การเปิดและปฏิรูปรอบที่สี่ของจีน

สมภพ มานะรังสรรค์
Source: 
vijaichina
Date: 
26/12/2012

                                                    การเปิดและปฏิรูปรอบที่สี่ของจีน
                                                                                                                             สมภพ  มานะรังสรรค์

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้อาจารย์หันมาสนใจศึกษาเรื่องเศรษฐกิจจีนเป็นคนแรกๆ ของประเทศไทย


ผมเริ่มสนใจจีนมาประมาณสักเกือบยี่สิบปี  ตอนนั้นยังเป็นอาจารย์อยู่ที่จุฬาฯ  เห็นจีนมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น และท่าน อ.อำพล  พรรณเชษฐ์ ได้มาเป็นผอ. ศูนย์จีนศึกษา ซึ่งตั้งขึ้นมาใหม่ภายใต้สถาบันเอเชียศึกษา   ท่าน อ.อำพลเคยทำงานกับเอสแคปมาก่อน  เป็นนักวิชาการไทยไม่กี่คนที่ทำงานในระดับนานาชาติ พอท่านเกษียณจากเอสแคป ท่านก็มาริเริ่มตั้งศูนย์จีนศึกษาขึ้น เพราะท่านเห็นความสำคัญ  ท่านได้ไประดมเงินทุนจากภาคธุรกิจต่างๆ ได้เงินมาก้อนหนึ่ง และได้ชวนผมเข้ามาช่วยในโครงการวิจัยเรื่องจีน  เรื่องแรกที่เราศึกษา ก็คือ ลู่ทางการลงทุนการลงทุนของไทยในจีน ตอนนั้นทำเสนอBOI และด้วยโครงการนี้ ทีมวิจัยก็มีโอกาสได้เดินทางไปทำวิจัยภาคสนามที่ประเทศจีน ช่วงนั้นน่าจะราวปี ค.ศ. 1997 เป็นช่วงเดียวกับวิกฤติเศรษฐกิจของไทยพอดี


หลังจากนั้นอาจารย์ก็ทำเรื่องจีนมาอย่างต่อเนื่อง


ใช่ครับ ทำวิจัยได้ไม่นาน ท่าน อ.อำพล ล้มป่วย จึงร่วมกับ อ.เขียน ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ ชวนผมให้มาช่วยบริหารศูนย์จีนศึกษาของจุฬาฯ ก่อนที่ผมจะเกษียณอายุราชการมาบริหารสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ของเครือเจริญโภคภัณฑ์


อาจารย์เข้าไปจีนช่วงแรกสุดนั้น อาจารย์รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับจีน


รู้สึกว่าต่อไปจีนจะต้องมีบทบาทมาก  เพราะก่อนหน้านั้น ในช่วงปี ค.ศ. 1993 ผมเคยเข้าไปดูงานในจีนกับนักวิชาการท่านอื่นๆ ในจุฬาฯ ขณะนั้นยังเปิดน้อยมาก แต่ว่าในปี ค.ศ. 1997 ที่เดินทางไปทำวิจัยภาคสนามในประเทศจีน เราเห็นได้ชัดเลยว่าจีนเริ่มเปลี่ยนอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะเป็นผลพวกจากการที่จีนเปิดประเทศระลอกที่ 2


ต้องอธิบายก่อนว่า ในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา จีนได้เปิดประเทศ 3 รอบ ด้วยกัน


รอบแรกคือ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978 ที่เติ้งเสี่ยวผิง ขึ้นครองอำนาจ และประกาศนโยบายเปิดและปฎิรูป ช่วง 10ปี แรก จีนใช้วิธีการเปิดประเทศโดยการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ (special economic zone) กล่าวคือเลือกเฉพาะบางพื้นที่ เช่น เสินเจิ้น จูไห่ เซี่ยเหมิน ซานโถ ไห่หนาน โดยการดึงเอาเครือข่ายของจีนโพ้นทะเลต่อสายเข้ามาในจีน ดังนั้น ขั้นตอนในการเปิดของจีนมีความชาญฉลาด เพราะจีนปิดประเทศมานาน ฉะนั้น เครือข่ายผู้ประกอบการ (network entrepreneurship)  ทุกอย่างได้สูญหายไปหมดในช่วงที่ปิดประเทศโดยเฉพาะช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม เพื่อที่จะดึงเครือข่ายชาวจีนโพ้นทะเลหรือหัวเฉียวกลับเข้าไป เติ้งเสี่ยวผิงก็เดินสายเลย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1978 จะเห็นเติ้งเสี่ยวผิง เดินสายมากรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ สิงค์โปร์ ไปจับเข้าคุยกับผู้นำ เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ว่า การบริหารธุรกิจแบบตลาด จะเปิดแบบทุนนิยม ตามที่ประเทศเหล่านี้มีประสบการณ์มาก่อน เขาทำกันอย่างไร  แต่สิบปีผ่านไป การเปิดประเทศก็สะดุดลงด้วยเหตุการณ์เทียนอานเหมิน ช่วงกลางปี ค.ศ. 1989


หลังจากนั้น  เติ้งเสี่ยวผิง ก็จัดการปัญหาภายในประเทศอยู่สัก 2-3 ปี แล้วจึงทำการเปิดประเทศรอบใหม่ คือในปี ค.ศ.  1992 ผมถือว่าเป็นการเปิดรอบที่ 2  จุดสำคัญคือ การประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 14 ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “เศรษฐกิจตลาดสังคมนิยม” (socialist market economy) ซึ่งได้บรรจุในธรรมนูญพรรคฯ และเป็นธงนำแนวทางของจีนตราบจนปัจจุบัน หลังจากนั้นจีนจีนได้เปิดประเทศอย่างจริงจัง  โดยอาศัยประสบการณ์ในการเปิดรอบแรก คราวนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นหัวเฉียวเน็ทเวิร์กอีกแล้ว รอบที่สองเป็นการเปิดกว้างต่อการลงทุนต่างประเทศทุกกระแส ทั้งตะวันตกและ ตะวันออก ตะวันออกก็คือญี่ปุ่น จะเข้าจีนอย่างมากในช่วงนี้ รวมทั้งเกาหลีใต้  ส่วนอเมริกา ยุโรปก็เริ่มทยอยเข้าไปในจีน ในช่วงหลังปี ค.ศ. 1992 เป็นต้นมา


ส่วนรอบที่สาม ก็คือหลังเข้า WTO  รอบที่สามนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001 เป็นต้นมา ก็เป็นสิบปีใหม่ในช่วงการนำของผู้นำรุ่นที่ 4 คือ หูจินเทา และเวินเจียเป่า ส่วนการเปิดรอบที่ 2 เป็นการนำโดยผู้นำรุ่นที่ 3 คือ เจียงเจ๋อหมิน และจูหรงจี


ช่วงผู้นำรุ่นที่ 3 เป็นยุคเปลี่ยนผ่านสำคัญใช่ไหมครับ?


สำหรับผู้นำรุ่นที่ 3 นั้น จำได้ว่า เจียงเจ๋อหมินถูกโยกตัวจากเซี่ยงไฮ้มาเป็นเลขาพรรคฯ ที่ปักกิ่ง หลังจากเกิดเหตุการณ์เทียนอานเหมิน ซึ่งเติ้งเสี่ยวผิงปลดจ้าวจื่อหยางออกไป จากนั้น จูหรงจีก็ถูกดึงตัวมาเป็นเลขาพรรคฯ ที่เซี่ยงไฮ้แทนเจียงเจ๋อหมิน ต่อมาเจียงเจ๋อหมินขึ้นครองอำนาจสูงสุด ก็ดึงตัวจูหรงจีเข้ามาช่วย เป็นรองนายกฯ และผู้ว่าฯ แบงค์ชาติ  ในช่วงนี้เป็นช่วงของการเปิดกว้าง และวางพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เราจะเห็นว่าช่วงที่จูหรงจีเข้ามาบริหารใหม่ๆ ในช่วงปี ค.ศ. 1992 - 1993 จีนจะมีปัญหามากในการบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาค  เกิดเงินเฟ้อรุนแรง เกิดฟองสบู่ ทำให้จูหรงจี ต้องทำหลายเรื่องในฐานะผู้ว่าแบงค์ชาติและก็รองนายกฯ ที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ
ในปี ค.ศ. 1994 จึงเกิดการปฎิรูป 3 อย่าง ในจีน เรียกว่า “3 reform” คือ 1.) ปฏิรูประบบการเงิน อันนี้สำคัญมาก 2.) ปฏิรูประบบราชการ และ 3.) ปฏิรูประบบรัฐวิสาหกิจ


ในการปฏิรูประบบการเงิน  ขณะนั้นได้ทำสองเรื่องใหญ่ๆ คือ 1.) ปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยน  มีการลดค่าเงินหยวนอย่างรุนแรงจากประมาณสัก 5.6 -5.7 หยวนในปลายปี ค.ส. 1993 จนกลายเป็น 8 หยวน กว่าๆ แรกๆ ไปถึง 8.7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐด้วยซ้ำ เรียกว่าลดค่าเงิน ไม่ต่างจากตอนที่เราลดค่าเงินบาทในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง   2.) เลิกระบบ dual currency คือยกเลิกการมีหยวนในหยวนนอก  แต่ก่อนมีหยวนในที่คนจีนใช้เอง และมีหยวนนอกที่คนต่างชาติแลกใช้  ถ้าใช้ไม่หมดก็สามารถแลกเป็นดอลลาร์คืนได้  ฉะนั้นตอนนี้ก็เหลือเพียงระบบ single currency, single exchange rate


การปฏิรูปด้านที่สองในช่วงนั้นก็คือ การปฏิรูประบบราชการ  ลดบทบาทของระบบราชการที่เข้ามาแทรกแซงการประกอบธุรกิจ  ในช่วงที่รอบแรกที่เปิดประเทศ  เราจะเห็นว่ามีรัฐวิสาหกิจเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง  รัฐวิสาหกิจเหล่านี้บริหารจัดการโดยหน่วยงานของรัฐ  โดยหน่วยงานใหญ่ๆ จะมีรัฐวิสาหกิจเป็นของตัวเองโดยถ้วนหน้า  ฉะนั้นรัฐบาลกลางก็เล็งเห็นแล้วว่าระบบอย่างนี้คงทำให้เกิดความลักลั่น  ความไม่โปร่งใส  และที่สำคัญคือไม่มี “functionalism” คือไม่รู้ว่าคุณเป็นอะไรมีหน้าที่อะไร


วิธีการปฏิรูประบบราชการก็คือ ให้วิสาหกิจต่างๆ เริ่มแยกตัวออกไป  แล้วให้ข้าราชการเป็นข้าราชการอาชีพมากขึ้น เพื่อให้เป็นมืออาชีพ และเพื่อให้ข้าราชการอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งสวัสดิการจากรัฐวิสาหกิจเดิม ก็มีการปรับเงินเดือนขึ้นมากมายเป็นเท่าๆ ตัว พูดง่ายๆ คือทำระบบแปรรูปรัฐวิสาหกิจกลายๆ (privatization) เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของข้าราชการ รวมทั้งรัฐวิสาหกิจเองด้วย
ด้านที่สาม ซึ่งสัมพันธ์กับการปฏิรูประบบราชการ ก็คือ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ  พยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจ   มีคำหนึ่งที่จีนใช้กันอย่างกว้างขวางในช่วงนี้คือคำว่า “เซี่ยไห่” (下海)  แปลว่า กระโดดลงทะเล กล่าวคือให้บรรดาสมาชิกพรรครับเอารัฐวิสาหกิจไปบริหาร  โดยแปรรูปให้เป็นบริษัทเอกชน  ก็มีพวกที่กระโดดลงทะเลนี่แหละมากมาย และต่อมาพวกนี้ก็กลายเป็นบริษัทใหญ่ๆ ของจีน


นอกจากการปฏิรูปสามด้านที่กล่าวข้างต้นแล้ว ผลงานสำคัญอีกอย่างหนึ่งของจูหรงจีก็คือ นโยบายพิชิตตะวันตก (Go West Policy)  วิธีการก็คือเริ่มการก่อสร้างโครงสร้างสาธารณูปโภค (infrastructure)  รถไฟก็ดี ไฮเวย์ก็ดี สนามบินก็ดี เพื่อรองรับการเติบโตของภูมิภาคตะวันตก  นอกจากนั้น ในปี ค.ศ. 1998 ซึ่งจูหรงจีขึ้นมาเป็นนายกฯ เต็มตัว ท่านก็เดินหน้าเจรจาเรื่องการให้จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO อย่างจริงจัง ซึ่งหมายความว่าเพื่อเตรียมความพร้อม จีนต้องทำการปฏิรูประบบต่างๆ ให้เปิดกว้างมากขึ้น และต้องบริหารเศรษฐกิจมหภาคให้มีความแข็งแกร่ง  ก่อนหน้านี้เศรษฐกิจจีนมีความหวือหวามาก  ซึ่งทำให้พัฒนาได้ลำบาก  แต่ในที่สุดด้วยนโยบายต่างๆ ก็ทำให้ค่าเงินหยวนคงที่  (stabilize) ที่ 8.2 หยวนกว่าๆ  เป็นอย่างนั้นเรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 2005 จึงมีการขยับเงินหยวนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งก็ตรงกับช่วงการเปิดประเทศรอบที่ 3 หลังจากที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO เป็นผลสำเร็จ การเปิดรอบที่ 3 ก็อยู่ภายใต้ผู้นำรุ่นที่ 4 คือ หูจิ่นเทา และเวินเจียเป่า


การเปิดรอบที่ 3 มีลักษณะเด่นอย่างไรครับ?


ลักษณะเด่นของการเปิดรอบที่ 3 ก็คือ การลงทุนขยายตัวอย่างกว้างขวาง จะเห็นว่ารอบแรกของการเปิดของจีนอยู่ที่การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ  และรอบที่ 2 อยู่แต่เฉพาะในชายฝั่งทะเลภาคตะวันตก โดยเอาโมเดลของการเปิดในรอบแรกมาเปิดอย่างต่อเนื่องหลายสิบเมืองในภาคตะวันตก เช่น เอาโมเดลของเสินเจิ้น มาใช้กับการเปิดผู่ตงที่เซี่ยงไฮ้


แต่พอถึงช่วงการเปิดรอบที่ 3 จีนต้องการขยายการลงทุนเข้าสู่ทุกพื้นที่ และต้องการเพิ่มความเข้มข้นของ     1.) ภาคreal sector  จะเห็นว่าช่วงนี้คลื่นทุนต่างชาติเข้าไปตั้งโรงงานผลิตของในจีนกันเป็นจำนวนมหาศาล เป็นผลโดยตรงจากการเข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO และ 2.) financial sector  จีนต้องการพัฒนาธนาคารพานิชย์ของตนเอง ซึ่งก็มีพัฒนาการมาตามลำดับ ตอนที่จีนเริ่มเปิดประเทศในรอบแรก ธนาคารพาณิชย์จีนถูกแยกตัวออกมาจากแบงค์ชาติจีน  แต่เดิมนี่มันมีธนาคารเดียวทั้งประเทศจีนในช่วงก่อนเปิดประเทศ แต่พอเปิดประเทศ จึงแยกเอา Bank of China, China Construction Bank, Industrial and Commercial Bank of China เป็นต้น ตั้งเป็นธนาคารเฉพาะกิจ (specialize bank)  เหมือนธกส. ของเรา พอในช่วงเปิดประเทศรอบที่ 2  รัฐบาลเริ่มมีนโยบายปรับธนาคารเฉพาะกิจให้เป็นธนาคารพาณิชย์ (commercial bank) ต่อมาในช่วงการเปิดรอบที่ 3  รัฐบาลต้องการปรับให้ธนาคารเหล่านี้เป็นธนาคารที่เป็นบริษัทมหาชน  เริ่มเอาธนาคารเหล่านี้เข้าไปจดทะเบียนขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่เรารู้จักกันในนาม dual listing คือจดทะเบียนทีเดียว 2 ตลาด ทั้งตลาดในฮ่องกงและตลาดในเซี่ยงไฮ้ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์จีนเฟื่องฟูอย่างมาก  ราคาหุ้นพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล และยังมีการทำ M&A กับต่างประเทศ เช่นดึงเอา  Bank of America , Royal Bank of Scotland อะไรต่างๆ เหล่านี้ เข้าไปถือหุ้นก่อนที่ธนาคารเหล่านี้จะเข้าตลาด เพื่อสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และสร้างแบรนด์ของธนาคารจีน


ความสำเร็จของผู้นำรุ่นที่ 4 ต้องถือว่ามีผลงานน่าประทับใจ อันเป็นผลจากการขยายตัวทั้งใน Real Sector และ Financial Sector  ตอนปีแรกๆ ที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO จีนมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ประมาณไม่ถึง 2 แสนล้านเหรียญ ตอนนี้จีนสามารถสะสมทุนสำรองได้เป็น 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงเวลาการเปิดรอบที่ 3 นี้


จริงๆ ที่จีนมีทุนสำรองมหาศาล เพิ่งเกินจากการสะสมในรอบ 10 ปี นี้เองหรือครับ?


10 ปีนี่เอง เพราะปัจจัยสามประการ  1.) ต่างชาติเข้าไปลงทุนเยอะ  พอต่างชาติเข้าไปลงทุนเยอะ คุณก็ต้องเอา key currency ไปแลกเป็นหยวน เพื่อจะได้ลงทุนในจีนได้ ก็เป็นแหล่งแรกที่มาของทุนสำรองระหว่างประเทศที่แบงค์ชาติจีนสามารถสะสมได้  2.)  พอต่างชาติเข้ามาลงทุนเยอะๆ การส่งออกมันก็ขยายตัวมากมาย จีนก็เกินดุลการค้า พอเกินดุลการค้ามันก็เป็นที่มาของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอีกนั่นเอง  3.) พอเงินไหลเข้ามาเยอะๆ ก็มี demand ต่อหยวนมาก ส่งผลให้เงินหยวนทำท่าจะแข็ง รัฐบาลจีนต้องการให้อยู่ที่ 8.27 หยวน เพื่อรักษาระดับการส่งออก ก็ต้องเอาเพิ่ม money supply ของ local currency เพื่อมาซื้อ key currency  ก็เลยทำให้ทุนสำรองพุ่งพรวดพราดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง


ถ้าเราถามว่าอะไรคือปัจจัยหลักของการขยายตัวในการเปิดรอบที่ 3 ของจีน ต้องตอบว่า 1.) การค้าต่างประเทศ (foreign  trade) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออก (export) และ  2.) การลงทุนต่างประเทศ (foreign investment)  โดยเฉพาะการลงทุนทางตรง (direct investment)


ตามที่อาจารย์กล่าวมา เหมือนกับจีนจะมีการปรับเปลี่ยนสำคัญทุก 10 ปี ตอนนี้เราจะเห็นการปรับเปลี่ยนสำคัญครั้งใหม่หรือไม่?


การปรับรอบที่ 4 คือช่วงสิบปีต่อจากนี้ จะต้องมีการเปลี่ยนโมเดลการเติบโต  (growth model) ของจีน  ตอนนี้ถึงยุคที่คุณจะอาศัยสองตัวแปรแรกที่กล่าวเมื่อครู่เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เพราะ 1.) ภาคส่งออกมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะว่าตลาดหลักๆ คืออเมริกากับยุโรปมีวิกฤติเศรษฐกิจ  มูลค่า export ที่ 2 ล้านล้าน คือ border line ถ้าคุณอยากดันให้สูงกว่านี้ถือว่ายากมาก  2.) ภาคการลงทุนจากต่างประเทศ (foreign investment) ก็ไม่ใช่ตัวแปรหลักอีกต่อไป เพราะ 1.) จีนก็มีทุน ทุนต่างประเทศของตัวเองเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล ฉะนั้นความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศก็น้อยลง และ 2.) ทุนต่างประเทศเองมองจีนว่าเริ่มเสียความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (competitive advantage)  เพราะค่าแรงแพงขึ้น และจีนเองก็ไม่ได้ให้สิทธิพิเศษมากมายกับทุนต่างประเทศเหมือนแต่ก่อน มีเงื่อนไขเพื่อจะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย เช่นคุณต้องเข้าไปลงทุนในด้านที่รัฐบาลประกาศส่งเสริมไว้เป็นพิเศษ ลงทุนในโครงการที่มาพร้อม R&D เป็น “clean investment” เป็น “green investment”  เป็น “energy saving investment” อะไรต่างๆ เหล่านี้ ดังนั้นโมเดลการเติบโต (growth model) ของจีนต่อไปต้อเปลี่ยนจากการใช้ปัจจัยภายนอก (external factor) มาใช้ปัจจัยภายใน (internal factor) กล่าวคือเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ (domestic consumption)


เพื่อเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ เราจะเห็นว่าจีนได้ปรับค่าแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าถ้าหากค่าแรงคุณไม่เพิ่มขึ้นแล้ว คุณจะมีกำลังการซื้อ (purchasing power) ในประเทศได้อย่างไง อีกนโยบายหนึ่งก็คือการเร่งการสร้างเมือง (urbanization) ทั้งในแถบชายฝั่งทะเล รวมถึงเมืองใหญ่ๆในมณฑลด้านใน มุ่งเป้าว่าจะทำให้ภาคเมือง (urbane sector) โตกว่านี้ อีกอย่างน้อย 10% ในช่วงเวลา 10 ปีข้างหน้านี้


การสร้างเมือง มีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมเรื่องการบริโภคภายในประเทศหรือครับ


ในช่วงต้นของผู้นำรุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นตอนที่จีนเข้าเป็นสมาชิก WTO ใหม่ๆ จำนวนคนที่อยู่ในพื้นที่เมือง (urbane area) อยู่ที่ 39% ของประชากรทั้งประเทศ  แต่นี่ผ่านไป 10 ปี ตอนนี้ขึ้นมาเป็น 51% แล้ว จำนวนมากกว่าคนที่อยู่ในชนบทแล้ว และจีนตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี ค.ศ. 2020 คือ 7-8ปี ข้างหน้า จะต้องขึ้นมาเป็น  60% พร้อมกับต้องสร้างรายได้ประชาชาติต่อหัวเพิ่มขึ้นสองเท่า (double per capita income)  อันนี้เค้าประกาศไว้ชัดเจนเลยในการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 18 ที่เพิ่งผ่านไป


ฉะนั้นการสร้างเมือง  (urbanization) จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ  หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศ จีนยังมีช่องว่างพัฒนาได้อีกมากในเรื่องนี้  คนที่อยู่ในพื้นที่เมือง (urban area) ในสหรัฐอเมริกามี 82%  ในเกาหลีใต้ 83% ฉะนั้นจีนกว่าจะขึ้นไปถึง 60% ต้องใช้เวลาร่วมอีก 10 ปี ฉะนั้นเมื่อคุณสร้างเมือง (urbanize) ก็จะเป็นที่มาของโอกาสทางธุรกิจ (business opportunity) มหาศาล โอกาสการจ้างงาน (employment opportunity)  มหาศาล และกำลังซื้อ (purchasing power) จะเพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการขยายตัวของ SME  เหล่านี้ล้วนมาพร้อมกับพลวัตรของเมือง (urban dynamism)


นอกจากเรื่องการเพิ่มค่าแรงและการสร้างเมืองแล้ว นโยบายสำคัญข้อที่สามในช่วงสิบปีต่อจากนี้ก็คือ การเร่งการขยายตัวของภาคบริการ (service sector) จีนมีช่องว่างที่จะพัฒนาในเรื่องนี้อีกมาก เพราะสัดส่วนของภาคบริการของจีนในขณะนี้พอๆ กับไทย อาจจะมีสัดส่วนต่ำกว่าเสียด้วยซ้ำไป อยู่ที่ประมาณ 40% ของ GDP ซึ่งถือว่าต่ำมากนะครับ เพราะในสหรัฐอเมริกานั้น สัดส่วนภาคบริการสูงกว่า 70% ดังนั้น  รัฐบาลจีนจึงเร่งสนับสนุนภาคบริการ โดยเฉพาะในบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล เขตธุรกิจ บันเทิง สาธารณสุข ประกันภัย ค้าปลีก การสื่อสาร ที่เกี่ยวกับวิถีชีวิต (lifestyle) และการพักผ่อนหย่อนใจ (leisure) ของคนเมือง


ตัวอย่างเช่น บริษัทในต้าเหลียนไปซื้อ AMC ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจโรงภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา เพื่อเอาknow how เอาเครือข่าย (network) ของ AMC เข้าไปพัฒนาธุรกิจโรงภาพยนตร์ในจีน  ผมคิดว่าเราจะเห็นภาพการขยายตัวของภาคบริการ ซึ่งจะมีศักยภาพในการสร้างงาน (labor absorptive ability) ที่สูง  ซึ่งจะช่วยทำให้ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (competitive advantage) ของจีนกลับคืนมา เพราะตอนนี้จีนเริ่มมีความเสียเปรียบ (disadvantage) อันเนื่องมาจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเริ่มต้องแข่งขันกับประเทศอื่น เช่น ประเทศในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) หรือประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าจีน


ดังนั้น โมเดลการเติบโตของจีนจะมีการเปลี่ยนแปลง กลายเป็นใช้ปัจจัยภายในประเทศ (internal factor) เป็นตัวแปรสำคัญ และคู่ขนานไปนั้นก็คือ การเอาเงินทุนของจีนที่มีอยู่มากมายออกไปลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้น ทุนจีนจะบุกโลกอย่างจริงจังนับจากบัดนี้เป็นต้นไป  โดยอาจแบ่งได้เป็นสองกระแสคือ  1.) กระแส real sector ซึ่งจีนมีความถนัด เข้าไปซื้อเหมือง บ่อน้ำมัน บ่อแก๊ส เหมืองเหล็ก เหมืองถ่านหิน ทองแดง สังกะสี ซึ่งจีนเริ่มทำตั้งแต่ช่วงการเปิดรอบที่ 3 แล้ว และจะยังคงทำต่อไป  ขณะเดียวกันก็จะลงมาที่กลางน้ำ ปลายน้ำมากขึ้นในเรื่องของการลงทุน  2.) อีกกระแสก็คือภาคการเงิน (financial sector)  กองทุนความมั่งคั่ง (wealth fund) ของจีนกำลังจะมาบุกมาเอเชียอย่างเต็มตัวเช่นกัน

อ่านต่อ บทสัมภาษณ์ รศ.สมภพ มานะรังสรรค์ ตอนที่ 2 เจาะลึกภาคการเงินจีน ความสัมพันธ์จีน-AEC และโจทย์วิจัยทางยุทธศาสตร์ทีสำคัญที่สุด http://www.vijaichina.com/interviews/183

Facebook Comments Box