาทที่สำคัญต่อกัน ที่จะต้องช่วยให้ต่างฝ่ายต่างมีเพื่อน ไทยเป็นตัวอย่างของความไว้วางใจจีนให้กับเพื่อนๆ อาเซียนให้เห็น ซึ่งไทยได้เคยทำมาแล้วในหลายวาระ เช่น การที่ไทยลงนามในเขตการค้าเสรีไทย – จีน เป็นรายแรก ก่อนที่จะมี FTA หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน เช่นเดียวกับอาเซียนเอง ก็น่าจะดำเนินการแบบไทย ที่แสดงให้ประเทศนอกอาเซียนทั้งหลายเห็นว่า อาเซียนมีความไว้วางใจจีน เพราะฉะนั้นอาเซียนต้องแสดงในเรื่องต่างๆ ให้เห็นว่าอาเซียนไว้ใจจีน และจีนก็ต้องแสดงให้โลกเห็นว่าจีนไว้ใจอาเซียน ซึ่งอาจจะแสดงออกได้ใน 2 – 3 ลักษณะ ดังต่อไปนี้

 

1) การร่วมกันแก้ปัญหาหรือป้องกันปัญหาที่มีผลกระทบร่วมกัน หรือปัญหาที่ฝ่ายหนึ่งถือว่าเป็นกล่องดวงใจ เช่น จีนเคยเข้ามาร่วมในปัญหากัมพูชาในช่วงทศวรรษที่ 80 กรณีที่เรามีโรคไข้หวัดซาร์ (SARS) ระบาด เป็นครั้งแรกที่ผู้นำอาเซียนสามารถเข้าร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน (ไม่ใช่ผู้แทน) มาประชุมที่กรุงเทพฯ เพื่อดูว่าจะช่วยกันขจัดไข้หวัดซาร์ได้อย่างไร โดยบอกล่วงหน้าเพียง 7 วัน ขณะนั้นจีนกำลังเดือดร้อนมาก นายเหวิน เจีย เป่า ซึ่งขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรีของจีนได้เพียง 48 วัน และมีโรคไข้หวัดซาร์ระบาด อาเซียนเลยจัดการประชุม ASEAN Plus One เชิญนายกรัฐมนตรี เหวิน เจีย เป่า และจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน และทำได้จริงๆ  กรณีไข้หวัดนกท่านรองนายกรัฐมนตรีอู๋ อี๋ ก็มาร่วมประชุมกับประเทศเรากับอาเซียน กับประเทศนอกอาเซียนอีกเป็น 10 ประเทศ  กรณีนโยบายจีนเดียว กรณีภัยพิบัติ เช่น สึนามิในไทย น้ำท่วมในไทย  น้ำท่วมในจีน  เราได้เห็นน้ำใจของพี่น้องรัฐบาลจีน รัฐบาลจีนได้เห็นน้ำใจของพี่น้องจากประเทศอาเซียน

 

2) การร่วมมือกันที่จะเดินไปข้างหน้าในเรื่องต่างๆ ไม่ใช่แก้ไขปัญหาอย่างเดียว จับมือกันเดินไปข้างหน้า เช่น จีนมียุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทร (Two Ocean Policy) ข้างหนึ่งมหาสมุทรอินเดีย อีกข้างมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีอาเซียนอยู่ตรงกลาง ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทร จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจีนกับอาเซียนมียุทธศาสตร์ร่วมกัน เป็นการแสดงออกของความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างจีนกับอาเซียน ความร่วมมือรอบอ่าวเป่ยปู้ (Beipu Gulf Cooperation) ที่จีนพูดถึง 1 แกน 2 ปีก โดย 1 แกน มาจากหนานหนิง กวางสี ลงมาสิงคโปร์ ส่วน 2 ปีก แบ่งเป็น ปีกซ้าย คือ ประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ พม่า ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา มาเลเซีย และสิงคโปร์ และปีกขวา ได้แก่ เวียดนาม บรูไน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย 1 แกน 2 ปีก ก็ดี หรือการพัฒนายูนนานในเรื่องการเชื่อมโยงทางกายภาพก็ดี ล้วนเกี่ยวข้องกับประเทศอาเซียนทั้งสิ้น การพัฒนาที่เรียกว่าระเบียงเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North – South Economic Corridor, NSEC) หรือระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก – ตะวันตก (East – West Economic Corridor, EWEC) ก็ดี เหล่านี้เป็นผลประโยชน์สำคัญของจีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาเซียน 5 – 7 ประเทศด้วยกันทั้งสิ้น เวที่ที่เป็นหัวใจของอาเซียน เช่น เวทีการประชุมเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) เวที ASEAN Plus One (จีน) เวทีความมั่นคงในภูมิภาค (ARF: ASEAN Regional Forum) เวทีนี้มีความสำคัญตรงที่ประเทศสมาชิกกว่า 10 ประเทศได้มาประชุมร่วมมือกันตลอดทั้งปี เวทีเหล่านี้ของอาเซียนรวมไปถึงการใช้แม่น้ำโขง รวมถึงความสงบสันติภาพในทะเลจีนใต้ รวมถึงการปราบปรามยาเสพติดจะสำเร็จลงไม่ได้ หากอาเซียนไม่ได้จับมือกับจีนอย่างแนบแน่น ไว้วางใจ ใกล้ชิด แล้วเดินไปข้างหน้า

 

3) การเพิ่มเพื่อนให้กันและกัน อย่างที่เรียนในเบื้องต้นว่าทั้งจีนและอาเซียนมีเพื่อนมากมาย เพราะฉะนั้นอาเซียนจะช่วยให้จีนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจ และมีบทบาทเป็นที่ยอมรับกับประเทศกลุ่มต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกอาเซียน ไว้วางใจทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง และในทางเดียวกัน จีนก็เช่นกัน

 

เหตุผลประการที่ 2 ไทย – จีน ควรจะมียุทธศาสตร์ร่วมกัน นอกจากความไว้วางใจร่วมกันแล้ว ยุทธศาสตร์ที่สำคัญหลายอย่างของจีนนั้นจะสำเร็จได้ อยู่ที่อาเซียนเป็นสำคัญ เช่นที่กล่าวไปแล้ว คือ ยุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทร ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงทางกายภาพ การค้าการลงทุน ความมั่นคง การออกสู่ทะเลของจีน การสร้างท่าเรือน้ำลึก สนามบิน ถนน รถไฟความเร็วสูงจากท่านาแร้งที่เวียงจันทน์ผ่านหนองคายเข้ามา ทั้งหลายเหล่านี้จะสำเร็จได้อยู่ที่อาเซียนเป็นสำคัญ ถ้าอาเซียนไม่มียุทธศาสตร์ร่วมกันแล้ว นโยบายยุทธศาสตร์สำคัญของจีนก็ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ เช่นเดียวกับการเชื่อมโยงทางกายภาพ ความร่วมมืออ่าวเป่ยปู้ก็ดี ความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เป็นแผ่นดินหรือที่เรียกว่า Mainland Southeast Asia ซึ่งปัจจุบันบางท่านเรียกว่าประเทศลุ่มแม่น้ำโขงก็ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้จำเป็นที่จะต้องมียุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในขณะนี้ที่ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงเนื้อหอม ได้แก่ พม่า ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา เมื่อก่อนเรามีเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศอาเซียนกับจีน เรียกว่า Great Mekong Subregion (GMS) ปัจจุบันญี่ปุ่นกล่าวว่าญี่ปุ่นก็มีพรมแดนติดแม่น้ำโขงเช่นเดียวกัน มี Japan - Mekong Cooperation ญี่ปุ่นร่วมมือกับไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม แต่ไม่มีจีน แต่เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาก็อยากมีพรมแดนติดกับแม่น้ำโขงด้วย ก็ต้องมีความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง เรียกว่า US Lower Mekong Initiative มีทุกประเทศยกเว้นพม่าและจีน ล่าสุดเข้าใจว่าพม่าจะเข้ามาร่วมด้วย เพราะฉะนั้นเวลานี้จีนก็มี Extra Regional Power คือ มีญี่ปุ่นกับสหรัฐอเมริกา เข้ามาเป็นคู่แข่งในการมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษ แล้วก็ทุ่มงบประมาณเป็นแสนล้านที่จะเข้ามาร่วมกันพัฒนาในโครงการต่างๆ กับประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ – ใต้ และตะวันออก – ตะวันตก ก็ไม่ได้มีจีนเป็นประเทศเดียวที่มีบทบาทเป็นสำคัญ แต่มีประเทศอื่นด้วย แน่นอนว่าการที่มีมหาอำนาจเข้ามาสนใจอาเซียนและสนใจ Mainland Southeast Asia ย่อมเป็นสิ่งที่ดีของอาเซียน และก็เชื่อว่าถ้าบริหารดีๆ ก็เป็นประเทศกับจีนด้วยที่จะเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าจีนกับอาเซียนไม่ได้วางยุทธศาสตร์ร่วมกัน อีกตัวอย่างหนึ่งคือ เรื่องทะเลอันดามันทั้งหลาย โครงการพัฒนาที่ทวายเป็นที่สนใจทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ และอาเซียนเอง โดยเฉพาะไทย ดังนั้น โครงการเหล่านี้จะสำเร็จได้ต้องมียุทธศาสตร์ร่วมกัน อาเซียนเองก็จะเป็นประโยชน์ในการมียุทธศาสตร์ร่วมกัน เพราะว่าถ้าอาเซียนกับจีนมีความใกล้ชิด เข้าอกเข้าใจ มีแผนงานยุทธศาสตร์ร่วมกัน อาเซียนเองก็สามารถเอายุทธศาสตร์ร่วมกันหรือความสัมพันธ์พิเศษกับจีนไปใช้สร้างสมดุลย์กับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจนอกภูมิภาคได้ด้วย

 

เหตุผลประการที่ 3 คือ อาเซียนและจีนต้องมียุทธศาสตร์ร่วมกัน คือ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เป็นตลาดการค้า การลงทุน การเงิน การเคลื่อนย้ายของทุนหรือ Capital Movement ทั้งหลาย จีนและอาเซียนจะต้องอำนวยความสะดวกให้กันและกันทั้งการขนส่ง Logistic โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ การส่งออก การลงทุน การท่องเที่ยว เช่นที่ ดร. สารสิน วีระผล กล่าว คือภาคเศรษฐกิจใหม่ๆ 10 ภาค รวมถึงที่ ศ.ดร.เกษมวัฒนชัย กล่าวถึง ซวงอิ๋ง” (双赢) ทำอย่างไรถึงจะเป็น Win-win Situation ระหว่างกัน การที่ยุโรปมีปัญหา การส่งออกของจีน ยุโรป ไทย มีปัญหา จีนกับอาเซียนจะช่วยกันเองอย่างไร ดังนั้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างอาเซียนซึ่งมีคนประมาณ 600 ล้านคน กับจีน และตัวเลขทางเศรษฐกิจระหว่างกันก็อยู่ในระดับสูงเหมือนกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยวหรือการค้าหรือการลงทุน ย่อมเป็นเหตุผลประการที่ 3 ที่สำคัญที่ทำให้เห็นว่าอาเซียนกับจีนต้องมียุทธศาสตร์ร่วมกัน

 

เหตุผลประการที่ 4 คือ เหตุผลด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ มีทั้งประเทศในและนอกภูมิภาคต้องการมีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น จีนก็มุ่งหวังที่จะลดความเสี่ยงของการขยายบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในทะเลจีนใต้ก็ดี บทบาทในช่องแคบมะละกาก็ดี บทบาทในการประชุมเอเชียตะวันออกก็ดี บทบาทในความร่วมมือกับประเทศลุ่มแม่น้ำโขงก็ดี นโยบายสหรัฐฯ ล่าสุด คือ Engage and Contain จีน ซึ่งต่างจากนโยบาย Containment เดิม คือ จีนทำอะไรทำด้วย (Engage) แต่ในขณะเดียวกันทำไปด้วยและก็ชะลอบทบาทของจีนไปด้วย (Engage and Contain) อันนี้เป็นโจทย์ใหม่ไม่ใช่ของสหรัฐฯ เป็นโจทย์ใหม่ของจีนและของอาเซียนร่วมกัน ว่าเราจะมียุทธศาสตร์ร่วมกันอย่างไรในท่ามกลางยุทธศาสตร์ใหม่ของสหรัฐฯ ใน East Asia Summit สหรัฐฯ ประกาศว่าจะเป็นสมาชิก ซึ่งเวลานี้คำว่า East Asia เป็นเวทีประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก ซึ่งแทนที่จะมีอาเซียน 10 ประเทศ กับจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ก็เริ่มต้นด้วยมีอินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นเอเชียใต้กับประเทศแปซิฟิก ซึ่งเห็นได้ว่าเวลานี้คำจำกัดความทางด้านภูมิศาสตร์ ไม่ได้สอดคล้องกับคำจำกัดความทางด้านภูมิสถาปัตย์ทางการมืองและเศรษฐกิจ หรือ Economic and Political Landscape ของโลกเลย 2 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ บอกว่าจะขอเข้าเป็นสมาชิก ASEAN ขอพิจารณาและได้เชิญรัสเซียเข้าเป็นสมาชิกพร้อมกัน ดังนั้น จีนทำอะไรตรงไหน สหรัฐฯ ขอทำด้วย จีนมี GMS สหรัฐฯ ก็มี US Lower Mekong จีนอยู่ใน East Asia Summit สหรัฐฯ ก็เข้าเป็นสมาชิกด้วย ซึ่ง East Asia ในวันนี้ก็หมายรวมถึงสหรัฐฯ และรัสเซีย อาเซียนเองต้องสร้างสมดุลย์ในการที่มหาอำนาจจะขยายบทบาทในภูมิภาคนี้ ทำอย่างไรที่อาเซียนจะร่วมมือกับมหาอำนาจทุกมหาอำนาจและสร้างสมดุลย์ให้ได้ และอาเซียนเองก็อยากเห็นมหาอำนาจทั้งหลายเข้ามามีกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจด้วย ทำอย่างไรที่มหาอำนาจจะเข้ามาร่วมมือกันได้ แล้วไม่มาแข่งกัน มีบทบาทจนทำให้อาเซียนขาดสิ่งที่อาเซียน ASEAN Centrality คือ ความที่อาเซียนจะต้องเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือของทุกๆ อย่างที่เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ ASEAN Centrality จะเกิดขึ้นได้ ประเทศเพื่อนบ้านกับจีนกับอาเซียนก็ต้องมียุทธศาสตร์ที่ร่วมกันด้วย

 

เหตุผลประการที่ 5 คือ จีนต้องให้อาเซียนที่กลัวจีนกลับมาร่วมมือกับจีนให้ได้ อาเซียนต้องให้จีนสนใจอาเซียนเหมือนเดิมและมากขึ้น สนใจในแง่การวางยุทธศาสตร์กับอาเซียน ดังนั้น จีนกับอาเซียนต้องเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ด้วยกัน

 

ผู้สันทัดกล่าวว่า  ประเทศไทยเล็กลง ไทยคลายความสำคัญเชิงบทบาทในภูมิภาคลดลง จีนไม่ค่อยสนใจ จีนใหญ่ขึ้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ ต้องทำกันสองฝ่าย จีนใหญ่เศรษฐกิจโตขึ้น มีเรื่องต้องพิจารณามากขึ้น หากเป็นจริงตามที่กล่าว จีนน่าจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์มากกว่า ต้องคุยกันว่าทำอย่างไรให้จีนและไทยให้มีความใกล้ชิดมากขึ้นในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เพียงเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความสำคัญกับยุทธศาสตร์ของจีน จีนต้องขจัดเรื่องความกลัวจีนออกไปให้ได้

 

ทำอย่างไรถึงจะมียุทธศาสตร์ร่วมกันได้

 

ประการที่ 1 ต้องยอมรับว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้า ภูมิสถาปัตย์ทางการเมืองเปลี่ยน “บูรพาภิวัตน์” หรือ Easternization การเติบโตของเอเชียหรือเอเชียผงาด การเติบโตของจีน ของอินเดีย การเปลี่ยนแปลงของการที่อาเซียนที่จะร่วมมือกันทั้ง 3 เรื่อง คือ เศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม ยุโรปเปลี่ยนแปลงไปอ่อนลงและมีปัญหา ตลาดยุโรปลดลง มี Secondary Effect ต่ออาเซียนและจีน ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ และการที่จีนเจริญเติบโตขึ้นมามากก็มีปัญหาที่จะต้องดูแล ดังนั้น ต้องตั้งหลัก สร้างแผนที่ (Road Map) ในแต่ละเรื่องว่าจะเดินทางร่วมกันอย่างไร โจทย์ที่สำคัญคือทำอย่างไรให้ 10 ประเทศของอาเซียนไม่กลัวจีน และจีนเองต้องทำอย่างไรไม่ให้อาเซียนกลัว ความห่างเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้เกิดความสงสัย ระแวง ทำให้โอกาสในการทำความเข้าใจกันลดลง และนำไปสู่ความกลัว ความระแวง ไม่กล้าร่วมมือ หันไปหาผู้อื่นช่วยสนับสนุน ช่วยปกป้องแทน

 

ประการที่ 2 กลไกภาครัฐ ประชาสังคม ภาคเอกชน ต้องกระชับ ควรมีแผนยุทธศาสตร์ร่วมกับอาเซียนแต่ละประเทศ และแผนยุทธศาสตร์กับอาเซียนโดยรวม ที่ไม่ใช่เฉพาะเขตการค้าเสรีอาเซียน – จีน ช่วยเหลือกันด้วยการเป็นหุ้นส่วน การเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดซึ่งกันและกันในภูมิภาคเดียวกันเหมือนญาติพี่น้อง จุดยืนในเวทีพหุภาคี เช่น WTO, APEC, ASEAN – Europe Meeting ฯลฯ เรื่องใดที่ร่วมกันได้น่าจะมียุทธศาสตร์ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ กลไก ASEAN Plus One กลไกเชื่อมโยงทางกายภาพก็ดี ต้องกระชับในทุกระดับของความสัมพันธ์

 

ประการที่ 3 ความราบรื่นของการเปลี่ยนแปลงผู้นำจีนในเดือนตุลาคมนี้ ทั้งของท่านสี จิ้นผิง และท่านหลี่ เค่อเฉียง ต่อประเทศในอาเซียน ทำอย่างไรที่ผู้ใหญ่ในอาเซียนจะคุ้นเคย กล้าพูด กล้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำชุดใหม่ ทำอย่างไรให้ผู้นำ ผู้มีบทบาทในรัฐบาลจีนชุดใหม่มีความไว้วางใจ สบายใจ (Comfortable Level) กับผู้นำหรือผู้มีบทบาทในอาเซียน การจัด Retreat ก็เป็นเรื่องสำคัญของผู้นำ ผู้ที่มีบทบาทสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ มาพบกันแบบไม่เป็นทางการ เพื่อคุย เปิดอก ไม่ต้องมีการจดหรือบันทึก หรือฝ่ายใดไม่เห็นด้วยก็ไม่เสียหน้า

 

ประการที่ 4 การเปิดอกคุยกันมากขึ้นในเรื่องที่เป็นปัญหาร่วมกัน ในเรื่องที่ห่วงใยร่วมกัน (Common Concern) เช่น กรณีแม่น้ำโขง จีนควรจะเปิดมากกว่านี้ เพราะทำให้ไปใกล้ชิดกับประเทศอื่นมากกว่าเวลาพูดถึงแม่น้ำโขง ความจริงการบริหารแม่น้ำโขงควรจะมีการพูดอย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องรอกลไกที่เป็นทางการ เพื่อรับทราบปัญหาของแต่ละประเทศ เปิดระหว่างกันเพื่อให้เป็นปัญหาร่วมกัน (Common Problem) และจะได้แก้ร่วมกัน

 

อะไรเป็นอุปสรรคต่อการมียุทธศาสตร์ร่วมกัน

 

ประการที่ 1 ความสนใจและความเข้าใจอาเซียนลดลง ความสนใจอาเซียนที่มีต่อจีนเน้นในเรื่องเศรษฐกิจเป็นมิติหลัก เน้นประเทศจีนเป็นมิติหลัก ไม่ได้เน้นมณฑล การที่เข้าใจว่าจีนเห็นคนอื่นตัวเล็กลง มีความหมายลดลง ทำตามเป้าหมายต่างๆ ของการพัฒนาประเทศ เป้าหมายต่างๆ ทางการเมือง จนลืมความรู้สึกของคนอื่นคือสิ่งที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มา ทำให้จีนน่าเป็นห่วง ถูกเข้าใจว่าจีนเหมือนมหาอำนาจอื่น คือ ทำทุกอย่างเป็นไปตามเป้าหมาย เอาแต่ใจตัวเอง ซึ่งไม่ใช่จีนจริงๆ ที่รู้จัก ดังนั้น ความรู้สึกแบบนี้จึงเป็นอุปสรรคที่จะมียุทธศาสตร์ร่วมกัน

 

ประการที่ 2 ความกลัวจีนของประเทศในอาเซียน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง

 

ประการที่ 3 ปัญหาเรื่องทะเลจีนใต้ ถึงแม้ว่าไทยจะไม่ได้อยู่ในข้อเรียกร้องหรืออยู่ในกระบวนการเรียกร้องดินแดนหรือสิทธิอะไร (Claimant State) ทั้งๆ ที่อาเซียนมี Clamant State อยู่หลายประเทศ เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน มาเลเซีย และยังมีประเทศนอกทะเลจีนใต้ คือ สหรัฐฯ ว่ามีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทางด้านการเดินเรือ (Navigation Route) ไม่ได้เรียกร้องดินแดน เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่ายุทธศาสตร์ 2 มหาสมุทรของจีนจะใช้เวลาหลายปี แต่เรื่องทะเลจีนใต้เป็นเรื่องที่มีการปะทะ แลกเปลี่ยนโต้เถียงกันอย่างรุนแรงในทางการทูตกันมาหลายครั้งแล้ว (Immediate Peace) ซึ่งยุทธศาสตร์การเชื่อมโยงทางกายภาพ (Connectivity) ของจีน ไม่ว่าจะเชื่อม Mainland, Southeast Asia หรือประเทศอาเซียนที่เป็นหมู่เกาะ ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเกิดการปะทะกันในทะเลจีนใต้ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เช่น ประชาคมความมั่นคง ประชาคมวัฒนธรรมและสังคมของอาเซียนก็จะพัง ทำให้ความเชื่อมั่นในสินค้า บริการ ทุน การท่องเที่ยว กรอบการเจรจาเสีย ดังนั้น ปัญหาทะเลจีนใต้จึงเป็นบททดสอบของทั้งจีนและอาเซียนว่าจะมียุทธศาสตร์ที่เป็นหุ้นส่วนร่วมกันได้หรือไม่ เราควรใช้หลักการหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (Conflict Avoidance) โดยในเรื่องทรัพยากรที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตในบริเวณทะเลจีนใต้นั้น น่าจะเป็นการพัฒนาร่วมกันกับทุกประเทศที่มีสิทธิ์เรียกร้อง โดยการพัฒนาร่วมกันนั้น เรียกว่า Joint Development Area (JDA) ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิเรียกร้องทั้งในทะเลอาณาเขต หรือเส้นเขตแดนทางทะเลแต่อย่างใด นักกฎหมายระหว่างประเทศก็จะเจรจากันต่อไป 10 หรือ 20 ปี แต่เรามาเจรจาผลประโยชน์เชิงธุรกิจ เชิงเศรษฐกิจว่าประเทศทั้ง 6 ประเทศ จะร่วมกันทำในเรื่อง Receiving Resources และ Non-Receiving Resources อย่างไร เส้นทางเดินเรือก็เช่นเดียวกัน การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (Conflict Avoidance) คือให้ทุกประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ มาเจรจาหารือกัน บริหารเส้นทางการเดินเรือในทะเลจีนใต้ร่วมกันได้หรือไม่ น่าจะเป็นกรอบหลักคิดในเรื่องที่จะเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นความร่วมมือหรือ Turn the Conflict into Cooperation ปัญหาคือจะคุยอย่างไร ถึงแม้ว่าทุกคนจะเห็นตรงกัน เห็นด้วยกับจีนว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องทวิภาคีของคู่ขัดแย้ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งแต่ละคู่ เช่น จีน – เวียดนาม จีน – ฟิลิปปินส์ หรือ สหรัฐฯ – ไทย ล้วนแต่มีผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างใหญ่หลวง และการเจรจาทวิภาคีหรือ 2 ฝ่ายนั้น บางช่วงไม่สามารถพูดกันได้เนื่องจากมีความเครียด ผิดใจกัน เพราะฉะนั้นหลักคิดเรื่องวิถีเอเชีย (Asian Way) สำคัญ มองเอเชียเป็นสังคมสามเหลี่ยม ต้องมีเพื่อช่วยเข้ามาพูดให้เข้ามาสู่การเสวนาสันติภาพหรือเสวนาของความร่วมมือ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เอเชียจะมีการส่งเสริมการหารือแบบนี้ ไม่ใช่การแทรกแซง เป็นการใช้การทูตอย่างไม่เป็นข่าว (Silent Diplomacy) เพื่อเสริมให้มีการคุยกันได้ เพราะมิฉะนั้น หากคุยกันตรงๆ คุยกันเรื่องเดียว เรื่องเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเล ไม่มีใครยอมใครได้ เพราะจะถูกประชาชนของประเทศนั้นชี้ว่าขายชาติ เพราะฉะนั้นยิ่งมีเป้าหมายและเจรจากันไม่สำเร็จเท่าไหร่ ภาษาทางธุรกิจเรียกว่า Target Hardening ทำให้เป้าหมายแข็งมากขึ้นๆ ยอมกันไม่ได้ เป็นเรื่องศักดิ์ศรี เรื่องอัตตา ในที่สุดก็ต้องรบกัน ดังนั้น การที่มีการเจรจาโดยมีเพื่อนอาจช่วยให้เจรจาได้ในลักษณะสังคมสามเหลี่ยม มีผู้หาแนวทาง (Part Finder) ผู้เอื้อกระบวนการ (Peace Facilitator) และผู้ขับเคลื่อนกระบวนการ (Prime Mover) อาจถึงเวลาแล้วที่จะใช้หลักวิถีเอเชีย ที่จะมีเครือข่ายสถาบันที่ช่วยเรื่องสันติภาพด้วยความเป็นกลาง ไม่แทรกแซง ไม่เป็นข่าว ไม่กดดันฝ่ายใดทั้งสิ้น

 

สรุปแล้ว จีนและอาเซียนต้องมองกันและกันว่าเป็นเพื่อนที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ความอยู่รอดและความเจริญของตน จีนควรมองอาเซียนทุกประเทศเหมือนที่จีนมองไทย อาเซียนทุกประเทศควรจะร่วมมือกันและลดความหวาดระแวง ความกลัวจีน คือ ต้องเป็นยุทธศาสตร์ของการเป็นหุ้นส่วนกัน เป็น Strategic Partnership คือเป็นมิตรร่วมกันในทุกๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง วัฒนธรรม เอื้อกัน แก้ปัญหาร่วมกัน เปิดอกคุยกันและทำให้เป็นปัญหาร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกันในเวทีพหุภาคีหรือในเวทีอื่นๆ เห็นใจในข้อจำกัดของแต่ละฝ่าย จับมือกันเพื่อความเจริญและสันติสุขของภูมิภาค ถือเป็นการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ หุ้นส่วนของชีวิตซึ่งกันและกัน

Facebook Comments Box