โจทย์วิจัยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด

สมภพ มานะรังสรรค์
Source: 
vijaichina
Date: 
26/12/2012

                                                      โจทย์วิจัยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด
                                                                                                                            สมภพ  มานะรังสรรค์

ในส่วนของภาคการเงิน (financial sector) นั้น อาจารย์มองว่าภาคการเงินภายในประเทศจีนเองจะมีพัฒนาการไปในทิศทางใด


ตอนนี้จีนยังไม่ได้ทำอีก 2 เรื่อง ซึ่งจีนระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่


1.)    การเปิดเสรีบัญชีทุน (capital account) ตอนนี้จีนเปิดเพียงบัญชีเดินสะพัด (current account) ซึ่งเปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1996  เนื่องจากจีนยังไม่ได้เปิดเสรีบัญชีทุน (capital account) ทำให้คุณไม่สามารถแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์กับหยวนได้เสรี ผมคิดว่าต่อไปนี้เราจะเห็นสหรัฐอเมริกาต่อสู้กับจีนอย่างหนักในเรื่องนี้  จีนคงถูกสหรัฐอเมริกากดดันอย่างหนักให้เปิดเสรีบัญชีทุน เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเงินสกุลหยวนได้อย่างเสรี


2.)    การเปิดเสรีตลาดทุน (capital market) เช่น ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตอนนี้ยังเป็นตลาดคู่ (dual market) มีกระดาน a กระดาน b  ดังนั้นสำหรับผู้นำรุ่นที่ 5 ก็คงต้องดูว่า จะเปิดเสรีตลาดทุนหรือไม่ อย่างไร จึงจะไม่กระทบต่อทุนนิยมแบบจีน

 

สหรัฐฯ มักจะพูดเสมอว่า การลอยตัวค่าเงิน จะเป็นผลดีต่อจีนในระยะยาว อาจารย์มองลักษณะเดียวกันไหมครับ


ต้องถามว่ายาวแค่ไหน   เพราะด้วยระบบเศรษฐกิจจีนในขณะนี้  คงรับมือการลอยตัวค่าเงิน   (floating exchange rate) ไม่ได้ ผมว่าจีนแค่รับมือความผันผวนของค่าเงินฮ่องกงก็ลำบากอยู่แล้ว


ขณะนี้ตะวันตกทุบจีนแผ่นดินใหญ่ไม่ได้  ก็มุ่งไปทุบฮ่องกงแทน  ดูสถานการณ์ในฮ่องกงขณะนี้ ต้องเรียกว่าอาการหนักมากยิ่งกว่า 20-30 ปีที่ผ่านมา  เพราะหากพวกกองทุนต่างๆ มองว่าช่องนี้เป็นช่องที่เอาประโยชน์ได้ การทุบสุดท้ายก็จะลามไปที่ภาคิสังหาริมทรัพย์ แล้วก็จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตามมาเป็นลูกโซ่ ผมว่าจีนเองก็ตระหนักดีว่าหากฮ่องกงมีปัญหา ตัวเองย่อมต้องกระทบไปด้วย เพราะจีนไปลงทุนที่ฮ่องกงมากมายมหาศาล ในตลาดหุ้นหั่งเส็งส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทจีนทั้งนั้น แล้วคนจีนเองก็ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์มากมายที่ฮ่องกง


เพราะฉะนั้น ผมว่าจีนตระหนักดีถึงความอ่อนไหวและเปราะบางของภาคการเงิน จีนเห็นตัวอย่างชัดเจนมากจากกรณีฮ่องกง ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปของการเปิดเสรีภาคการเงินควรไปในทิศทางไหน ผมว่านี่เป็นการบ้านข้อใหญ่ของผู้นำรุ่นที่ 5


แต่จีนจะถูกกดดันให้ลอยตัวค่าเงิน จนสุดท้ายก็ต้องปล่อยเสรีไหมครับ


แน่นอนจีนจะถูกกดดันให้ทำ  โอบามาก็คงจะกดดันหนักขึ้น  ในช่วง 4 ปี ที่ผ่านมาได้ เป็นเพราะต่อรองกันทุกปีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะต้องทำรายงานเสนอต่อสภาคองเกรสปีละ 2 ครั้ง เพื่อรายงานว่าจีนแทรกแซง (manipulate) ค่าเงินหรือไม่  ปรากฎว่าทั้ง 8 ครั้ง ที่ผ่านมา จีนรอดตายมาได้ตลอด เพราะว่าคงเจรจากันหลังฉากมาแล้ว  แต่ว่าต่อไปนี้จะไม่ง่ายแล้ว เพราะอเมริการู้ว่า ถ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว  อเมริกาจะลดปัญหาการว่างงานได้อย่างไร  เพราะว่ามาตรการต่างๆ ตอนนี้ เช่น การ ทำ QE ระรอกแล้วระรอกเล่า มันช่วยไม่ได้มากหรอก ไม่ได้มีผลทางด้านทวีคูณ (multiplier effect)  ฉะนั้น ก็จะว่างงาน 7.9%  ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก พูดง่ายๆว่า 4 ปีที่ผ่านมา โอบามาไม่ได้ช่วยทำให้การจ้างงานในอเมริกาเพิ่มขึ้นเลย เพราะตอนที่เข้ามา 4 ปีที่แล้วก็ 7.8%


โอบามาประกาศ 3-4 วัน ก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดี ว่าจะตั้ง Secretary of Business คือรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องธุรกิจ โดยเอาหน่วยงานที่เกี่ยวกับ SME  9 หน่วยงาน ที่กระจายอยู่ตามรัฐต่างๆ มารวมเข้าด้วยกัน แล้วตั้งเป็นกระทรวงใหม่ เพื่อพัฒนา SME อย่างจริงจัง เพื่อทำให้ SME ของอเมริกา สามารถผลิตสินค้าที่มีต้นทุนแข่งกับสินค้าจีนที่มาขายในอเมริกาได้  และยิ่งถ้าสามารถส่งออกได้ยิ่งดี คราวนี้จะเป็นอย่างนี้ได้ก็ต่อเมื่อ ต้นทุน (cost) กับการตั้งราคา (pricing) ของคุณต้องแข่งขันได้ในตลาด (competitive) จริงๆ วิธีเดียวที่ทำให้ทำได้คือผ่านอัตราแลกเปลี่ยน (exchange rate) ก็คือเงินหยวนต้องแข็งค่ามากกว่านี้มาก  ฉะนั้นแล้วถ้าเผื่ออเมริกายังทำ QE ปล่อยเงินออกมาเยอะๆ แล้วจีนก็ไล่ซื้อมาเก็บไปเรื่อยๆ แบบที่ทำอยู่ในขณะนี้ พอซื้อเสร็จทุนสำรองจีนก็เพิ่มขึ้น แล้วจีนก็หมุน (recycle) เงินเหล่านั้นไปลงทุนต่อทั่วโลก


สภาคองเกรส ก็ไม่ค่อยพอใจจีน  จึงเกิดการกีดกันไม่ให้จีนเข้าไปซื้อกิจการอเมริกา คือหัวเว่ย  ไปซื้อบริษัทไอที สภาก็ไม่ให้ขายให้ อ้างว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง  ซีนุกไปซื้อยูนีแคล ก็ไม่ขายโดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง  แต่ว่าอเมริกาก็ทำอะไรไม่ได้เมื่อจีนหอบเงินดอลลาร์ไปซื้อกิจการทั่วโลก จีนไปซื้อกิจการในแอฟริกา ในลาตินอเมริกา ในอาเซียน อเมริกาขวางได้ไหม  ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้  คุณปั้มเงินออกไปแล้วเงินกลับตกอยู่ในมือของคู่ต่อสู้ คุณย่อมไม่พอใจแน่


ซึ่งจีนมีแรงจูงใจอะไรไหมครับ คือมีข้อดีอะไรบ้างไหมกับการปล่อยเสรีค่าเงินหยวน นอกจากการถูกกดดันจากสหรัฐฯ


การไม่ปล่อยเสรีค่าเงินหยวน จะทำให้เศรษฐกิจจีนขึ้นต่อนโยบายการคลัง (monetary policy) มากเกินไป  แต่ถ้าเปิดโดยไม่ระวังต่อไปเศรษฐกิจจีนก็จะขึ้นต่อ Wall  Street แทน


แต่ก็มีทฤษฎีที่เห็นว่าที่จีนแทรกแซงค่าเงิน ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกบิดเบี้ยว เป็นต้นเหตุของวิกฤติการเงิน (financial crisis)  ทั่วโลก


คำถามก็คือ ไก่เกิดก่อนไข่  หรือไข่เกิดก่อนไก่  ถ้าอเมริกาไม่มีนโยบาย QE อย่างนี้  และถามว่าถ้าอเมริกาต้องการเงินขึ้นมาแล้ว  ถ้าจีนไม่มี อันไหนเสี่ยงกว่ากัน คือต้องเข้าใจนะครับว่าถ้าจีนยิ่งเปิดเสรีภาคการเงิน ก็จะทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบเก็งกำไร (speculate economy) คืออเมริกาก็เข้ามาเก็งกำไร เข้ามาครอบงำจีนได้ง่าย เป็นเกมการเงินที่อเมริกาชักนำ


เพราะอเมริกาเป็นเจ้าของสกุลเงินหลักของโลกคือดอลล่าร์  อเมริกาก็ไม่ต้องทำอะไร  เก็บค่าต๋งอย่างเดียว เหมือนบ่อน คุณเป็นเจ้าของบ่อน คุณก็เก็งกำไร (speculate) พึ่งผู้จัดการกองทุน (fund manager) ในอเมริกาให้บริหารเงินให้ ด้วยดอลลาร์ที่ปล่อยไปเยอะแยะมากมาย จีนมองว่าทุนนิยมอย่างนี้ไม่ใช่ทุนนิยมที่ดีต่อจีนในระยะยาว เราฟังดูหูจิ่นเทาประกาศ เขาประกาศว่ายังไงจีนก็จะเป็นสังคมนิยมอันมีเอกลักษณ์แบบจีน (Socialism with Chinese Characteristics) อันนี้คุณต้องไปตีความเลยว่ายังไงเค้าไม่มีทางเล่นเกมตามคุณเป็นอันขาด  เป็นไปไม่ได้เลย


ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะเกิดความขัดแย้งกันระหว่าง 2 ชาตินี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพราะก่อนหน้านี้พวกนี้เข้าไปลงทุนในจีนได้ประโยชน์จากจีนมากมาย ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุนด้วย ทั้งทุนจีน (China Capital) ที่มาซื้อพันธบัตรคุณมากมาย แต่ว่าต่อไปนี้ไม่ใช่แล้ว จีนจะต้องออกมาลงทุนข้างนอก แล้วจีนเองก็ไม่ยินดีที่จะให้คุณเข้าไปลงทุนมากมายอีกแล้ว เพราะจีนก็ไม่ได้ต้องการเงินทุนของคุณมากเช่นแต่ก่อนแล้ว


จริงๆ แล้วจีนเองก็มีทางเลือก  ไม่ต้องไปลงทุนในอเมริกาก็ได้


และอเมริกาเองก็ไม่อยากเข้าไปลงทุนในจีนเช่นกัน เพราะค่าแรงแพงแล้ว  พอเป็นอย่างนี้  ก้อนเค้กที่เคยแชร์กันได้ ความเป็น win-win ก็จะหายไป  ไม่เพียงเท่านั้น จีนมีเงินมากๆ  ก็จะมาสู้กับคุณในเวทีโลก มา take over บ่อน้ำมันในตะวันออกกลางแข่งกับอเมริกา  ต่อไปนี้นโยบายเรื่องตะวันออกกลางของอเมริกาและจีนจะไม่ใช่แนวร่วมดังเช่นในช่วงเหตุการณ์ 9/11  แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว  อเมริกาจะไปจัดการซีเรีย  จีนเองก็ไม่ยอม  ผมคิดว่าสาเหตุพื้นฐานเพราะผลประโยชน์ขัดกัน  จากนี้ไปบ่อน้ำมันไม่ใช่ของที่อเมริกาจะยึดเป็นเจ้าของคนเดียวแล้ว  จะเห็นว่าลักษณะ win-win ระหว่างจีนและอเมริกาจะลดน้อยลงมาก เมื่อเป็นอย่างนี้ก็จะเกิดความขัดแย้งโดยเฉพาะในด้านความมั่นคง  ซึ่งผมคิดว่าจะส่งผลทำให้เอเชียแปซิฟิค กลายเป็นสมรภูมิทางยุทธศาสตร์ได้ง่ายมากเลย เพราะจีนมีปัญหากับประเทศต่างๆ ในทะเลจีนใต้อยู่แล้ว ฉะนั้นบทบาทของอเมริกาที่จะเข้ามาเล่นเกมพวกนี้จะแหลมคมขึ้นมาก


เพราะฉะนั้นจากที่ อ.พูดมา คงยากมากที่เงินหยวนจะขึ้นเป็นเงินสกุลหลักของโลก?


ยากมาก


เพราะว่าจีนไม่ปล่อยเสรีภาคการเงินใช่ไหมครับ


แล้วจีนเองก็ไม่ต้องการ ผมคิดว่าจริงๆ จีนเองก็ไม่อยากให้เงินหยวนของตัวเองเป็นเงินสกุลหลัก (key currency) แบบเดียวกับดอลลาร์สหรัฐฯ หรอกครับ  จีนน่าจะพยายามเล่นเกมตัวเองผ่านดอลลาร์  ซึ่งคุณปั๊มออกมาเยอะแยะมากมาย ผมก็ขอโดยสารดอลลาร์คุณ  เอาไปซื้อกิจการอะไรต่างๆ


แล้วเวลาที่จีนพูดว่าจะปฏิรูประบบการเงิน  นี่เขาหมายถึงอะไรเป็นเรื่องหลักครับ


จีนต้องการทำให้สถาบันการเงินของจีนเข้มแข็งใหญ่โตขึ้น  ซึ่งตอนนี้จีนทำได้สำเร็จแล้วในเชิงปริมาณ ก็คือ ICBC, CCB เป็นธนาคารที่มีขนาดมูลค่ากิจการในตลาด (market cap) ใหญ่เป็นอันดับ 1 อันดับ 2 ของโลก แต่ต่อไปนี้จีนจะทำในเชิงคุณภาพด้วย คือจีนจะขยายเครือข่ายสถาบันการเงินของจีนไปทั่วโลก  อเมริกาไม่อยากให้สถาบันการเงินจีนไปตั้งในประเทศคุณก็ไม่เป็นไร  แต่ถามว่าในลาตินอเมริกา แอฟริกา  หรือในอินเดีย อยากได้สถาบันการเงินจีนไหม นอกจากนั้น  อเมริกาจะปั๊มดอลล่าร์ได้อีกกี่ยกกัน ปั๊มมาจีนก็ไล่เก็บ นอกจากไล่เก็บแล้วก็ใช้ดอลลาร์ไปลงทุนทั่วโลกเลย  แล้วพอใช้ดอลล่าร์ไปมากๆ ฐานอุปสงค์อุปทาน (demand supply) ดอลล่าร์ก็จะสูงขึ้นทั่วทั้งโลก  พอฐานอุปสงค์อุปทาน (demand supply) สูงขึ้น  ย่อมทำให้ผู้จัดการกองทุน (fund manager) ของ wall street หาประโยชน์ไม่ได้มาก  เพราะคุณจะหาประโยชน์จากได้มากก็ต่อเมื่อคุณสามารถ manipulate เงินได้  ดังนั้น เราย่อมจะเห็นการสู้กันระหว่าง 2 ค่ายเศรษฐกิจในเวลาต่อจากนี้


เพราะฉะนั้น ภูมิทัศน์ภาคการเงินของโลกจะเปลี่ยนไปมาก


คือรับรองเลยว่าอเมริกาจะเล่นเกมไม่ได้เหมือนเดิม  เดิมชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ แล้วคุณลองดู  ยูโรโซนเริ่มมีวิกฤต  เกิดจากนโยบายของบุชรึเปล่า  ตั้งแต่บุชเข้ามา หลังจากเจอ dot com crisis  ที่ปั๊มเงินไปเยอะๆ  แล้วก็ปั๊มอีกระลอกใหญ่หลังจาก subprime crisis พอ QE ออกมาปุ๊บ ยูโรโซนไปเลยเห็นไหมครับ  ยูโรโซนเดิมยิ่งใหญ่ขนาดไหน พัฒนาการของภาคการเงินแถบยุโรปนั้นเกิดขึ้นมาก่อนอเมริกาด้วยซ้ำไป  ยังไปไม่รอดเลยเห็นไหม


ทีนี้กลับมาภูมิภาคนี้สักเล็กน้อย  อาจารย์มองว่าการที่มี AEC ขึ้นมา จะทำให้จีนมาอาเซียนได้ง่ายขึ้นไหมครับ


ผมว่าจะยากขึ้นมากกว่า เพราะว่าจีนจะมีคู่แข่ง (competitor) เยอะแยะไปหมดเลยในอาเซียน  คุณดูทำไมโอบามาจึงเลือกมาเยือน 3 ประเทศใน GMS  แท้จริงก็คือสัญลักษณ์ว่าพื้นที่ตรงนี้สำคัญมากในทางยุทธศาสตร์ของอเมริกา  เพราะว่าช่องว่างที่จะพัฒนาทุนนิยมยังเหลืออยู่เยอะ และคุณสามารถใช้แนวร่วมในพื้นที่เหล่านี้ปิดล้อม (contain) จีนได้ ฉะนั้นแล้ว AEC จะมีคนเข้ามาแข่งกันมาก และจะใช้พื้นฐานนี้เป็นสมรภูมิต่อสู้กัน


ถ้า AEC ไม่รู้เท่าทัน ก็จะมีปัญหา แต่ถ้ารู้เท่าทัน ดำเนินนโยบายทันเกม  ก็จะได้ประโยชน์  เพราะชาติมหาอำนาจจะเข้ามาทั้งหมด ญี่ปุ่นย้ายฐานระลอกใหญ่มาที่นี่แน่นอน และยิ่งญี่ปุ่นทะเลาะกับจีนด้วยบาดแผลทางประวัติศาสตร์และเขตแดนดังที่เป็นอยู่ขณะนี้  ญี่ปุ่นจะยิ่งจะย้ายมาอาเซียนมากขึ้นไปอีก  และญี่ปุ่นเองก็ตระหนักดีว่าเครือข่ายอุปทาน (supply chain) ของญี่ปุ่นในญี่ปุ่นกับจีนจะโตไปกว่านี้อีกไม่ได้แล้ว  ส่วนประธานาธิบดีเกาหลีใต้ก็เดินสายมาแถวนี้เป็นว่าเล่น  ฉะนั้นต่อไปนี้พื้นที่ AEC โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AEC mainland ก็คือ GMS area นี่แหละ ที่มหาอำนาจจะรุกเข้ามาอย่างเต็มที่


ทำไมถึงต้องเป็น mainland ครับ


เพราะมันพื้นที่เล็กไง  เล็กและพร้อมโต  พม่า ลาว กัมพูชา ยังสดและใหม่ (virgin) มาก  ยังสามารถหาประโยชน์ได้หลายรูปแบบ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความมั่นคง


ทีนี้ถ้าเกิดว่าจีนเปลี่ยนไป เน้นพัฒนาวิสาหกิจภายในประเทศ  ไม่ค่อยแคร์ต่างชาติเหมือนแต่ก่อนแล้ว  นักธุรกิจไทยที่ไปลงทุนที่จีน ยากขึ้น หินขึ้น ไหมครับ


ไปใหม่คงยากขึ้นกว่าเดิม  แต่พวกที่อยู่อยู่แล้ว คือผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการไปลงทุนในจีน สำคัญมากๆ คือคุณต้องlocalize ถ้าคุณ localizeไม่ได้นี่ไม่มีทางหรอกที่จีนอยากให้คุณลงทุนในระยะยาว 


Localize นี่อาจารย์หมายถึงอะไรครับ


คือให้รู้สึกว่าเป็นบริษัทของจีนไง  ก็คือไม่รู้ว่าใครถือหุ้น เพราะว่าจดทะเบียนในตลาดหลังทรัพย์ และข้อสำคัญคือผู้จัดการก็ควรต้องเอาคนจีนขึ้นมาบริหาร  คุณไม่ต้องส่งคนจากประเทศคุณเองไปอยู่ที่นั่นตั้งเยอะแยะมากมายเหมือนในอดีต


แต่คนที่ไปใหม่นี่จะหินมากใช่ไหมครับ


ผมว่าหินมาก จะมีโอกาสไปบ้างอาจจะเป็นพวกภาคบริการ (service sector)  ซึ่งจีนอาจจะยังต้องการ แต่ถ้าเรื่องภาคการผลิต (production) แล้วผมว่ายากมาก


หันกลับมามองไทย  อาจารย์คิดว่าประเทศไทยเราเองเรียนรู้อะไรจากจีนได้บ้างไหม


ความจริงแล้วต้องบอกว่าจีนเรียนรู้จากเรา  เติ้งเสี่ยวผิงเดินสายออกมาหลังปี 1978 มาเรียนรู้จากไทยว่าไทยเปิดประเทศอย่างไร  ตั้งแต่ปี 1960 ที่ไทยเราตั้ง BOI และสภาพัฒน์ฯ ขึ้นมาในยุคจอมพลสฤษฎ์  จนเรามาถึงจุดที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็วได้อย่างไร  ผมว่าจีนเองก็ทึ่งมากนะตอนนั้น  แล้วจีนก็เอาแนวทางของเราไปทำด้วยระบบของเขา  ก็ออกมาอย่างที่เห็น   ซึ่งในที่สุดแล้วถามว่าประเทศเราจะไปเลียนแบบอย่างเขาได้ไหม ผมว่ายากมาก เพราะคุณไม่มีการจัดการทางการเมือง (political management) เหมือนจีน


แต่จีนเองก็มีปัญหาและความเสี่ยงมาก อาจารย์มองว่าปัญหาที่จีนหนักใจที่สุดน่าจะเป็นเรื่องไหนครับ


ความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายรายได้ และเรื่องคอร์รัปชั่น  คุณจะมีระบบยังไงที่จะแก้ไขปัญหาความไม่ชอบมาพากลแบบที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ เพราะคนมักตั้งคำถามเสมอว่าทำไมลูกหลานผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จึงร่ำรวยอย่างนี้   ได้รับอภิสิทธิ์มากมายขนาดนี้   ฉะนั้นถ้าไม่ปฏิรูปการเมืองหรือปฎิรูปพรรคในส่วนนี้  ก็จะกลายเป็นความเสี่ยง เพราะประชาชนจะไม่ยอม  ข่าวสารมันปิดไม่ได้ด้วย Social Media และเทคโนโลยีสื่อสารในปัจจุบัน


อีกปัญหาที่หนักเหมือนกัน ก็คือ การที่มหาอำนาจอื่นๆ รวมหัวกันเพื่อปิดล้อมจีน  ฉะนั้นการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะเป็นจุดที่อ่อนไหวที่สุด


คำถามสุดท้าย อาจารย์มองว่าสำหรับไทยเรา เราควรจะต้องมีการศึกษาวิจัยเรื่องจีนในด้านใดที่ต้องเพิ่มมากขึ้นครับ


ผมคิดว่าเราต้องเข้าใจว่าพลวัตรการเปลี่ยนแปลงของจีน จะเดินไปในทิศทางไหน  ผมว่าเรายังเข้าใจน้อยเหลือเกิน คือเราต้องดูว่าถ้าจีนเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา  จะเกิดอะไรขึ้นในจีนในอีก 10 ปีข้างหน้า และพลงัตรการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้น  เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษอย่างไรต่ออาเซียนและต่อไทย ทั้งนี้ต้องวิเคราะห์ในสถานการณ์ความเป็นไปได้ (scenario) ต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลาย


อีกเรื่องคือนโยบายต่อภายนอกของจีน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ  จีนออกมาลงทุนในต่างประเทศมีกลยุทธ์อย่างไร  โจทย์นี้เราต้องตีให้แตกให้ได้ การออกมาลงทุนต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ภายใต้ระบบเครือข่าย (network) เดิม ที่มั่นคงขนาดนี้   คุณคิดดูว่าจีนจะเข้ามาลงทุนตั้งศูนย์กระจายค้าส่งที่บางนา คนที่ออกมาต่อต้านจีนสุดฤทธิ์เลยก็คือพวกหัวเฉียวนี่แหละ ต่อให้คุณมีเงินเยอะมากมายมหาศาล คุณจะต่อสายทุนคุณออกมายังไง และเลือกเอาพื้นที่ไหนก่อน  ไม่น่าแปลกใจทำไมเค้าไปแอฟริกา ลาตินก่อน เพราะพื้นที่เหล่านั้น คนอื่นละเลยไงครับ


อย่างถ้าจีนจะมาลงทุนเมืองไทย เครือข่าย (network) ก็ถูกคลุมโดยญี่ปุ่นไปตั้งเท่าไรแล้ว  ตามด้วย network ของเกาหลี ไต้หวัน  ซึ่งไม่มีทางยอมจีนหรอก เขามองจีนเป็นคู่แข่งแน่นอน  ไม่มีทางที่จะยอมเสีย network ไปได้ง่ายๆ มีแต่จะทำให้ network เข้มแข็งขึ้นภายใต้ AEC  ถึงแม้คิดจะเล่นกับประเทศใหม่ๆ อย่างลาว พม่า กัมพูชา ทั้งญี่ปุ่นและอเมริกาก็จ้องจะเล่นแข่งกับคุณด้วย  เราจึงต้องตีโจทย์ให้แตกว่าถ้าออกมาอย่างนี้แล้ว จะมีผลยังไง  เพราะว่าด้านหนึ่งนักวิชาการของเรามองผลด้านบวกของ AEC กันมาก แต่ขณะเดียวกัน  คุณควรจะรู้ว่า AEC กำลังจะกลายเป็น ”สมรภูมิ” ที่มหาอำนาจจะมาสู้รบปรบมือ ฉะนั้นแล้วนโยบายต่างประเทศ (foreign policy) ของอาเซียนและไทยต้องชาญฉลาดอย่างยิ่ง ต้องรู้เท่าทันอย่างยิ่งในการรับมือกับพวกนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อพื้นที่นี้  และเพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการร่วมมือกันของสมาชิกอาเซียน (AEC member) เอง อันนี้เป็นโจทย์วิจัยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดครับ

กลับไปอ่าน บทสัมภาษณ์ รศ.สมภพ มานะรังสรรค์ ตอนที่ 1 พัฒนาการเศรษฐกิจจีน และการเปิดและปฏิรูปรอบที่ 4 ของจีน
http://www.vijaichina.com/interviews/182

Facebook Comments Box