จีน อาเซียน และพลังทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น

vijaichina
Source: 
vijaichina
Date: 
11/03/2013

จีน อาเซียน และพลังทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น

บทสัมภาษณ์ อาจารย์วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นนักคิด นักยุทธศาสตร์ และนักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ


อาจารย์เห็นว่าจีนกำลังเข้าสู่ช่วงจุดเปลี่ยนสำคัญทางเศรษฐกิจใช่ไหมครับ เพราะว่าในเมืองจีนเองหลายๆ ฝ่ายก็มองว่ามันเป็นจุดที่โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิมเริ่มถึงทางตัน
ผมเห็นว่า ผู้นำจีนเห็นแน่นอนว่าถึงจุดเปลี่ยนแล้ว ผมคิดว่าผู้นำจีน รวมทั้งนักยุทธศาสตร์ นักคิดทั้งหลายในจีนได้เฝ้ามองตะวันตกอย่างเงียบๆ มานาน เขาเห็นว่าหลายเรื่องตะวันตกทำผิดพลาด เมื่อขณะนี้เขาลงมาเป็นผู้เล่นคนหนึ่งเอง เขาย่อมเห็นว่าการเดินเข้าสู่หน้าผาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมว่าเผลอๆ จีนไม่ได้เดินไปสู่หน้าผาหรอก ไทยเราคลานไปสู่หน้าผา แต่จีนนั้นวิ่งแซงเลย ตัวนักธุรกิจในจีนเองที่กำลังสนุก คนที่เคยไปดูการแข่งรถแล้วเห็นว่าขับรถแบบนี้อันตราย แต่เมื่อไรคนจำนวนมากเข้าไปนั่งอยู่หลังพวกมาลัยแล้วมักจะลืม แล้วก็จะพบว่า ความเร็วที่ตัวเร่งขึ้นไปได้แล้วแซงคนอื่นไปได้นั้นมันทำให้ฮึกเหิมแล้วต้องเร่งสปีดต่อ เพราะฉะนั้นความยากของเรื่องนี้จึงอยู่ที่รัฐจะทำอย่างไรจึงจะเบี่ยงความเร็วของตัวผู้เล่นเหล่านี้ อาจรักษษความเร็วของนักธุรกิจจีนต่อไป แต่เปลี่ยนทิศทางได้ไหม นี่เป็นศิลปะนะครับ จะสั่งเฉยๆไม่ได้ เพราะถ้าสั่งเฉยๆ นั้น เบรกกันล้อโก่งเลย แล้วก็จะมีกลิ่นควันกลิ่นยางไหม้ แล้วในที่สุดแล้วมันไม่ราบรื่นในการเปลี่ยนผ่านไปสู่โมเดลใหม่
เป็นไปได้ไหม แทนที่จะเบรกกันล้อโก่ง รัฐบาลจะเพิ่มเลนใหม่ๆ เข้าไป แล้วก็ให้รถที่วิ่งเร็วนั้นแยกออกจากกัน อย่างนี้จะช่วยเสริมสร้างกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมครั้งใหม่ และผมว่านี่เองเป็นสาเหตุอันหนึ่งที่ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนรุ่นที่ 5 ได้พูดถึงเรื่องของการใช้ soft culture มาเปลี่ยนสัญชาติญาณดิบของทุนนิยมให้มันไม่ถึงขนาดหวนคืนมาสู่ขงจื้อ เล่าจื้อ แต่ให้สามารถก้าวไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และความพยายามในการค้นหาความหมายและคุณค่าของความเป็นชนชาติจีนครั้งใหม่


คือจะไม่ใช่ตะวันตก แต่ก็ไม่ใช่จีนแบบเดิมเหมือนกัน ใช่ไหมครับ อาจารย์กำลังบอกว่าเราจะได้เห็นจีนใหม่
ผมเห็นว่าความเป็นชนชาติที่มีประวัติศาสตร์ 5,000 ปี ที่จีนชอบพูดถึงอยู่บ่อยๆ นั้น จีนมักพูดเป็นก้อนรวมๆ กัน ในนั้นจับฉ่ายมากนะ เพราะเขาต้องการให้รากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและยาวนานของเขาเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไรก็ได้ที่เข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ควรจะเป็น จีนค่อนข้างเปิดกว้างมาก ไม่ได้ต้องการจะกลับไปสู่อดีต ไม่ได้ต้องการกระตุกให้เป็นเล่าจื้อหรือขงจื้อ หรือเป็นพุทธ ผมคิดว่าจีนกำลังบอกว่าความหลากหลายในอารยธรรมโบราณของจีนนั้น ผสมกันแล้วอาจนำไปสู่สูตรทางวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งเมื่อผสานเข้ากับทุนนิยมที่เป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย ก็อาจกลายเป็นสูตรสำเร็จทางวัฒนธรรมที่กลมกล่อม และไม่เป็น “ภัยคุกคาม” ทั้งต่อตัวจีนเองและโลกภายนอก


จริงๆ วัฒนธรรมใหม่นี้ยังไม่ชัดเจน เหมือนกับกำลัง “ปรุง” อยู่ใช่ไหมครับ
ผมเชื่อว่าความคิดที่ลึกซึ้งของคนจีน สอนให้เขาคิดอย่างนี้แน่ คือคิดจะ “ปรุง” สิ่งใหม่ แต่ภาษาจีนเป็นภาษาที่การบัญญัติคอนเซปใหม่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ภาษาจีนในตัวเองมีรากของมันอยู่ทุกตัวอักษร เพราะฉะนั้นอยู่ดีๆ จะให้บัญญัติศัพท์ใหม่แล้วก้าวไปสู่วัฒนธรรมใหม่นั้นต้องใช้สิ่งที่สัมผัสได้ จับต้องได้ มาประกอบกับภาษาของเขา คำภาษาจีนมีมหาศาล แต่เอาเข้าจริงภาษาจีนไม่ยืดหยุ่นเท่าไรนะ เพราะศัพท์เป็นหมื่นของเขามันเยอะกว่าศัพท์ของชาวบ้านชาวช่องในโลกนี้ เพราะฉะนั้นจึงมีคำที่เอาไว้อธิบายปรากฎการณ์เกือบทุกอย่าง และการที่จีนมีประวัติศาสตร์ 5,000 ปี ไม่ขาดตอนนั้น ทำให้มีกระบวนการต่อเนื่องในการบัญญัติศัพท์มาเรื่อยๆ จึงทำให้ภาษาจีนไม่ใช่ภาษาที่ขาดแคลนคำ เพียงการไม่ขาดแคลนอีกนัยหนึ่งก็เป็นการติดกับคำเก่าๆ ศัพท์เก่าๆ คอนเซปเก่าๆ ก้าวไปไม่ถึงวัฒนธรรมใหม่
แต่ว่าจีนหนีไม่พ้นที่จะก้าวต่อไป วิวัฒนาการของทุนนิยมโลกและจีนด้วยนั้น ตอนนี้มันมาถึงริมขอบหน้าผาแล้ว จะต้องเลี้ยงตัวอย่างระมัดระวังก่อนที่จะก้าวไปสู่วัฒนธรรมใหม่ และเดินต่อไปได้อย่างราบรื่น ผมมีความรู้สึกว่า ภาษาเฉยๆ นั้นไม่อาจช่วยให้จีนก้าวข้ามไปได้ ต้องใช้อะไรที่สัมผัสจับต้องได้มาช่วย ผมคิดว่าการที่จีนก้าวไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์บางอย่างนั้น จีนกำลังยอมเล่นบทสุ่มเสี่ยงเหมือนกัน เพราะรู้ทั้งรู้ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์หมายถึงเสรีภาพบางประการ เช่น เสรีภาพทางศิลปะซึ่งกำหนดกรอบมากไม่ค่อยได้ อาจจะนำไปสู่สิ่งที่คนรุ่นเก่ารู้สึกเสียดแทง แต่คนรุ่นใหม่กำลังฮึกเหิมและขี่ม้าตัวนั้นออกไปไกลแล้ว ต้องยอมรับว่าจีนเองก็กล้าที่จะเสี่ยงกับพลังสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่พอสมควร และผมคิดว่าเราจะเห็นการพัฒนาจากเสรีภาพทางศิลปะ จาก Art ไปสู่ Culture - วัฒนธรรมใหม่ได้


ถ้าเรามองดูประเทศไทย เรามี moment เช่นนี้บ้างไหมครับ
ไม่มี เรายังไม่ค่อยเห็น Art เลย แล้วเราก็ปล่อยให้ Art อยู่ชายขอบมาโดยตลอด เพราะการช่วงชิงการครอบงำของชนชั้นนำ ชนชั้นนำไปช่วงชิงอำนาจกันนั้น ไม่ได้ใช้ศิลปะ แต่ใช้เกมอำนาจ ศิลปะเพียงปรากฏตัวอยู่ตามพื้นที่ชายขอบ มีคนสนใจมากขึ้นใช่ไหม ก็ใช่ แต่คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีอำนาจมากขึ้น ไม่ได้รับการยอมรับเป็นกระแสหลักเสียที เพราะว่ากระบวนการศึกษาบ้านเรายังไม่เปิดพื้นที่ในการเสพศิลปะ
แต่แนวโน้มสำคัญอันหนึ่งก็คือ เราจะค่อยๆ เห็นศิลปินไทยเริ่มหันกลับมาเล่นกับท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งเป็นตัวบอกเหมือนกันว่าผู้เล่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ (non-state actor) กำลังค่อยๆ โดดเด่นขึ้นมา เมื่อก่อนมีแต่ภาครัฐ (state actor) ที่เป็นผู้เล่นหลักในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ปัจจุบันเราก็เริ่มเห็นแล้วว่า “non-state actor“ กำลังมาแรงขึ้น อย่างน้อยที่สุด non-state actor ก็กระโดดเข้าสู่ยุคของยุคอุตสาหกรรมได้ก่อนรัฐ แล้วรัฐก็เรียนรู้ที่จะตามเข้ามาสู่ยุคอุตสาหกรรม แล้วขณะนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือรัฐกำลังจะถูกทิ้งไว้ที่ยุคอุตสาหกรรม เพราะว่าคนข้างนอกที่เขาเคยอยู่ในยุคอุตสาหกรรม เมื่อเขาเปลี่ยนรุ่น (generation) เขาพบว่าต้องก้าวไปสู่ยุคบริการ จากยุคบริการไปสู่ยุคความรู้ จากยุคความรู้ไปสู่ยุคของการเชื่อมโยง แต่ภาครัฐเรายังอยู่ที่เดิม


จากภาพใหญ่ที่อาจารย์ฉายให้เห็น ชิ้นส่วนเรื่องการค้าอยู่ตรงไหนของภาพนี้ครับ อย่างเช่น China - ASEAN FTA ช่วยในกระบวนการนี้ไหมครับ
China – ASEAN FTA ช่วยให้เกิดการตื่นตัว แต่การใช้ประโยชน์จาก FTA นั้น ต้องยอมรับว่าเมื่อจีนแบ่งเป็นมณฑล ใช้กฎหมายในแต่ละท้องถิ่นเป็นตัวจัดการมัน ดังนั้น แม้คุณเปิดประตูรั้วเข้ามาได้ แต่คุณเข้าไปข้างในบ้านไม่ได้ คุณก็เดินได้แต่รอบสนามหญ้า ขอบๆ สนามหญ้า เพราะฉะนั้นนักธุรกิจไทยจำนวนมากพบว่า เขาบุกไปด้วยเส้นสาย connection ดีกว่า เขาไปเล่นกับ “กวนซี” ดีกว่า ใช้กฎหมายอย่างเดียวนี่ไขกุญแจเข้าไปไม่ได้
คืออุปสรรคอยู่ที่กฎท้องถิ่นต่างๆ ใช่ไหมครับอาจารย์
เราเรียกว่าอุปสรรค แต่ที่จริงเป็นศิลปะของการค่อยๆ ก้าวเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคและนานาชาติ (regionalize and internationalize) อย่างค่อยเป็นค่อยไปของท้องถิ่นจีน ถ้าท้องถิ่นไม่พร้อมเปิดก็ไม่ต้องเปิด ก็อย่าไปเปิด ปักกิ่งไม่ได้ลงมาสั่งการท้องถิ่นเสียหน่อย ปักกิ่งเพียงแต่บอกว่ากุญแจเข้าบ้านมีหลายดอก ประตูมีหลายบาน คุณ (ท้องถิ่น) จัดการควบคุมให้เหมาะสมแล้วกัน คุณอยากให้ของชิ้นนี้ส่งทางหน้าต่างก็ออกกฎให้ส่งทางหน้าต่าง คุณอยากให้ของชิ้นนี้เข้าทางประตูก็ออกกฎให้เข้าทางประตู แต่ไอ้คนมามันไม่รู้ นึกว่าเปิดเสรีแล้วเปิดรั้วเข้ามาได้ มันก็เดินเข้าประตูท่าเดียว เขาบอกไม่ได้ คุณต้องไปเข้าทางหน้าต่างโน่น เราบอกเฮ้ยของชั้นใหญ่กว่าวงกบหน้าต่าง ชั้นจะเอาเข้ายังไง เขาบอกนั่นเรื่องของคุณ แล้วเราถามว่าอ้าวแล้วไม่ซื้อเหรอ เขาบอกจริงๆแล้ว ฉันเองก็ผลิตได้ทุกอย่างอยู่แล้ว
คนที่จะเข้าไปจีนนั้นมักถูกดึงดูดด้วยรั้วสูง การได้ทะลุรั้วเข้าไปได้เป็นความภูมิใจ แค่เข้าไปในรั้วแล้วหันกลับมามองคนที่ยังเข้าไปในรั้วไม่ได้ก็ยกนิ้วให้กับตัวเองแล้วว่าฉันเก่ง แต่พอเดินเข้าไป เข้าบ้านได้หรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง
แล้วปรากฏว่าคนที่เดินเข้ามานั้น ก็จะพบว่าบางทีขว้างของขึ้นชั้น 2 นี่ง่ายกว่า มีพรรคพวกเป็นผู้นำเข้าของจีน เป็นคนช่วยรับต่อให้เรา ก็รับไปดำเนินการกระจายสินค้าให้ ถามว่าควรภูมิใจแค่นั้นหรือเปล่า ก็มักตอบกันว่าไม่ควร แต่นั่นเป็นความคิดแบบตะวันตก ความคิดตะวันตกคือเห็นทุกอย่างบนโลกมันแบนเท่ากันหมดแล้ว ยุโรปกับอเมริกา มันแบนเท่ากัน ออสเตรเลียก็แบนเท่ากับเขาแล้ว ญี่ปุ่นก็แบนเกือบเท่าแล้ว ที่บอกว่าญี่ปุ่นแบนเกือบเท่า เพราะญี่ปุ่นนั้นถ้าคุณผ่านประตูเข้าไปได้ คุณจะพบว่าคุณก็ไปเจอเครือข่ายกระจายสินค้า (distribution network) ที่ขวางอยู่เช่นกัน เพียงแต่คุณผ่านประตูไม่มีอุปสรรคอะไรมาก แต่พอมาเจอกับสังคมจีนที่ไม่ได้พัฒนาในสายทุนนิยมมาตั้งแต่ต้น เป็นสายที่มีปรัชญาการใช้อำนาจเด็ดขาด และสังคมมีความเหลื่อมล้ำแตกต่างกันมาก ผู้บริหารประเทศที่ชาญฉลาดก็จะเข้าใจบริบทของเศรษฐกิจการเมือง ก็จะพบว่าพื้นนี้เขาอยู่ที่สูง พื้นที่นี้เขาอยู่ที่ลุ่มต้องถูกน้ำท่วมแน่ถ้าปล่อยอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเขาต้องให้ประตูน้ำ กุญแจไขประตูน้ำให้ทุกคนไป แล้วต่างคนต่างก็ไปควบคุมให้เหมาะสมกับบริบทของตน
หันกลับมามองประเทศไทย รัฐไทยไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะรัฐไทยยังรวมศูนย์อำนาจไว้ในส่วนกลาง ไม่ได้กระจายออกไป แล้วความเป็นศูนย์กลางตรงนั้นก็มีความเป็นรัตนโกสินทร์มาก มีลักษณะคือ เชื่อมั่นในอำนาจของรัฐสมัยใหม่ และเชื่อว่ารัฐสมัยใหม่ฉลาดกว่าท้องถิ่น เชื่อว่าตนเองมีข้อมูลมากกว่า ซึ่งก็จริงทั้งคู่ แต่ว่าฉลาดกว่าและมีอำนาจมากกว่านั้นจริงๆ แล้วขัดกับทฤษฎี ชาร์ล ดาวิน คนที่ฉลาดกว่าและคนที่แข็งแรงกว่าไม่ได้แปลว่าอยู่ได้ คนที่ปรับตัวได้ต่างหากที่จะอยู่ได้ ท้องถิ่นกลับมีสมรรถภาพในการปรับตัวที่ดีกว่า เขาอาจจะไม่ได้ฉลาดกว่า ไม่ได้มีข้อมูลมากกว่า ไม่มีหน่วยข่าวกรองอะไรเลย แต่เขามีสมรรถภาพที่จะปรับตังเองไปตามสถานการณ์ โดยเฉพาะถ้าเราให้โอกาสเขาขึ้นไปบนหอคอยสูง มองไปได้ไกลๆ พอเขากลับลงไปใหม่ เขาจะปรับเป็นโฉมใหม่ได้เลย


ขึ้นหอคอยสูงนี่เป็นยังไงครับอาจารย์
หมายถึง ยอมให้เขาไปเห็นโลกข้างนอก เช่น ให้ไปดูงาน การดูงานของท้องถิ่นสมัยก่อน ไปดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ปัจจุบันนี่ท้องถิ่นไปเห็นโลกแล้ว เขาเริ่มเปลี่ยนแนวคิดไปแล้ว คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ยังดูแคลนเค้ามากว่าพวกนี้ไปเที่ยว ไปเที่ยวคงจะไม่มีอะไรหรอกก็แค่ซื้อทัวร์ไปดู แต่ว่าวันนี้มีคนท้องถิ่นหลายคน ที่ออกไปดูโลกอย่างมีเป้าหมาย ไม่ได้ไปเพื่อเลียนแบบ แต่ไปเพื่อเรียนรู้
ทีนี้เรามองไทย มองจีน แต่ถ้าเรามองว่า ภูมิภาคเราจะรวมตัวกันเป็นประคมเศรษฐกิจอาเซียน ลักษณะของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะกระทบต่อความสัมพันธ์ของจีนกับภูมิภาคนี้ยังไงครับ โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ
ในทางเศรษฐกิจผมคิดว่า จีนจะเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้คนแถบนี้ในที่สุดหันมาเลิกแข่งกันเอง จีนจะเป็นตัวช่วยไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ขนาดที่ยิ่งใหญ่ ทั้งพลังทางเศรษฐกิจ และปริมาณทางประชากรและความสามารถในการส่งออกและนำเข้าของจีนนั้น จะทำให้คนตระหนักว่า จีนไม่ใช่แค่ผู้รับจ้างผลิตของให้โลกตะวันตกอีกต่อไปแล้ว แต่จีนจะเป็นทั้งคู่ค้า คู่แข่ง และคู่คิด ทำครบทุกบทบาท เพราะฉะนั้นคนในแถบนี้ก็จะพบว่า เขามาไกลกว่าอาเซียน และเขายังเล่นกับเราได้ทุกบทบาทเลย แล้วเราเนี่ยจะยังแข่งกันเองในเวทีแคบๆ ขอบแคบๆ แค่นี้เองหรือ ถ้าเราแต่ละคนจะเป็นคู่ค้า คู่แข่ง หรือคู่คิดสู้กับเขา เราแต่ละคนเทียบเขาไม่ได้เลย เราต้องรวมตัวกันเป็นก้อนเดียวให้ได้ ลดความระแวงของกันและกันลงไปให้ได้ เพราะฉะนั้น AEC จะเกิดได้หรือไม่ได้ ไม่ได้เกิดด้วยปัจจัยภายใน AEC เอง แต่จะมาจากปัจจัยภายนอก ที่มาช่วยกระตุ้น ไม่ใช่แค่กดดัน แต่ยังผสมกลมกลืนให้ด้วย ช่วยผลักดันคนจีนโพ้นทะเล (oversea Chinese) และคนอินเดียโพ้นทะเล (oversea Indian) มีในแทบทุกแห่งในโลกนี้ ให้เล่นบทบาทเป็นตัวทำละลายที่สำคัญ


ตัวทำละลายหมายความว่าอะไรครับ
เวลาที่เราชงอะไรต่างๆ น้ำคือตัวทำละลาย เมื่อก่อนนี้เจ้านายสมัยเก่าของรัตนโกสินไม่ไว้วางใจแขกอินเดีย ไม่ไว้ใจเจ็กจีนไม่ว่าจะเป็นอินเดียหรือจีน ก็จะเชิญให้อยู่นอกเขตวัง ให้ไปอยู่ตรงสำเพ็ง เขาก็ไปจัดตั้งเป็นชุมชนเล็กๆ ของเขากัน แล้วกระบวนการรัฐสมัยใหม่ ภายหลังที่ไปเริ่มกระบวนการพ่อค้าวานิชต่างหาก ที่ทำให้คนเหล่านี้ค่อยๆ กระจายตัวออกมาใหม่ เกิดเป็นตัวทำละลายภายในสังคม แต่เป็นตัวทำละลายที่ช่วยให้ตัวเองได้ผสมกลมกลืนเข้าไปในสังคมนั้นด้วย คนหัวเฉียวและคนอินเดียก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทยโดยแนบแน่น
นั่นคือบริบทของสังคมรัตนโกสินทร์ แต่เมื่อไรที่ไปอยู่ในสังคมอาเซียน เราจะได้เห็นกระบวนการมิตรภาพของคนจีนทั่วอาเซียนค่อยๆ เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเขาอยากจะรู้จักกัน แต่เพราะเขาอยากจะรวมตัวกันเพื่อสื่อสารกับคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนอินเดียโพ้นทะเลจะเริ่มสื่อสารหากันมากขึ้นเพื่อจะสื่อสารกับพลังของอินเดียที่กำลังปลดปล่อยออกมา ภูมิภาคอาเซียนได้เปรียบที่สุดเพราะเป็นพื้นที่ผสมผสานของสองวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่ยุคโบราณที่เป็นตัวทำละลายทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ คือการผสมสี ทั้งสีเหลือง (จีน) กับสีแดง (อินเดีย)


เหมือนที่ฝรั่งเรียกว่าเป็น “melting pot” ใช่ไหมครับ
เป็น melting point แล้วเราก็จะค่อยๆ ค้นพบแยกแยะเม็ดสีเหล่านี้เอง อาเซียนเริ่มค้นพบตนเองว่า ที่จริงพวกเราเหมือนกันมากกว่าแตกต่างกัน เส้นแบ่งพรมแดนที่ฝรั่งเป็นคนขีดให้กับเรานั้น กลับทำให้เราไม่ผูกพันไม่รักใคร่ ทำให้เราทะเลาะเบาะแว้งกัน ประชาคมอาเซียน ที่จริงแล้วก็เป็นกระบวนการค่อยๆ ลบเส้นพรมแดนนั้นออกอย่างช้าๆ
แต่อุปสรรคสำคัญก็คือ พรมแดนเหล่านี้เป็นพรมแดนทางการเมือง จึงเป็นเส้นที่ละเอียดอ่อน (sensitive) มาก เพราะว่าเราต่างคนต่างมีขนาดไม่ใหญ่ เคยพบกับการรุกราน และต่างเคยเป็นตัวแทน (proxy) ของมหาอำนาจ จริงๆ แล้วทุกคนก็มีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าชาติใหญ่ต้องมาเล่นเกมกับเราอีก เพราะฉะนั้นต่างคนยังต้องการรักษาเส้นพรมแดนของตนไว้ให้ดี ทุกคนเพิ่งฉลองความเป็นเอกราชกันไม่ถึงร้อยปีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นความภูมิใจในเอกราช ในชาตินิยมของแต่ละคน จึงคล้ายๆ อาหารที่ยังกินไม่หายอยากเลย อยู่ดีๆ จะให้ลบเส้นพรมแดน ทุกคนก็คงเสียดาย


ดูเหมือนมีอุปสรรคมากในการรวมตัว
มีครับ เพราะฉะนั้นการรักษาพรมแดนทางการเมืองของทุกคนจะมีอยู่ แต่การรับทางวัฒนธรรมต่างหากที่เขากลับจะรับได้ ทีนี้ประเทศไทยเนี่ยอยู่ในสภาพที่แตกต่างจากชาวบ้านเขา ไทยไม่ได้เสียดินแดน แต่ไทยกลายเป็นคนหวงดินแดนมากที่สุดซึ่งผมคิดว่ามีที่มาจากความคิดที่ผู้นำรัตนโกสินได้ปลูกฝังไว้ เพราะเป็นช่วงที่ผู้นำรัตนโกสินทร์ได้เห็นการต่อสู้ดิ้นรนของประเทศรอบข้าง แล้วจึงเห็นคุณค่าของการรักษาอิสรภาพ และบูรณภาพของดินแดนไว้ จนกลายเป็นความเชื่อฝังราก (dogma) ต่อเนื่องมา
จนกระทั่งบัดนี้ สายอำนาจรัฐทั้งหมดก็ยังอยู่ในชุดความคิดนี้อยู่ ส่วนในสายประชาชนซึ่งผ่านการศึกษาและหล่อหลอมจากรัฐก็ได้อิทธิพลความคิดนี้มาด้วยโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ว่าเวลาที่ไปเปิดเสรี รัฐเป็นคนพาไปเปิด ไม่ใช่ประชาชนไปเปิด รัฐก็เลยกลายเป็นคนค่อยๆ บอกว่า เราจะคงเส้นประ แต่เราจะไม่ลบเส้นต่างๆ ออกไปทั้งหมด เราจะมีเส้นประไว้ เราไม่ได้ขีดเส้นปิด หรือจากเส้นทึบคู่สองเส้น มันค่อยๆกลายเป็นเส้นประ 1 เส้น ประชาชนก็รับสิทธิตามนั้นและประชาชนก็กำลังตื่นตระหนกว่า อ้าว จากเส้นทึบ 2 เส้น กลายเป็นเส้นประ แปลว่าจะมีอะไรไหลเข้าล่ะสิ เพราะเราไม่นิยมส่งเสริมให้คนของเราไหลออก เรามีความคิดทัศนคติต่อการออกไปข้างนอกว่า อย่างมากไปแล้วต้องกลับบ้าน แต่ว่าโลกของทุนนิยมที่เราเข้าไปเล่นเกมด้วยนี้มันไม่มีบ้าน ทุนนิยมไม่มีบ้านนะครับ วัฒนธรรมต่างหากที่มีบ้าน เพราะฉะนั้นสายเศรษฐกิจนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่มีบ้าน การมีฐานการผลิตเดียวจึงสอดคล้องกลับลัทธิความคิดทางเศรษฐกิจก็คือ นี่ไง ให้อาเซียนเป็นบ้าน จะไปไหนก็ได้แถบนี้เราเรียกบ้าน คุณจะกลับเข้ามาในอาเซียน แปลว่าคุณกลับบ้าน ถามว่า AEC จะเกิดได้ไหม ได้แต่อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตอนนี้ทุกคนยังจะกลับบ้านเล็กๆ ของตัวอยู่ ยกเว้นสิงคโปร์ และคนรุ่นใหม่ของมาเลเซีย สำหรับพวกนี้อาเซียนก็คือบ้าน


การเกิดขึ้นของ AEC จะเป็นตัวผลักให้เรามองบ้านเปลี่ยนไป?
ไทยเรายังไม่มองบ้านของเราเปลี่ยนไป แต่คนอื่นเขาจะมองบ้านของเขาเปลี่ยนไป บ้านเขาใหญ่ขึ้น บ้านเราเท่าเดิม หนักๆ เข้า ถ้าใช้ความคิดแบบปิด (protectionist) มากๆ จะยิ่งแคบลงด้วย ผมมองว่าตัวทำละลายใหญ่ที่จะช่วยได้อาจจะไม่ใช่ตัวทำละลายตามสัญชาติ ชนชาติที่เรียกตัวเองว่าไทย แต่มาจากชนชาติต่างๆที่ผสมกันเป็นสยาม จะช่วยให้เราละลายตัวเองได้ดีขึ้น
แต่เหมือนกับเพื่อนบ้านเราหลายๆที่จะมีปัญหาระหว่างชนชาติดั้งเดิมเขากับคนจีนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้น
ไม่ยืนยันว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะอย่าลืมนะครับว่าคนจีนนั้นไม่ได้หน้าตาเป็นฮั่นหมด คนจีนที่เป็นชนกลุ่มน้อยแล้วไปอยู่ในพม่านี่ก็เยอะ นอกกรอบอาเซียนออกไป จีนในเอเชียกลางก็หน้าตาไม่เป็นฮั่น พลังของจีนที่สั่งสมและซ่อนเอาไว้ในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมของเขานั้นมหาศาล และยังไม่ได้ถูกปลดปล่อยออกมา ทุกวันนี้ปลดปล่อยออกมาเฉพาะวัฒนธรรมฮั่น ถ้าปลดปล่อยในหีบเล็กๆ อีก 40-50 หีบ จะเป็นโมเดลใหม่ เพราะว่าความเป็นชนชาติที่เป็น “melting pot” มันมีพลังสร้างสรรค์และความแข็งแกร่งทางวัฒนธรรมสูงมากนะครับ อเมริกาเป็นตัวอย่าง “melting pot” ที่ดีมาก และเป็นจุดแข็งของอเมริกา วันนี้ในที่สุดเราได้เห็นประธานาธิบดีที่มาจากคนผิวดำ ผมคิดว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ตระหนักแล้วว่า ชาติจะอยู่ได้นั้น ต้องอาศัยคนหลายเชื้อชาติมาผสมกัน พวกขาวต่างหากที่พบว่า ตัวเองเปลี่ยนแปลงช้ามากและขาดพลังการสร้างสรรค์
สำหรับจีนนั้น ผมว่าชาวฮั่นรู้ตัวมาตลอด ผมคิดว่าชาวฮั่นนั้นถือว่าพลังทางวัฒนธรรมของจีนฉันเป็นคนถืออยู่ เพราะใน 4-5 สำนักคิดที่หล่อหลอมประวัติศาสตร์จีน ล้วนมาจากวัฒนธรรมฮั่นทั้งสิ้น ดังนั้น นโยบายทางการเมืองที่จะให้แต้มต่อกับคนท้องถิ่นและชนเผ่านั้น จึงเป็นสิ่งที่ชาวฮั่นไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่อาจต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ทีนี้ถามว่าเกี่ยวอะไรกับคนในแถบนี้ คำตอบก็คือเพราะว่าคนที่มาอยู่แถวนี้หน้าตาเป็นฮั่น แต่ก็ยังมีคนที่ไม่เป็นฮั่นของจีนอยู่แถบนี้ด้วย เขาเพียงแต่ยังไม่ได้ผนึก ถ้าเขาผนึกเมื่อไร ผมคิดว่าจะเป็นตัวทำละลายที่ช่วยได้มากขึ้นอีก เพราะอณูเขาจะเล็กลง เมื่ออณูเล็กลงย่อมจะไปช่วยทำละลายสิ่งที่เหนียวๆ ให้มันลื่นได้ดีขึ้น


ดังนั้น สุดท้ายอาจารย์จึงยืนยันว่าโลกจะแบนขึ้นเรื่อยๆ เราจะหลอมตัวเป็นหนึ่งเดียวกันได้
ใช่ครับ โลกจะแบน และการเข้ามาของอิทธิพลใหม่ของจีน บวกกับโลกทุนนิยมตะวันตกเก่า ก็จะพุ่งมาแถบนี้ ทุกคนอยากจะเข้ามาอาเซียนทั้งนั้น และต้องใช้ประโยชน์จากคนในท้องถิ่นด้วย เพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีองค์ความรู้มากพอสำหรับทั้งพื้นที่ ก็จะเริ่มเจาะยุทธศาสตร์เป็นจุดๆ ไป ตรงนี้เองที่จะทำให้คนในท้องถิ่นมีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น เพราะมีเศรษฐีให้เลือกคบมากขึ้น และตัวเองก็กำลังกลายเป็นเศรษฐีใหม่ที่เริ่มอยากจะคบกันเองมากขึ้น เพราะคบกับเศรษฐีเก่าคบยังไงก็จะพบว่าเศรษฐีเก่ายังไงก็เอาเปรียบ คบเศรษฐีใหม่ มันรู้สึกว่าบ้านนอกพอกัน แล้วก็จะพบว่าเศรษฐีตอนบนของอาเซียนกับเศรษฐีตอนใต้ของอาเซียนนั้นคนละรสนิยม และฐานการผลิตเวลาขนของกลับบ้านเนี่ยคนละบ้านกัน ยกเว้นคนสิงคโปร์ไม่คิดอย่างนั้น ก็ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปครับ อุปสรรคมีอย่างที่กล่าวมาแล้ว แต่โดยรวมก็จะเป็นไปในทิศทางของการหลอมรวมกัน


คำถามสุดท้าย ในเชิงยุทธศาสตร์ หลายคนจะชอบตั้งคำถามว่าอเมริกาก็เข้ามา จีนก็เข้ามาและเราก็อยู่ตรงกลาง หรืออาเซียนก็อยู่ตรงกลาง แล้วเรารู้สึกว่าเราวางตัวลำบาก แต่จากฟังที่อาจารย์พยายามอธิบายคล้ายๆกับว่ามันเป็นกระบวนการธรรมชาติที่มันจะต้องเกิดขึ้น แต่ว่ามันมีตัวเร่งมากขึ้น อาจารย์มองว่ารัฐบาลควรจะวางตัวอย่างไร หรือว่าปล่อยตัวหรือว่าทำอย่างไรจึงจะเหมาะสมครับ
ผมคิดว่ารัฐต้องลดอำนาจนิยมลง การลดอำนาจนิยมลงไม่ใช่ลดเพราะอยู่ดีๆ อยากจะปล่อยวาง แต่เป็นการลดด้วยความรู้ การฟัง พูด วิเคราะห์กับใครต่อใครให้กว้างๆ ผมคิดว่ารัฐต้องฟังจากสามแหล่ง คือ
1. ฟังจากผู้แทนเราในต่างประเทศ และผู้แทนรัฐในต่างประเทศต้องฟังจากภายนอกให้มากขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าผู้แทนของรัฐเวลาออกไปเวทีนานาชาติมักไม่ได้ไปฟังใครเลย ไปเพื่อไปกล่าวสุนทรพจน์แล้วกลับ รัฐก็ไม่ฉลาดขึ้น เพราะฉะนั้นต้องมีคนฟัง เปิดหูฟังแล้วเข้าใจ โดยเฉพาะนักการทูตในกระทรวงการต่างประเทศของไทยเอง ผมก็ยังมีความรู้สึกว่าเขาเองยังมีโอกาสฟังน้อยไป เพราะเขาฟังเมืองหลวงมากเกินไป ควรจะมีสิทธิในการฟังอะไรข้างนอกมากกว่านี้ เขาจะสามารถเล่นบทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent) ได้ด้วย นอกเหนือจากบทบาทคนประสานงานและรับมอบหมายคำสั่งจากเมืองหลวง ส่วนตัวเมืองหลวงเองก็ต้องฟังพวกเขาด้วย รับข้อคิดใหม่ๆ ในทางนโยบายจากพวกเขา
2. ต้องฟังคนในวงการศิลปะ เพราะพวกนี้ไปคลุกคลีอยู่กับรากหญ้า ไปอยู่กับชายขอบ เขาได้เห็น ได้ฟัง ได้ยินความเปลี่ยนแปลง พลังในการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่มาจากวัฒนธรรมท้องถิ่น
3. ต้องฟังท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลทางการเมืองว่าคุณอยากได้คะแนนเป็นกอบเป็นกำจากเขา แต่เพราะยิ่งคุณช่วยให้เขาไม่ต้องพึ่งพาคุณได้มากเท่าไร เขาจะช่วยคุณได้มากขึ้นเท่านั้น จะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย
ต้องรับฟัง 3 ส่วนที่กล่าวมานี้สำคัญ ผมไม่ได้พูดถึงเอกชน เพราะทุกวันนี้รัฐไทยก็ฟังเอกชนอยู่แล้ว แต่รัฐยังฟังแต่เอกชนที่เป็นชนชั้นกลางระดับบน รัฐยังไม่ได้ฟังชนชั้นกลางระดับล่างลงมา และรากหญ้า แต่การจะฟังชนชั้นกลางระดับล่างและชนชั้นรากหญ้านั้น ภาษาเขาไม่นุ่มนวล ไม่ชวนฟัง รัฐฟังไม่ได้หูจะแตก ก็ต้องไปฟังผ่านตัวแทน ภาษาจากนักการทูต ภาษาจากนักการวัฒนธรรม แล้วก็ภาษาจากนักบริหารท้องถิ่น แล้วรัฐจะเริ่มเห็นความจริงว่าบทบาทตนเองควรเป็นอย่างไร ตนเองจริงๆ ควรปรับตัวให้เล็กลงขนาดไหน การกระจายอำนาจสำคัญอย่างไรทั้งในบริบทของประเทศและในการตอบรับภูมิเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

Facebook Comments Box