ยุทธศาสตร์ไทย – จีน ด้านเศรษฐกิจการค้าในบริบทที่ไทยเป็นหนึ่งในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

โอฬาร ไชยประวัติ
Source: 
vijaichina
Date: 
26/08/2012

สรุปจากปาฐกถา ดร. โอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในงานสัมมนายุทธศาสตร์ไทย - จีน ครั้งที่ 1 วันที่ 26 สิงหาคม 2555

ในช่วงแรก ผมจะขอเล่าถึงสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แล้วจึงจะเชื่อมโยงว่าในอนาคต ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจการค้าไทย-จีน จะเป็นไปในทิศทางใด


ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี ค.ศ. 1950 – 1970 สหรัฐอเมริกาเป็นโรงงานโลก (Factory of the World) เช่นเดียวกับจีนในวันนี้  ในขณะที่ทั้งยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น จีน ไทย เกาหลี อินโดนีเซีย พม่า ฯลฯ กำลังอยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Reconstru
ction) หรือช่วงการฟื้นฟูตนเองภายหลังสงคราม ช่วงนั้นสหรัฐฯ เป็นประเทศมหาอำนาจประเทศเดียวในโลกทั้งด้านการทหาร เศรษฐกิจ การเงิน จึงอยู่ในฐานะที่จะออกแบบได้ว่าประเทศที่เหลือควรจะมีต้องมีความสัมพันธ์ต่อสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร เรียกว่าเป็น ระเบียบโลกใหม่ (New World Economic Order)  ซึ่งคำนี้ก็ยังมีการพูดถึงอยู่บ้าง แต่เป็นการพูดว่าตอนนี้เป็นจุดจบของระเบียบโลกใหม่ ซึ่งออกแบบขึ้นเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

 

ในขณะเดียวกันภูมิภาคยุโรป ได้รวมตัวกันเป็นตลาดร่วม (Common Market) และเป็นสหภาพการเงิน (Monetary Union) จนมีปัญหาเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจของกรีซ สเปน อิตาลี อยู่ในปัจจุบัน อีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มยุโรปตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต (Soviet Union) ซึ่งพยายามที่จะรวบรวมประเทศคอมมิวนิสต์ในช่วงนั้น ซึ่งผลของการต่อสู้ของทั้งสองค่ายนั้น เป็นที่ทราบดีว่าค่ายตะวันตกเป็นฝ่ายชนะอย่างชัดเจน

 

ส่วนอาเซียนบวกสาม และประเทศอื่นๆ ในแอฟริกา ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง ก็มีระบบการเมืองซึ่งมีลักษณะพิเศษ  ได้แก่ ต้องมีผู้นำที่แข็งแกร่ง (Strong Leader) เช่น ลีกวนยู ในบริบทของประเทศไทยก็มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีระบบประชาธิปไตยครึ่งใบ  (Guided Democracy) ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่มีระบบตลาดเสรี (Free Enterprise) และการค้าเสรี (Free Trading System) เหล่านี้เป็นระบบที่ตะวันตกเองก็ส่งเสริม เพื่อที่จะต่อกรกับระบบวางแผนส่วนกลางของกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ 

 

พอพ้นจากช่วงปี ค.ศ. 1950 – 1970 สหรัฐฯ เริ่มย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมประเภทใช้แรงงาน (Labour Intensive Industry) ไปยังประเทศญี่ปุ่น ตามมาด้วยไต้หวัน เกาหลี ประเทศไทย และในที่สุดไปยังประเทศจีน  ส่วนญี่ปุ่นก็ดำเนินการปกิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ (Reindustrialized) เพราะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อุตสาหกรรมถูกทำลายลงจนหมดสิ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ (Reindustrialized)  เนื่องจากญี่ปุ่นมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ แม้จะไม่มีโรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เหลืออยู่มากนัก แต่ญี่ปุ่นก็สามารถใช้เวลาเพียง 10 – 20 ปี ในการที่จะทำการปกิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ให้เสร็จสมบูรณ์  เมื่อ 20 ปีผ่านไป  ประมาณปี ค.ศ. 1987 ญี่ปุ่นเริ่มถูกบังคับให้ปรับนโยบายการเงินที่จะตอบสนองความต้องการของผู้ออกแบบระเบียบโลกใหม่ (New World Economic Order)  จะสังเกตเห็นว่าทุกสิบปี ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือประเทศไทย จะเกิดวิกฤติในรูปแบบของวิกฤตต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis) หรือประเทศจีนในรูปแบบของเทียนอันเมินสแควร์ (Tiananmen Square) กล่าวคือ จะมีการกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลง ในปี ค.ศ. 1987 เป็นช่วงที่สหรัฐฯ บังคับให้เยอรมนีและญี่ปุ่นขึ้นค่าเงินในอัตราที่สูงถึง 50% – 60% ในช่วงเวลาเพียงหนึ่งปี  

 

ดังนั้น ญี่ปุ่นจึงจำเป็นจะต้องย้าย (Relocate) โรงงานอุตสาหกรรมมายังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่สำคัญจากการย้ายฐานการลงทุนอุตสาหกรรมประเภทใช้แรงงานจากประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 1991 จนถึงปัจจุบัน ญี่ปุ่นได้ดำเนินนโยบายแทงลูกโป่งของตนเอง (Pricking the Bubble) ทำให้ญี่ปุ่นซบเซาลงเป็นเวลายี่สิบปีและอาจจะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกหลายสิบปี ตอนนี้จึงเรียกว่าเป็นศตวรรษที่สูญหาย (The Lost Decade) ของญี่ปุ่น 

 

สำหรับไทย ในปี ค.ศ. 1971 – 1980 ได้รับประโยชน์จากการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เป็นผลพวงจากการสู้รบในอินโดจีน และการสู้รบในรูปแบบของสงครามเย็นอื่นๆ เพราะฉะนั้นถนนมิตรภาพที่มุ่งสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงฐานการทหารในประเทศไทยเพื่อใช้งานในสงครามอินโดจีนนั้น  ยังเอามาปรับใช้ในการขนส่งทางเศรษฐกิจและการเปิดพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่กรุงเทพฯ เพื่อนำผลผลิตที่ผลิตได้เข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

 

ในปี ค.ศ. 1973 ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก (First Oil Shock) ไทยเราถูกบังคับให้ต้องหาพลังงานจากผืนแผ่นดินไทย ซึ่งในที่สุดก็ออกมาในรูปแบบการให้บริษัทข้ามชาติยูโนแคลร่วมกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติของไทย ร่วมกันเจาะหาแก๊สและน้ำมันในอ่าวไทย หลังจากนั้นอีก 6 ปี ในปี ค.ศ. 1979 ก็เกิด "Second Oil Shock" แต่คราวนี้มาพร้อมกับการปรับตัวลดต่ำลงของราคาสินค้าเกษตร ทำให้เกิดปัญหาการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศสูง และต้องกู้เงินจากต่างประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ ต้องลดค่าเงินสองครั้งในปี ค.ศ. 1981 และปี ค.ศ. 1984   ต่อมาในปี ค.ศ. 1985 ญี่ปุ่นต้องปรับตัวในการย้ายฐานการผลิต (Relocate) ภาคอุตสาหกรรม  ดังนั้น ในช่วงปี ค.ศ. 1986 – 1996 ผมจึงได้คาดการณ์ยุคทองของเศรษฐกิจไทย (คาดการณ์เมื่อปี ค.ศ. 1987) เนื่องจากเหตุผลหลัก 3 ประการ คือ


ประการที่ 1 เริ่มได้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ซึ่งหมายความว่าการพึ่งพาพลังงานนำเข้าของประเทศไทย ลดลงจาก 90% เหลือเพียง 40% และเป็นนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่จะลดการพึ่งพาพลังงานลงอีก โดยการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก (Green Energy Sources) ในไทย รวมทั้งพลังงานทดแทนจากพืชด้วย


ประการที่ 2 คือ การลดค่าเงินบาทสองครั้งจาก 21 บาท ต่อดอลลาร์ เป็น 23 บาท ต่อดอลลาร์ในปี ค.ศ. 1981 และจาก 23 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 27 บาทต่อดอลลาร์ในปี ค.ศ. 1985

 

ประการที่ 3 คือ ญี่ปุ่นเองเมื่อถูกบีบด้วยค่าเงินที่แข็งขึ้น ก็จำเป็นจะต้องหาทางออก ซึ่งแน่นอนญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ปิด ไม่ให้การต้อนรับคนต่างด้าวเหมือนสหรัฐฯ และเป็นสังคมคนแก่มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นนโยบายหรือกลยุทธ์ที่เป็นไปได้ของญี่ปุ่น เนื่องจากไม่ยอมรับคนงานจากต่างประเทศ ก็เหลือเพียงอย่างเดียวคือ ส่งออกทุน เทคโนโลยี และโรงงาน (Export capital, technology, factory) และหากพิจารณาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเราเป็นประเทศที่ขนาดพอดี มีเสถียรภาพ และไม่มีปัญหาทางประวัติศาสตร์กับญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น ญี่ปุ่นจึงเลือกมาลงทุนที่ประเทศไทย ไม่มีทางเป็นอย่างอื่น ดูทุกปัจจัยแล้วถ้าคุณเป็นผู้วางแผนนโยบายการย้ายฐานการผลิต (Relocation Policy) ของญี่ปุ่น จะเห็นว่าประเทศไทยมีความเหมาะสมที่สุด

 

เมื่อครบ 10 ปี ของยุคทองเศรษฐกิจไทย ก็เกิดวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis) ขึ้น จนในปี ค.ศ. 2001 รัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร จึงได้ปลดปล่อยประเทศไทยจากโครงการกำกับดูแลขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF Austerity Program) โดยการชำระหนี้ต่างประเทศที่มีอยู่ทั้งหมดก่อนกำหนด

 

ในปี ค.ศ. 1971 – 2010 เป็นช่วงที่จีนมีบทบาทเพิ่มสูงขึ้น เติ้ง เสี่ยว ผิง ตัดสินใจที่จะปฏิรูปประเทศให้เป็นระบบตลาด (Market Oriented) และเป็นเศรษฐกิจเปิด (Open Economy) ให้แรงจูงใจในการแสวงหากำไร (Profit Incentive) แก่ชาวนาชาวไร่ และดึงดูดการลงทุนจากยุโรปและสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่จากญี่ปุ่น ในการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ล้าสมัยของประเทศจีน เพื่อที่ผลิตสินค้าส่งออกไปยังโลกตะวันตก ตามที่ประธานาธิบดี Nixon และ Henry Kissinger แนะนำ ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับว่านโยบายนี้มาจากการแนะนำของสหรัฐฯ แต่ถ้าดูประวัติศาสตร์ของระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่ (New World Economic Order) ตั้งแต่ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ประเทศไทยแล้ว เราไม่มีทางสรุปเป็นอย่างอื่น เพราะประเทศจีนใช้รูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบเดียวกับไทย เกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ 

 

ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ ก็ตัดสินใจที่จะเลิกการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Hollow Out Labour Intensive Industry)  และเริ่มดำเนินธุรกิจแบบใหม่ที่อาศัยเรื่องเงินตราหรือทอง และใช้เครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและไอทีเป็นเครื่องมือในการสร้างงานและสร้างรายได้ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ  ก่อนหน้านี้ GDP ของภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงถึง 45 – 50% แต่ ณ วันนี้ ภาคอุตสาหกรรมเหลือเพียง 20% ของ GDP เท่านั้น และถ้าดูจากการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม  ในอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมผลิตและประกอบเครื่องบิน ซึ่งยังคงอยู่ในสหรัฐฯ เป็นหลัก ในแง่ของการจ้างงาน ยิ่งต่ำกว่า 20%  โครงสร้างทางเศรษฐกิจดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤติการเงินในสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2008 และลุกลามไปในยุโรปเมื่อปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นคำถามใหญ่สำหรับสหรัฐฯ ก็คือ เรื่องของการจ้างงาน และภาคบริการผู้สูงวัยเพื่อเตรียมรับกับสังคมผู้สูงวัน เพราะการจ้างงานที่คาดว่าจะเกิดขึ้นส่วนใหญ่ตั้งแต่บัดนี้ไปอีกสิบปีในสหรัฐฯ คือการให้บริการให้แก่ผู้สูงวัย และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม พูดง่ายๆ ก็คือ "more product like Ipad and more people like Steve Jobs " เท่านั้นที่จะช่วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้

 

หันมาดูจีน จีนได้ลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (Infrastructure) อย่างต่อเนื่อง เขื่อมสามผาของจีนสร้างในปี ค.ศ. 1994 – 2012 ทางรถไฟไปธิเบตในปี ค.ศ. 2001 – 2006 และรถไฟความเร็วสูงจากเซี้ยงไฮ้ – ปักกิ่งในปี ค.ศ. 2008 – 2011 จีนในวันนี้มีความสามารถส่วนเกิน (excess capacity) ทั้งกำลังคน (man) และเครื่องจักร (machine capability)  และมองหาช่องทางที่จะใช้ความสามารถส่วนเกินนี้ ทั้งคน เครื่องจักร และเงินที่มีอยู่มหาศาลในประเทศจีนจากความสำเร็จในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา ทำการลงทุนและสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (Infrastructure)  ในประเทศเอเชียและทั่วโลก ซึ่งแน่นอนประเทศไทยเป็นเป้าหมายของจีนในเรื่องการพัฒนา รถไฟ ระบบน้ำ รวมทั้งสาธารณูปโภครูปแบบอื่นๆ

 

ประเด็นสุดท้ายที่จะเชื่อมโยงถึงเรื่องกลยุทธ์การค้าไทย – จีน และอาเซียนก็คือ ประเด็นที่ว่ารูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของจีนเกี่ยวข้องกับการย้ายคนจากภาคชนบทจำนวนมหาศาล เพื่อเข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมและสถานบริการในเขตเมือง ในขณะเดียวกัน ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ปลูกข้าวในมณฑลภาคใต้ของจีน ซึ่งมีพื้นที่ปลูกข้าวรวมกัน 23 ล้านไร่ เทียบกับพื้นที่ปลูกข้าวรวมกันของไทยที่มี 50 ล้านไร่ ปัญหาเหล่านี้เป็นต้นต่อของปัญหาความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ในประเทศจีน โอกาสของเรามีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องข้าว ซึ่งคนจีนนิยมบริโภคข้าวที่มีคุณภาพอย่างข้าวหอมมะลิไทย และข้าวยังใช้ในการผลิตสุราจีน

 

ในช่วง 20 ปี ต่อจากนี้ ค่อนข้างจะชัดเจนว่าประเทศในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา จะต้องรับ "shock" และ "after shock effect" เหมือนแผ่นดินไหวจากวิกฤติการเงิน ในรูปของอัตราการจ้างงานที่ต่ำ และการว่างงาน โดยสำหรับสังคมสูงวัยในยุโรปและในสหรัฐฯ จะมีการขาดดุลการคลังที่สูงเพราะมีรายจ่ายมาก แต่กลับไม่มีนโยบายที่สร้างสรรค์ในการส่งเสริมให้ภาคเอกชนเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ที่เรียกกันว่า "supply side policy"  ซึ่งส่งผลให้สินค้ามีราคาแพง เนื่องจากราคาน้ำมันและอาหารปรับตัวสูงขึ้น โดยเนื่องจากน้ำมันปิโตรเลียมจะหมดไปจากโลกภายใน 60 ปี และดินฟ้าอากาศโลกแปรปรวน ประกอบกับสังคมสูงวัยจะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพอนามัยและมีความต้องการที่จะเห็นการคุ้มครองภาวะสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดกระแสการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Movement) ทั่วโลก รวมถึงในประเทศจีนด้วย

 

จากบริบทของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐกิจโลกที่กล่าวมา เราจึงมาวิเคราะห์ต่อไปว่าไทยและจีนควรมีนโยบายร่วมกันอย่างไรบ้าง สำหรับไทย เรายังคงมีเป้าหมายมุ่งเน้นการเจริญเติบโตของจีดีพี ผมเสนอกรอบการวิเคราะห์ว่าหากต้องการให้จีดีพีโต ดูจากผลผลิต (output) ที่เราต้องการได้รับ จะต้องใช้แรงงานเพิ่มขึ้นในตลาดกี่คน โดยหากต้องการที่จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นปีละ 5 % โดยที่ productivity/worker ปีละ 2.5–3 % จำเป็นต้องมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 2.5 % คิดเป็นจำนวนคนเข้าทำงานใหม่อายุประมาณ 20 ปี ขึ้นไปในแต่ละปีประมาณ 9 แสนคน หากเป็นคนไทยประมาณ 80 – 90 % ก็อยู่ที่ประมาณ 8 แสนคน โดยคนเหล่านี้ต้องมีการศึกษาและคุณภาพที่สูงขึ้น ปัจจุบัน คนที่จบออกมาทำงานระดับปริญญาตรีประมาณ 320,000 คน ระดับปวส. ประมาณ 4 แสนคน และจบม.6 ประมาณปีละ 8 หมื่นคน ซึ่งทำให้มีระดับการศึกษาเฉลี่ยอยู่ที่ 14.6 ปี สำหรับคนต่างด้าว 75,000 คน ก็น่าจะต้องพยายามเลือกสรรให้มีระดับการศึกษาและทักษะอย่างน้อยเท่ากับคนไทย นอกจากนั้น เราต้องมุ่งผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพราะเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องหาเงินตราจากต่างชาติเข้ามาอีกแล้ว  เงินสำรองของประเทศเหลือเฟือจนเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันว่าจะใช้เพื่อการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน (Infrastructure) อย่างไรจึงจะเหมาะสม 

 

สำหรับนโยบายรัฐบาลจีนในช่วง 10 ปีข้างหน้า น่าจะประกาศชัดเจนเมื่อมีการประชุมเลือกผู้นำใหม่ในปลายปีนี้ เป้าหมายในการเติบโตทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7 – 7.5 % ต่อปี นั่นหมายความว่า หากคำนวณในทางเศรษฐศาสตร์ ปีหนึ่งจีนจะต้องมีแรงงานใหม่ 40 ล้านคน เปรียบเทียบกับของไทย 847,000 คน มากกว่าไทย 40 – 50 เท่า เพราะฉะนั้นจีนต้องนำแรงงานจากภาคชนบทเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรม อย่างน้อยมณฑลละ 1 ล้านคนต่อปี โดยเนื่องจากจีนได้ดำเนินนโยบายด้านการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นแรงงานกลุ่มนี้จะมีการศึกษาที่ดี

 

ในส่วนของเศรษฐกิจมหภาค จีนประสบปัญหา "ของแพง" โดยจีนได้ใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนในการดูแลราคาสินค้าที่มีการส่งออกและนำเข้า (Tradable goods) เป็นหลัก และใช้การควบคุมสินเชื่อและระบบธนาคารของรัฐควบกับอัตราดอกเบี้ยในการดูแลเรื่องราคาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ที่เป็น "Non-tradable Goods"  เป็นเครื่องมือป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ (Inflation)  แน่นอนนโยบายรายได้ (Income Policy)  เป็นเรื่องสำคัญสำหรับจีน ซึ่งจะต้องให้ชนชั้นกลางรุ่นใหม่มีรายได้ที่แท้จริง และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  จีนได้ใช้นโยบายการเพิ่มค่าจ้างแรงงานและเงินเดือนในอัตราสูงทัดเทียมกับการเพิ่มประสิทธิภาพของคนทำงาน โดยที่ไม่คำนึงถึงว่าผลตอบแทนของนายทุนเป็นเท่าไร ทุนส่วนใหญ่เป็นทุนของรัฐบาลผ่านวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจ รวมทั้งธนาคารและธุรกิจการเงิน และส่งกำไรคืนให้ประชาชนในรูปสาธารณูปโภคที่ให้คนใช้โดยคิดค่าบริการที่ต่ำ ผมคิดว่าเศรษฐกิจจีนมีพื้นฐานที่ดีและมีความแข็งแกร่งมาก และเรากำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่มีจีนเป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจการค้าแทนที่สหรัฐฯ เพราะฉะนั้นคนไทยต้องอ่าน China Daily ต้องดู CCTV มากขึ้น และอ่าน Asian Wall Street Journal และดู CNN CNVC และ Bloomberg น้อยลง แม้กระทั้งคนที่จะลงทุนเล่นหุ้นต้องเริ่มเข้าใจว่าสีแดงในประเทศจีนคือหุ้นขึ้น สีเขียวในประเทศจีนคือหุ้นลง ซึ่งต่างจากในเมืองไทยหรือสหรัฐฯ

 

ความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจไทย – จีนในช่วง 10 ปีข้างหน้า ไทยควรจะร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนทำการค้า ทำการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพสูงขายให้กับจีน ตามความต้องการของจีนที่เพิ่มขึ้นเนื่องแรงงานจีนย้ายจากภาคการเกษตรในชนบท เข้าสู่เมืองใหญ่มากขึ้น ทำให้การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการและต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน  อีกทั้งเมื่อคนจีนเหล่านี้มีรายได้สูงขึ้น ก็ต้องการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นจึงต้องขายสินค้าที่มีคุณภาพ ต้องขายข้าวหอมมะลิอินทรีย์ไม่ใช่ขายข้าวโหล

 

อีกประเด็นสำคัญคือ จีนมีความสามารถส่วนเกิน (Excess Capacity)  ในการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เนื่องจากความต้องการของกลุ่มลูกค้าเดิมคือสหรัฐฯ และยุโรปน้อยลงตามภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย และมีความสามารถส่วนเกิน (Excess Capacity)  ในการสร้างสาธารณูปโภค เช่น รถไฟฟ้า เขื่อน อุโมงค์น้ำ ฯลฯ จีนมีผู้เชี่ยวชาญและเครื่องจักรเหลือเฟือ เทคโนโลยีก็ทัดเทียมกับฝั่งตะวันตกแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้ามีความต้องการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจากไทยและประเทศในอาเซียน ก็จะทำให้จีนสามารถที่จะเพิ่มการจ้างงานให้ผู้เชี่ยวชาญที่มีอยู่นี้ให้เป็นประโยชน์ ในขณะเดียวกันประเทศไทยและเพื่อนบ้านยังมีความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตในจีนเช่น tablet computer สินค้าวัสดุก่อสร้าง เพราะยังต้องสร้างสาธารณูปโภค เพื่อเพิ่มปริมาณและคุณภาพในด้านการขนส่งสินค้าและพลังงาน ความที่จีนต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ ก็จะสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้กับคนไทยและเพื่อนบ้าน  ในขณะเดียวกันความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมและการบริการสร้างสาธารณูปโภคโดยจีน จะช่วยให้แรงงานและเครื่องจักรของจีนมีงานทำมากขึ้น  นอกจากนั้น ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมของไทยและเพื่อนบ้านจากจีนนั้น หากสินค้าดังกล่าวเชื่อมโยงมายังการผลิตในไทย เช่น ใน tablet ใน computer ต้องมี harddisk drive และชิ้นส่วนที่เชื่อมโยงเป็น value chain ในการผลิต การผลิตคอมพิวเตอร์ของจีนและขายไปยังไทยและเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มการผลิตชิ้นส่วนในไทยและเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

 

ประเด็นสุดท้ายคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างไทย เพื่อนบ้าน และจีนตอนใต้ที่เป็นการท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยงทุกประเทศคือ หนึ่ง trip หลายเมืองหลายประเทศ ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ลงทุนร่วมกับนักลงทุนท้องถิ่นในด้านการท่องเที่ยว ที่พัก การขนส่ง และการบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องในประเทศเพื่อนบ้านแถบจีนตอนใต้ ในขณะเดียวกันก็ให้การต้อนรับผู้ลงทุนจากจีนและเพื่อนบ้านที่จะมาลงทุนในการส่งเสริมจุดท่องเที่ยวและบริการท่องเที่ยวบางอย่างในประเทศไทย เราต้องคิดเสมอว่าการท่องเที่ยวเป็น two-way ไม่มีใครส่งเสริมให้คนอื่นมาเที่ยวบ้านเราแล้วเราไม่ไปเที่ยวบ้านคนอื่น เมื่อสังคมคนชั้นกลางพัฒนาขึ้นการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยที่หกที่เจ็ดหลังจาก รถยนต์แล้วก็โทรศัพท์มือถือ แล้วก็ tablet เพราะฉะนั้นการท่องเที่ยวจะเป็นเรื่องที่สำคัญ และประเทศไทยมีศักยภาพในเรื่องของคุณภาพของการท่องเที่ยวที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย นี่จึงเป็นโอกาสทองของไทยครับ

Facebook Comments Box