กลยุทธ์การวิจัยเรื่องจีน

มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด
Source: 
vijaichina
Date: 
12/10/2012

 

ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีผลงานโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม ทั้งยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์ไทยท่านแรกๆ ที่บุกเบิกงานการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีนและผลกระทบต่อไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ระดับ 11 คณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ (PPSI)มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเป็นกรรมการที่ปรึกษาของศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ

 
อาจารย์เป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยเกี่ยวกับการวางยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของไทย  อาจารย์เห็นว่ายุทธศาสตร์ของประเทศไทยในอนาคตนั้น ควรมีความเชื่อมโยงกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจีนอย่างไร  เราควรมีกลยุทธ์ในการวิจัยเรื่องจีนอย่างไร

 

ดิฉันเริ่มคิดเรื่องผลกระทบที่จีนจะมีต่อไทยมาประมาณ 10 ปีแล้ว หลังจากปี ค.ศ. 2000เป็นต้นมา  ตอนนั้นคนทั่วโลกเริ่มพูดถึงจีน  แต่ในไทยยังไม่ค่อยมีใครสนใจ ดิฉันได้ไปขอทุนร็อกกี้เฟลเลอร์  ใช้ชื่อโครงการว่า Flying with the Dragon?ดูชื่อก็รู้แล้วว่าเราไม่ต้องการไปต่อสู้กับมังกร แต่จะขอเป็น เห็บ เหาเล็กๆ ที่เกาะตามไป  โครงการนี้ทำสองสามเรื่อง เริ่มต้นจากเรื่องเกษตร เพราะคิดว่าเราน่าจะมีหนทางส่งสินค้าเกษตรไปให้จีนหลายเส้นทาง เราตั้งชื่อโครงการนี้ว่า Feeding the dragon และอีกเรื่องตั้งชื่อว่า Dancing with the Dragonศึกษาวิจัยเรื่องการท่องเที่ยว นอกจากนั้น ยังทำเรื่องการผลิต (Manufacturing)ซึ่งความเป็นจริงทำยาก ยิ่งถ้าไม่มีคนอยู่ที่จีน การทำเรื่องนี้ยิ่งยาก


ถ้าถามว่ายุทธศาสตร์ของไทยควรมีการเชื่อมโยงกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนไหม ดิฉันคิดว่าแน่นอน แต่การจะมียุทธศาสตร์โดยไม่มีความรู้นั้นเป็นไปไม่ได้ พอเราเริ่มจะมีความรู้ เราเริ่มรู้สึกว่าทำยาก เพราะเราไม่รู้ภาษาจีน จนตอนหลัง ดิฉันได้รู้จักกับดอกเตอร์หนุ่มคนจีนคนหนึ่งจบจากฟิลิปปินส์ มีชื่อเสียงและมีศักยภาพดี ดิฉันก็เขียนจดหมายไปหา ขอให้เขาเป็นผู้อำนวยโครงการ ทำวิจัยเรื่องการเกษตรโดยเฉพาะ  เราค่อยๆทำงานกับเขา  ขอให้เขาอธิบายว่าการเกษตรของจีนเป็นอย่างไร  เขามองภาพโดยพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ 20 ปีข้างหน้าเป็นอย่างไร  ซึ่งเห็นชัดว่าเราไม่สามารถ supplyอาหารให้กับจีนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว  เพราะจีนเขามีอาหารเหลือกิน และอาจส่งออกได้ด้วยซ้ำ  แต่สำหรับพืชมีอยู่สามอย่างที่จีนต้องการคือน้ำตาล ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งสามตัวนี้ไทยเราสามารถเป็น supplierได้ จะเห็นว่าการกำหนดยุทธศาสตร์ของไทยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความรู้ที่ถูกต้อง

 

ความรู้ต้องมีฐานจากการศึกษาวิจัย และการศึกษาวิจัยเรื่องจีนต้องทำในหลายมิติ  เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของจีนนั้น เรายังไม่รู้รายละเอียดว่าจีนเติบโตอย่างไร ตรงไหนโต ตรงไหนไม่โต เพราะจีนใหญ่มากผู้คนใน  แต่ละมณฑลนิสัยใจคอก็ไม่เหมือนกัน เหมือนอยู่คนละประเทศ คนจีนที่นั่นได้รับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมอย่างรุนแรง ทำให้วิธีคิดเขาเปลี่ยนไปจากแนวคิดลัทธิขงจื้อ เพราะฉะนั้นการที่เราจะเข้าใจจีน และเชื่อมโยงกับเขาได้ต้องเข้าใจไม่ใช่เชิงเศรษฐกิจอย่างเดียว ต้องมีเชิงรัฐศาสตร์ วัฒนธรรมด้วย และหน่วยงานด้านการวิจัยต่างๆของไทยต้องมีการประสานกัน มีกระบวนการที่จะสร้างศักยภาพให้กับนักวิชาการรุ่นใหม่ของแต่ละที่และเชื่อมโยงเข้าหากัน

 
ตอนนี้องค์ความรู้ของไทยเราคล้ายๆกับลิ้นชักร้านขายยา เราทำทุกอย่างแยกๆ กันเป็นส่วน ไม่ทำเป็น Circuitไฟฟ้า ไม่เชื่อมต่อกัน มันไม่ synergizeกัน ไม่มีแผนงาน ดิฉันคิดว่าเราควรมี China Strategyเวลาพูดถึงยุทธศาสตร์ คนมักคิดถึงเรื่องความมั่นคง เรื่องการทหาร แต่จริงๆ แล้วการคิดในเชิงยุทธศาสตร์ต้องทำพร้อมกันในหลายมิติ   เราต้องคิดตั้งทีมงานมาคิดร่วมกันว่าประเทศจีนมีอิทธิพลไพศาลขนาดนี้ เราต้องปรับตัวเองอย่างไร พูดตรงๆคือเราจะอยู่ในเขตอิทธิพลจีนแล้ว เราจะทำอย่างไร

 
 
ในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจีนนั้น อาจารย์ประทับใจยุทธศาสตร์เรื่องใดของจีนมากที่สุด

 
ประทับใจเรื่องเกษตรค่ะ เอามาปรับใช้กับบริบทของไทยได้  จริงๆเราควรจะให้ความสำคัญกับการดูผลงานด้านนโยบายเกษตรของจีน  อย่างเช่นเรารู้ว่าเขาขาดน้ำตาล  เราก็ผลิตน้ำตาลได้ตั้งเยอะแยะ คนจีนกินน้ำตาล 8 กก./หัว คนไทยกินตั้ง  30 กก./หัว คนจีนยังมีโอกาสกินน้ำตาลได้เพิ่มขึ้นอีกมาก  ถ้าคนจีนรวยขึ้น จุดนี้จะเป็นโอกาสทอง  ทำไมเราไม่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องเหล่านี้เลย แล้วเราควรคิดต่อว่าควรส่งอย่างอื่นที่ดีกว่าน้ำตาลไปจีนด้วยไหม หรือเราควรลงทุนที่เมืองจีนบางส่วนไปเลย เราจะมีพันธุ์น้ำตาลที่มี N-fixing ได้ไหม เป็นไปได้ค่ะ อ้อยมี N-fixingได้ เริ่มทำที่บราซิลแล้ว เราต้องเอาคนหลายๆ คนมาช่วยกันคิด และคิดแบบให้ความสำคัญ

 
การลงทุนวิจัยเรื่องการเกษตรของจีนก็น่าสนใจ ในปี 1950 จีนยังอดตายเป็นล้านคน แต่ตอนนี้เหลือกินเหลือใช้  ตอนที่ตั้งสถาบันวิจัยเกษตรต่างๆในระดับโลก จีนถูกโดดเดี่ยวโดยอเมริกา เพราะฉะนั้นจีนต้องสร้างเทคโนโลยีของตัวเอง เช่น ข้าวพันธุ์มหัศจรรย์ที่ถูกพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นก่อน  แต่จีนนำไปพัฒนาต่อในจีน ได้ข้าวพันธุ์ผสม (Hybrid Rice)ออกมา เลี้ยงคนจีนได้มหาศาล ผลตอบแทนข้าวต่อไร่ที่ยูนนานสูงที่สุดในโลก เขาทำทั้งหมดได้เพราะเขามีเป้าหมายเพิ่มผลผลิต  เมื่อเขามีข้าวพอกินแล้ว แต่ไม่อร่อย เขาก็เปลี่ยนเป้าหมาย ตอนนี้เขาจะทำข้าวหอมแล้ว เขาตั้งว่าจะให้จีนเป็นเมืองปลอดข้าวหอมไทยอีกด้วย

 
ดิฉันจึงคิดว่าจีนมีความก้าวหน้ามากในการปรับเอาการเกษตรไปใช้ในเชิงพาณิชย์  ระหว่างที่ดิฉันไปจีน ไปเจอลูกอมรสข้าวหอมมะลิ คนจีนเอาข้าวหอมเราไปทำเป็นรสลูกอมขาย ซึ่งเราไม่เคยคิดต่อยอดมาก่อน ซึ่งเป็นการคิดต่อยอดทางเกษตร เป็นสิ่งที่ไทยควรจะนำมาขบคิดให้มาก
 

ในฐานะที่อาจารย์เป็นนักวิชาการซึ่งบุกเบิกงานด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม อาจารย์มองเรื่องสิ่งแวดล้อมในประเทศจีนอย่างไร จริงไหมที่จีนลืมคำนวณต้นทุนเรื่องสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

 
ดิฉันคิดว่าที่จีนมีธุรกิจจำนวนมากที่ไม่ได้เอาต้นทุนสิ่งแวดล้อมเข้ามาคำนวณ แล้วจีนก็เป็นประเทศใหญ่ SMEเยอะ T&V(Township and Village Industry)ก็เยอะ ควบคุมยาก มันมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในจีนที่ซับซ้อนและแก้ไขยาก แต่ว่าในระดับนโยบายของรัฐบาลกลางนั้น ดิฉันเห็นว่าทำได้ดีทีเดียว และเห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาด้านนี้ของรัฐบาลจีน เพราะเขาเห็นว่าเขาจะค้าขายในโลกนี้และจะอยู่ในโลกนี้ได้ เขาต้องสนใจสิ่งแวดล้อม  ไม่อย่างนั้นการพัฒนาจะไม่มีทางเป็นไปอย่างยั่งยืน ตอนนี้เขาได้คำนวณแล้วว่าเขาควรมี Carbon Taxซึ่งเป็นการคิดริเริ่มโดยรัฐบาล  แต่ประเทศไทยยังไม่มี Carbon Taxเลย เราไม่มีภาษีสิ่งแวดล้อมสักตัวเดียว  ทำให้คนไทยไม่มีแรงจูงใจที่จะมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

 

 
สิ่งที่เป็นอุปสรรคหรือปัญหาของไทยในการค้าขายกับจีนคืออะไร อยากให้อาจารย์ช่วยยกตัวอย่างด้วย

 
ปัญหาใหญ่ของการทำงานในจีนคือการหาหุ้นส่วนที่ไว้ใจได้ และต้องเข้าใจกฎระเบียบของประเทศจีนต้องระวังการปลอมแบรนด์และปลอมสินค้า ซึ่งเรายังมีปัญหามากในเรื่องเหล่านี้ ดิฉันอยากยกตัวอย่างปัญหาอันหนึ่งคือเรื่องการปลอมปนข้าวไทยที่เป็นปัญหาในจีน งานนี้เป็นงานพหุวิทยาการเพราะ เวลาเราจะทำเรื่องคุณภาพข้าว เราต้องเข้าใจองค์ประกอบเคมีของข้าว ว่าตัวไหนจะทำให้ข้าวมีคุณภาพเป็นอย่างไรนอกจากนี้ ดิฉันยังต้องไปทำงานกับพวกที่เขาใช้วิธีตรวจเคมี ดีเอ็นเอเพื่อแยกพันธุ์ข้าว เราใช้วิธีการที่น่าสนใจมากหลายวิธีคือ เราใช้วิธี Estimateทางสถิติดูก่อนว่าถ้าไม่มีการปลอมปนข้าว  เราน่าจะขายข้าวได้เท่าไร เราคำนวณว่า น่าจะมีข้าวปลอมปนประมาณ 6000 ล้านบาท  เสร็จแล้วท่านทูตเกษตรที่กวางเจาก็พาไปสัมภาษณ์พ่อค้า  Modern Tradeแล้วเราก็ไปดู ข้าวเกรดเอ บี ซี เกรดไหนราคาเท่าไร แล้วเราก็คำนวณออกมาได้ว่ามีข้าวปลอมปน 2000 ล้านบาท แต่มันห่างจากที่เราใช้เศรษฐมิติคำนวณ 6000 ล้านบาท อยู่มาก ซึ่งจริง ๆ ไม่น่าจะต่างกันมากขนาดนี้  เราจึงไปเก็บข้าวทุกชนิดที่ตลาดโมเดิร์นเทรดมาตรวจและดูเปอร์เซ็นต์ของพันธุ์ข้าวผสม และดูว่าข้าวไทยหายจากถุงไปเท่าไร ก็ยังคำนวณกลับออกมาไม่ได้ตรงกับที่คำนวณด้วยวิธีเศรษฐมิติ เลยถามท่านทูตว่ามีอะไรอีกใช่มั้ยที่ใหญ่กว่า Modern Tradeท่านทูตบอกใช่มีขายส่งให้ ถามไปถามมาก็บอกว่ามีภาคร้านอาหารตั้งเยอะ ในที่สุดเราก็เจอว่าร้านอาหารนี่แหละเป็นที่ที่ปลอมปนข้าวมากที่สุด เพราะคนไทยกิน “ข้าวกับกับ”คือข้าวเป็นหลัก แต่เนื่องจากคนจีนกินกับเป็นหลัก เพราะฉะนั้นข้าวเขากินคำสองคำ ก็ข้าวปทุมกับหอมมะลิคนจีนก็แยกไม่ได้การปลอมปน   ประมาณ 8000 ล้านบาทที่เราสูญเสียไปในตลาด และเราก็ค้นพบว่าการสูญเสียตลาดไม่ได้เกิดจากคนจีนปลอมอย่างเดียวหรอก ปลอมจากคนไทยก็เยอะปลอมหอมมะลิโดยใช้ข้าวปทุมก็มี ก็เกิดจากการที่เราขึ้นราคาจนตลาดรับไม่ได้  ก็ไม่มีใครกินข้าวไทยได้หรอกสำหรับราคานี้ คนจีนเขากินข้าวคำสองคำนิดเดียว เรื่องอะไรเขาจะเอาข้าวชั้นหนึ่งมากิน ในที่สุดเราก็คำนวณความสูญเสียได้ และรัฐบาลได้นำข้อค้นพบนี้ไปหารือกับจีนเพื่อออกกฎระเบียบอีกที

 

ภาครัฐควรมีบทบาทอย่างไรในการส่งเสริมภาคเอกชนไทยในการทำการค้าการลงทุนกับจีน ขณะเดียวกันเราควรมองทุนจีนที่เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นอย่างไร

 
พ่อค้าที่เขาเก่งๆก็ไปกันเยอะแล้วนะ เรื่องลงทุนหรือทำการค้ากับจีน รัฐบาลอาจจะช่วยเรื่องเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎระเบียบต่าง ๆ ได้บ้าง แต่ดิฉันคิดว่ารัฐบาลทำน้อยๆ หน่อยก็ดี เพราะดิฉันไม่ค่อยเชื่อมั่นในรัฐบาลเท่าไร เพราะใช้งบประมาณเยอะ ผลงานก็น้อย ปล่อยให้พ่อค้าเขาเข้าไปเองอาจจะดีกว่า

 
สำหรับการลงทุนของจีนในไทยนั้นน่าสนใจมากและเราควรมีทีมงานศึกษาวิจัยให้ลึกซึ้ง มีนิคมอุตสาหกรรมจีนในไทยที่ระยอง ที่เป็นของจีนทั้งหมดมาแบบทางการเลย  คือรวมทั้งรายเล็กรายน้อยเอาไว้ด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือเขามาลงทุนอย่างไร เขาหวังอะไรจากประเทศไทย เขาย้าย Dirty Industryมาหรือเปล่า ซึ่งตรงนี้ลักษณะการลงทุนและผลกระทบ จะแตกต่างจากการลงทุนของญี่ปุ่นหรือไม่เป็นเรื่องที่น่าติดตาม
 


นักท่องเที่ยวจีนต่างกับนักท่องเที่ยวฝรั่งอย่างไร อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเราต้องปรับตัวหรือไม่

  
นักท่องเที่ยวจีนชอบเที่ยวกลางคืน อึกทึกคึกคัก เมื่อเขาชอบสถานที่ที่อึกทึกคึกคัก เราก็ต้องสร้างแหล่งท่องเที่ยวลักษณะนี้รองรับเขา  อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเราต้องปรับตัว คนไทยจะปรับตัวรับคนจีนได้ยากหน่อย เพราะอย่าลืมว่าคนจีนรวยเร็วมาก  นักท่องเที่ยวจีนในไทยบางทีก็เป็นคนที่ฐานะทางเศรษฐกิจสูงแล้ว แต่ทางสังคมยังเรียกว่าบ้านทุ่งอยู่ มาถึงไทยก็มีปัญหามากมาย ซึ่งปกติเวลาเราเจอนักท่องเที่ยวฝรั่งส่วนใหญ่ มักดี ชอบความสงบ แต่พอมาเจอคนจีน ตะโกนข้ามกันทีได้ยินต้นซอยถึงท้ายซอย  เรา เราก็ต้องแยก 2 กลุ่มนี้ไม่ให้เจอกัน

 
อีกอย่าง นักท่องเที่ยวจีนก็ไม่ได้ชอบการท่องเที่ยวไทยนะ คือหยิ่งว่าประวัติศาสตร์ของจีนเก่ากว่าไม่สนใจของไทย ของเขา 5000 ปี ของเราอย่างดีก็ 700 ปี  เขาไม่ชื่นชมเหมือนฝรั่ง ฝรั่งเขามองเห็นความแตกต่าง แค่ความแตกต่างเขาก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจแล้ว  ส่วนคนจีน เขาก็เห็นว่า  หน้าตาก็คล้ายๆ กัน วัฒนธรรมเราก็สั้นกว่า ก็จะมีแต่บางจุดที่อาจเป็นจุดขายสำหรับนักท่องเที่ยวจีน เช่น เขาก็ชอบพระเครื่อง พระเครื่องเล็กๆ จะเห็นว่ามีอะไรบางอย่างที่เราขายได้ เพราะจะมี "Common root"ระหว่างไทยและจีน บางอย่างที่เราไม่ได้สนใจ กำไรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอยู่ที่การมองเห็นและให้ความสำคัญกับรายละเอียด ถ้ามองภาพกว้างๆ ก็ไม่ได้อะไร

 
 
มีคำกล่าวว่าความมั่นคงของเรายังผูกกับสหรัฐ แต่เรื่องเศรษฐกิจเราได้อิทธิพลจากจีนมากกว่า อาจารย์เห็นด้วยหรือไม่


ในอนาคตจีนคงแข็งแกร่งมากขึ้นในเชิงเศรษฐกิจ   ในเชิงความมั่นคง  ดิฉันคิดว่าเราไม่ต้องกลัวกับความเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว  ดังนั้น ความจำเป็นที่เราจะไปพึ่งอเมริกา ในเชิงที่จะไปต่อต้านกับลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีแล้ว  นอกจากนั้น เราก็ค่อนข้างปลอดภัย เพราะเราไม่ได้มีพรมแดนติดกับจีน เหมือนพม่า เวียดนาม ลาว ซึ่งอาจมีความขัดแย้งด้านพรมแดนในส่วนที่ติดกับจีน  ดิฉันคิดว่าในอนาคตจีนคงไม่คิดจะไปโจมตีทางทหารกับใครแล้ว สิ่งที่ดิฉันคิดว่าจีนจะใช้คือ เอาคนจีนเข้ามาแทรกซึม  อย่างในแอฟริกายังเต็มไปด้วยคนจีนเลย  สมัยจอมพลป. พยายามปิดร้านจีนในไทย แต่พอวันต่อมากลับไม่มีสินค้าขายเลย  มีผลกับเศรษฐกิจโดยรวมชัดเจนมาก เลยเปลี่ยนนโยบายใหม่เป็น “เปลี่ยนคนจีนให้เป็นคนไทย”แล้วก็สำเร็จมากกว่า  เพราะปัจจุบันลูกคนจีนในไทยก็คิดว่าตนเองเป็นคนไทยไปแล้ว   แต่ต้องทำในหลายรุ่น ไม่ใช่ว่าเสร็จได้ในรุ่นเดียว

Facebook Comments Box